
ไข้หวัดใหญ่
- ไข้หวัดนก ป้องกันดีกว่าแก้ แย่แล้วแก้ไม่ทัน
ตอนนี้คนไทยกำลังหวาดผวากับโรคระบาดลึกลับที่ทำให้ประชากรไก่ตายนับแสนตัวต้อนรับเทศกาล
ตรุษจีน โดยที่ระหว่างนี้ทั่วโลกก็กำลังตื่นตระหนกกับไข้หวัดนกที่ระบาดสู่ไก่
ทำให้ไก่ในจีน เกาหลีใต้
เวียดนาม ญี่ปุ่นตายนับล้านตัว ลำพังโรคระบาดไก่ตายเป็นเบือคงไม่น่ากลัวเท่าไหร่แต่ที่ทำให้ผู้คนทั่วโลก
อกสั่นขวัญแขวน คือ เริ่มมีผู้ป่วยตายเพราะติดโรคหวัดจากไก่
แม้เพียงไม่กี่ราย แต่ถ้าไม่ตัดไฟแต่ต้นลม
คนก็อาจจะล้มตายเป็นเบือเหมือนไก่ก็ได้
ที่ต้องสนใจไข้หวัดนกก็เพราะมันสามารถกระโดดข้ามมาเป็นไข้หวัดคน
อันไข้หวัดธรรมดา
ทั้งหลายนั้นก็ไม่มียาใดรักษาได้อยู่แล้ว นอกจากรักษาตามอาการ
ไข้หวัดนกก็เช่นกันไม่มียารักษาได้
จะต่างกันก็ตรงที่ไข้หวัดคนนั้นหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์
แต่ไข้หวัดนกนั้นไม่ว่าเกิดขึ้นกับสัตว์ปีก
หรือสัตว์อื่นใดหรือแม้แต่กับคน โอกาสเสียชีวิตมีสูงมาก
โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยเด็กและผู้สูงอายุ
รวมทั้งผู้มีร่างกายอ่อนแอ ทั้งที่ความจริงแล้ว
เชื้อไข้หวัดนก ก็คือเชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิดหนึ่งนั่นเอง
ในทางแพทย์แผนไทย
ไข้หวัดใหญ่ มีอาการรุนแรงมากกว่าไข้หวัดน้อย ในพระคัมภีร์ตักกะศิลา
พระอาจารย์เจ้าได้สาธยายถึงไข้หวัดน้อยและไข้หวัดใหญ่ ไว้ดังนี้
"อันว่าคนทั้งหลายใดเมื่อจะบังเกิดไข้เป็นหวัดนั้น
ให้สะบัดร้อนสะท้านหนาว ปวดศีรษะเป็นกำลัง ระวิงระไวไอจาม
ให้น้ำมูกตก ลักษณะอันนี้ไข้เพื่อหวัดน้อย... ไม่กินยาก็หาย
อาบน้ำก็หายใน 3 วัน 5 วัน" นี่คือไข้หวัดน้อย
ส่วนอาการไข้หวัดใหญ่ท่านว่าไว้ดังนี้
"อันว่าคนไข้ทั้งหลายใดเมื่อจะเป็นไข้นั้น
ชื่อว่าไข้หวัดใหญ่ ให้จับสะบัดร้อนสะท้านหนาว ให้ปวดศีรษะให้ไอจาม
น้ำมูกตกเป็นกำลัง ให้ร้อนให้อาเจียน ให้ปากแห้งปากเปรี้ยว
ปากขมกินข้าวไม่ได้ แล้วแปรไปให้ไอเป็นกำลัง
แลทำพิษคอแห้ง ปากแห้งฟันแห้ง จมูกแห้ง น้ำมูกแห้ง...แก้มิฟังกลายเป็นริดสีดวง
มองคร่อหืดไอ...
อันว่าคนไข้ทั้งหลายนั้นก็ดี เมื่อแพทย์วางยามิฟังแล้ว อันว่าความตายจักมีแก่คนไข้นั้น
แลผู้จะเป็นแพทย์ไปข้างหน้า
อย่าพึงประมาณว่าไข้เป็นหวัดดอก ถ้าแก้ไม่ฟังให้แปรถึงมรณะ"
เห็นไหมภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยถึงจะโบร่ำโบราณแค่ไหน
แต่ก็ยังอินเทรนด์ในโลกสาธารณสุขยุคใหม่เสมอ
ไข้หวัดใหญ่ นั้น ถ้าแพทย์ประมาทนึกว่าเป็นแค่หวัดจิ๊บจ๊อย
ไข้ก็อาจลุกลามกลายพันธุ์เป็นโรคระบาดร้ายแรงได้
เมื่อพูดถึงโรคระบาดเรามักนึกถึงกาฬโรค ไข้ทรพิษ หรืออหิวาตกโรค
ฯลฯ แต่เราคงนึกไม่ถึงว่าไข้หวัดใหญ่
ก็เคยเป็นโรคระบาดที่คร่าชีวิตผู้คนนับแสนนับล้านมาแล้วในชั่วศตวรรษของนี่เอง
ครั้งแรกในช่วงปี
พ.ศ. 2461 - 2462 เพียงช่วงปีเดียว ไข้หวัดใหญ่ก็คร่าชีวิตชาวอเมริกันไปถึง
500,000 คน
และคร่าชีวิตคนทั่วโลกประมาณ 20 ล้านคน และล่าสุดในช่วงปี
พ.ศ. 2511 - 2512 เฉพาะในสหรัฐประเทศเดียว
ก็มีคนตาย เพราะไข้หวัดใหญ่ถึง 34,000 คน แม้การระบาดทั่วโลกของไข้หวัดใหญ่จะยุติไปแล้ว
แต่เจ้าเชื้อมฤตยูตัวนี้
ก็ยังวนเวียนก่อให้เกิดความเจ็บป่วยล้มตายเรื่อยมา สถิติสาธารณสุขของสหรัฐอเมริกา
แจ้งว่านับจากการระบาด
ครั้งสุดท้ายจนบัดนี้ ชาวอเมริกันเสียชีวิต เพราะไข้หวัดใหญ่ไปแล้วไม่น้อยกว่า
400,000 คน ในจำนวนนี้กว่าร้อยละ 90
เป็นผู้สูงอายุ กลุ่มเสี่ยงนอกจากนี้ก็เป็นกลุ่มเด็ก และผู้มีภูมิต้านทานโรคต่ำ
เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่อยู่
โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง ผู้ป่วยที่กินยาที่กดภูมิคุ้มกัน
เป็นต้น
แพทย์แผนโบราณ
รู้กันมานานแล้วว่า ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคระบาดร้ายแรงชนิดหนึ่ง
เพราะอันที่จริงแล้ว
พระคัมภีร์ตักกะสิลาก็คือตำราที่ว่าด้วยโรคระบาดอย่างร้ายแรงที่เกิดขึ้นณ
เมืองตักกะสิลาก่อนสมัยพุทธกาล
ทำให้ "ท้าวพระยาไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั้งปวงเกิดความไข้ล้มตายเป็นอันมาก...
มีแต่ซากศพตายก่ายกองทั้งบ้านเมือง...บ้านเมืองนี้เกิดความไข้เป็นพิกลต่าง
ๆ บางคนไข้วันหนึ่งบ้าง 2 วัน
บ้าง 3 วันบ้าง 4วันบ้างตาย บางคนนอน บางคนนั่ง บางคนยืน
บางคนตะแคง บางคนหงายตาย..." และไข้หวัดใหญ่
ก็เป็นโรคระบาดชนิดหนึ่งในพระคัมภีร์แพทย์เล่มนี้ ซึ่งได้กล่าวถึงวิธีการเยียวยารักษาโรคระบาดจำพวกนี้ไว้ว่า
"ไข้จำพวกนี้ย่อมห้ามมิให้วางยาร้อนเผ็ดเปรี้ยว
อย่าให้ประคบนวด อย่าให้ปล่อยปลิง อย่าให้ถอกเอาโลหิตออก
อย่าให้ถูกน้ำมัน เหล้าก็อย่าให้ถูก น้ำร้อนก็อย่าให้อาบ
อย่าให้กิน กะทิน้ำมันห้ามมิให้กิน ถ้าใครไม่รู้ทำผิดดังกล่าวมานี้
ก็ถึงความตายดังนี้แล"
ด้วยคำในพระคัมภีร์ข้างต้น
แม้จะเป็นภาษาโบราณแต่ก็สื่อความชัดเจน คือ อย่ากินยาที่มีคุณสมบัติร้อน
เผ็ด เปรี้ยว
เช่น ขิง พริก หรือมะนาว ส้มเปรี้ยว ห้ามอาบดื่มน้ำร้อน
หรือห้ามนวด เพราะการนวดทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น
ยิ่งน้ำมันแล้วห้ามใช้นวดคนไข้ เพราะน้ำมันจะอุดรูขุมขน
ทำให้ตัวร้อนยิ่งขึ้นไปอีก
ตรงกันข้าม
ควรรักษาไข้หวัดใหญ่ ด้วยยาที่มีคุณสมบัติเย็น เช่น ฟ้าทะลายโจร
บอระเพ็ด มะระขี้นก เป็นต้น
ในพระคัมภีร์ตักกะสิลาได้กล่าวถึงการรักษาพวกไข้พิษ เช่น
ไข้หวัดใหญ่ ไว้อย่างพิสดารว่า
"ให้แต่งยากระทุ้ง
(ขับพิษไข้จากภายในร่างกาย) ให้กิน ชื่อว่าแก้วห้าดวง เอารากคนทา
1 ราก
ไม้เท้ายายม่อม 1 รากชิงชี่ 1 รากมะเดื่อ 1 รากหญ้านาง 1
ยาทั้งหมดนี้เอาเสมอภาค (ชั่งน้ำหนักเท่ากันทุกตัว)
ต้มให้กิน แล้วจึงแต่งยาประสะกระทุ้งผิวภายนอก ใบหญ้านาง
1 ใบมะขาม 1 เอาเสมอภาค
เอาดินประสิวใส่แต่พอสมควร ละลาย น้ำซาวข้าวพ่น (ตามผิวหนัง)
ถ้ามิฟังให้เอาใบทองหลางใบมน 1
เปลือกทองหลางใบมน 1 ข้าวสารด้วย เอาเสมอภาคแทรกดินประสิวทั้งกินทั้งพ่น"
หลักการรักษาตามพระคัมภีร์นี้ก็คือ
ใช้ยาเย็นกินกระทุ้งขับพิษภายในร่างกายออกมา แล้วใช้ทาพ่นที่ผิวกายเพื่อ
กระทุ้งขับพิษที่ผิวหนัง การใช้ยาสมุนไพรตำรับดังกล่าว ก็เพื่อปรับสมดุลความร้อนเย็นภายในร่างกาย
ให้มีภูมิต้านทานต่อพิษเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่
แต่ในยามที่ไข้หวัดใหญ่นกกำลังระบาดในสัตว์ปีก
และอาจกระโดดเข้าสู่คนอย่างนี้ วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือไม่ต้องใช้ยา
และปรับปรุงพฤติกรรมสุขภาพให้เหมาะสม ได้แก่
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ, งดเหล้า บุหรี่ ยาเสพติดทั้งมวลที่ทำให้สุขภาพร่างกายทรุดโทรม
,ไม่ควรเข้าไปในที่แออัด เช่น โรงหนัง ห้างสรรพสินค้า โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่
,รักษาร่างกายให้อบอุ่นเสมอ
ที่สำคัญอย่าสัมผัสหรือเข้าใกล้ไก่และสัตว์พวกนกทุกชนิด
(ยกเว้นคนชื่อน้องไก่ หรือน้องนก) ในช่วงที่ไข้หวัดนก
กำลังระบาดและอย่าเข้าใกล้ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ด้วย อย่าลืมหมั่นล้างมือให้สะอาด
อย่าเอานิ้วแคะไชจมูกเพราะ
จะทำให้เชื้อหวัดเข้าสู่ทางเดินหายใจเร็วขึ้น
แม้ว่าที่ผ่านมาไข้หวัดนกจะกระโดดเข้ามาเล่นงานคนตายไปเพียงไม่กี่คน
แต่ก็เป็นสถานการณ์ที่ประมาท
ไม่ได้เด็ดขาด เพราะเชื้อโรคที่เคยเป็นโรคระบาด แต่เดิมก็เป็นเพียงจุลชีวันที่ไม่มีพิษสงอะไร
แต่พอสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป จุลชีวันบางชนิดก็จะพัฒนาตัวเองกลายเป็นโรคระบาดร้ายแรง
ได้อย่างคาดไม่ถึง ซึ่งเมื่อถึงขั้นนั้นก็ไม่มียาวิเศษขนานใดมาช่วยแก้ไขได้
ดังนั้นในเวลานี้ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนจะต้องปฏิบัติตามแนวทาง
"กันไว้ดีกว่าแก้"
อย่างเคร่งครัด อย่าไปเสียดายตัวเลขการส่งออกที่ขาดหายไปไม่ถึง
ครึ่งเปอร์เซนต์