ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย

ยิ่งร้อน ยิ่งคัน ยิ่งคัน ยิ่งเกา


เปรียบสำนวนแบบการบ้านการเมือง ปีนี้ร้อนขาขึ้นจริงๆ (ไม่ยอมขาลง) อากาศร้อนแรงเหมือนอุณหภูมิบ้างเมือง
ทั้งที่ภาคใต้ บางกรวย และดูเหมือนที่ร้อนผ่านไปหยกๆ ร้อนที่โคราช ร้อนถึงพรรคการเมืองที่ "รวม ไม่รวม ?"

ร้อนการเมืองก็แก้ด้วยการเมือง แต่ที่ร้อนกับร่างกายก็ต้องแก้ด้วยวิถีของภูมิปัญญาไทย ซึ่งวิธีดับร้อนที่ดีที่สุด
เหมือนการดับไฟ คือ ใช้น้ำดับ น้ำดื่มสะอาดมากๆเข้าไว้ เป็นสมุนไพรที่ขาดไม่ได้ในฤดูร้อน ในที่อากาศร้อน
หรือในผู้ที่อุณหภูมิของร่างกายร้อนๆ จะด้วยเพราะไข้หรืออาการร้อนในก็ตาม น้ำธรรมดาสามัญเป็นสิ่งที่วิเศษสุด
ในการบรรเทาร้อน

ถ้าจะปรุงแต่งให้ดับร้อนแบบมีออฟชั่นหรือบริการเสริม(สรรพคุณ) ก็ต้องปรุงน้ำสมุนไพรคลายร้อน ซึ่งดีกว่าน้ำอัดลม
ที่มีแต่ลมกับน้ำตาล น้ำสมุนไพรที่ว่านั้นคนส่วนใหญ่ก็รู้จักกันดี เช่น น้ำเก็กฮวย น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะขาม น้ำบัวบก
น้ำรากบัว น้ำมะตูม หรือน้ำว่านกาบหอย น้ำสมุนไพรเหล่านี้มีสรรพคุณดับกระหายคลายร้อน แก้ร้อนใน
และช่วยให้อุณหภูมิในกายเย็นลง และยังช่วยปรับลดดีกรีในจิตใจที่ร้อนลุ่มหงุดหงิดได้ ด้วยกลิ่น รสชาติ
และสรรพคุณของสมุนไพรเมื่อได้ดื่มกินนั่นเอง

แต่ที่ดับหรือระงับไม่ได้ง่ายๆ คือ เหงื่อไคลไหลย้อยเพราะอากาศร้อนสุดๆ แม้จะมีแอร์เป่าพัดลมสะบัด
แต่เมื่อพ้นรัศมีเทคโนโลยีกำจัดความร้อน ร่างกายของเราก็พร้อมหลั่งเหงื่อออกมาทันที ทำให้ร่างกาย
เหนียวเหนอะ เกิดกลิ่นและยังส่งเสริมให้จุลินทรีย์ตามผิวหนังสำแดงฤทธิ์ ทำให้ผิวหนังเกิดผื่นคันได้ง่าย

อากาศร้อนเป็นสิ่งแวดล้อมชั้นเยี่ยมทำให้เกิดโรคผิวหนังและอาการคัน เมืองร้อนเช่นไทยแลนด์นี้
จึงมีผู้ป่วยด้วยอาการทางผิวหนังมาก ในเวลาเดียวกันก็มีภูมิปัญญาเกี่ยวกับตำรับยาแก้ผด ผื่น คัน มากมาย
จนน่าจะมีใครนำเอาไปทำนโยบาย หนึ่งตำบล หนึ่งยาแก้โรคผิวหนัง เพื่อจะได้ลดการซื้อยาแก้โรคผิวหนัง
จากต่างชาติตำรับยาขนานหนึ่งที่ใช้ดับอาการผื่นคันจากอุณหภูมิร้อนๆ นี้

มีที่มาจากเมืองโคราชที่กำลังร้อนด้วยอุณหภูมิการเมืองนั่นเอง ยาขนานนี้แก้คันกับร่างกายได้ดี แต่ใช้แก้คันๆ
เกาๆ ยิ่งมันส์ทางการเมืองไม่ได้เด็ดขาด ตำรับยานี้ได้มาจากเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิสุขภาพไทยท่านหนึ่ง
เธอกลับไปเยี่ยมบ้านและทำบุญ ก็ประสบกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ยังคงมีชีวิตชีวาในหมู่บ้าน

ซึ่งเป็นความรู้ถ่ายทอดจากหมอยาพื้นบ้านสู่คนในครอบครัว แล้วคนในครอบครัวหมอยาก็นำออกมาช่วยเหลือ
คนในชุมชน เป็นความสัมพันธ์โดดเด่นของสังคมเกษตรแบบพออยู่พอกินที่หาได้ยากในสังคม"การตลาด"
และ "อุตสาหกรรม" ที่พร้อมขายทุกอย่าง

ชาวบ้านท่านหนึ่งในหมู่บ้านพระพุทธ จ.นครราชสีมา แนะนำให้ผู้ที่เป็นลมพิษ หรือมีอาการโรคผิวหนัง ผด ผื่น
คัน ไปเก็บ ใบต้นนางแย้ม หรือบางทีเรียกต้นว่านนางแย้ม เอาใบมากับใช้รากต้นประดง ใช้อย่างละเท่าๆกัน
ใส่น้ำต้มให้เดือด พอน้ำอุ่นหรือจะผสมกับน้ำให้พออุ่นๆ ก็นำไปอาบให้ทั่วร่างกาย ทำอาบ ๓ วัน
อาการผื่นคัน ลมพิษ หายได้

คนทั่วไปอาจนึกถึงสมุนไพร เช่น ขมิ้นชัน ซึ่งเป็นยาแก้โรคผิวหนังได้ดี แต่ภูมิปัญญาไทยมีมากมาย
และหลากหลายยิ่งนัก ในแต่ละวัฒนธรรมแต่ละภูมิภาคก็มีตัวยาดีๆ ต่างกันไป เช่น ต้นนางแย้ม จึงเป็นที่รู้จัก
และเป็นพืชที่หาได้ง่ายหยิบใช้ได้สะดวก ในชุมชนโคราชนั้นจึงยังเป็นตัวยาที่นำมาใช้ในยุคนี้ได้
และถ้าหันกลับมาดูในตำรับตำราที่รวบรวมไว้ทางวิชาการ ก็พบว่าการรวบรวมสมุนไพร
ที่ใช้แก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน นั้น ต้นนางแย้มก็ได้รับการจัดรวมไว้ด้วย

วิธีการใช้ของต้นนางแย้มก็สามารถใช้เป็นสมุนไพรเดี่ยวๆได้ คือไม่ต้องปรุงผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น เช่น
ใช้ใบนางแย้มสดๆ จำนวนพอสมควร ต้มกับน้ำให้เดือด ใช้ชะล้างบริเวณที่เป็นโรคผิวหนัง หรือจะใช้อาบก็ได้
วิธีนี้ยังใช้กับโรคเริมได้ด้วย

ต้นนางแย้มยังมีสรรพคุณอื่นๆ อีกเช่น ใช้รางแห้งสัก ๓๐ - ๖๐ กรัม ต้มน้ำดื่ม แก้อาการปวดเอว ปวดข้อ
เหน็บชา หรือใช้ราก และใบแห้ง ๑๕ - ๓๐ กรัม ต้มน้ำดื่ม ใช้ขับระดูขาว และใช้ลดความดันโลหิตสูงด้วย
ยังมีการบันทึกไว้อีกว่า ถ้าเป็นริดสีดวงทวารหรือบางทีเรียกดากโผล่ ก็ใช้ต้นนางแย้มบรรเทาได้
โดยการใช้รากแห้งจำนวนพอสมควร ต้มกับน้ำ แล้วใช้น้ำยาพออุ่นนั้นใส่กะละมังไว้ แล้วลงไปนั่งแช่น้ำยา
นั่งจนน้ำยาหายร้อน

กลับมาในเรื่องสรรพคุณแก้โรคผิวหนังของต้นนางแย้มนั้น แม้ว่าจะเป็นสมุนไพรที่ไม่คุ้นชื่อนัก แต่ก็มีการศึกษา
ทางสารเคมีของสมุนไพรต้นนี้อยู่บ้าง พบว่ามีสาร Tannin (แทนนิน) ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค
ฤทธิ์ลดการอักเสบ ซึ่งย่อมใช้ได้ดีกับอาการโรคผิวหนัง และยังพบสาร Saponin (ซาโปนิน)
ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ในต้นประคำดีควาย ที่เคยฮิตติดอันดับแชมพูขายดี

เพื่อใช้เกี่ยวกับคนที่มีปัญหาโรคหนังศีรษะ สารซาโปนินนี้ แก้ปัญหาเกี่ยวกับโรคผิวหนังได้
จึงไม่น่าแปลกที่ต้นนางแย้ม ของชาวบ้านก็เป็นยาดีแก้โรคคันๆ เกาๆได้ดีเช่นกัน

นอกจากนี้ ชาว(บ้าน)โคราชที่ยังใช้สมุนไพรกันอยู่ในวิถีชีวิต ยังฝากบอกยาดับร้อนดับคัน ขนานเอก
อีกขนานว่า เอาดอกมะลิที่บานสะพรั่งในฤดูร้อน มาแช่น้ำดื่ม(ควรเลือกมะลิปลอดยาฆ่าแมลง)
มาชงดื่มร่วมกับชาจีน ชาเขียวที่กำลังอินเทรนด์ก็ได้ แล้วร้อยดอกมะลิไว้ดม ก็เท่ากับดื่มน้ำมะลิดับร้อนกาย
สูดดมกลิ่นมะลิเพื่อใจสงบเย็น

แล้วถ้าคันตามเนื้อตัว เด็ดใบมะลิ ล้างน้ำสะอาด นำมาขยี้ทาตรงที่คัน หรือจะให้ครบเครื่องตามตำรับยา
ก็ใช้ใบมะลิขยี้กับน้ำซาวข้าวหรือขยี้กับเหล้าขาว ใช้ทาบริเวณผื่นคัน เรียกได้ว่ามะลิเป็นสมุนไพร ฟลูออฟชั่น
ขนานแท้ ใช้ดับร้อน แก้คัน ทั้งยังให้ความรื่นรมย์ กลิ่นก็หอมเย็น ช่วยลดความเครียด
ทำให้ใจสงบได้อย่างดียิ่งอีกด้วย

เมืองไทยเป็นเมืองร้อนและชื้น ความร้อนจึงมักไม่ค่อยมีขาลง ทำให้ร่างกายขาดสมดุลเพราะร้อนมากเกิน
ถ้าต้องพึ่งยาระงับความร้อน ก็อย่าลืมทั้งน้ำสมุนไพรและยาไทยพื้นบ้านสองขนานนี้.


 



©Copyright Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003