ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย

 


การแพทย์แผนโบราณยุคใหม่ในเมียนมาร์(1)

ชาวพม่าในวันนี้ไม่ชอบให้ชาวต่างชาติเรียกพวกเขาว่าพม่าหรือเบอร์ม่า (Burma)อีกต่อไป นัยว่าเพราะเป็นคำเรียกขานของพวกเจ้าอาณานิคม คนที่ติดตามดูซีเกมส์ปีก่อน คงได้เห็นชื่อแปลกๆ ที่เรียกว่า เมียนมาร์(Myamar) นั่นแหละเขาล่ะพี่หม่องพม่าแทงกบเจ้าเก่า แต่สำหรับชาวโยเดีย(ชื่อที่พม่าเรียกคนไทย)อย่างเราๆที่ได้ไปเห็นย่างกุ้งเมืองหลวงของเมียนม่าร์ ก็คงบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า มีสภาพไม่ต่างจากกรุงเทพฯย้อยยุคไป 20 ปี แต่สภาพสลัมและชนบทยากชนของเมียนม่าร์กับโยเดีย กลับไม่ต่างกันมันแปลกดีนะ
เมื่อเร็วๆนี้ ชาวคณะมูลนิธิสุขภาพไทยได้มีโอกาสร่วมคณะของคุณหมอวิชัย โชควิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยไปเมียนม่าร์ เพื่อดูงานด้านการแพทย์แผนโบราณของเพื่อนบ้านเก่าแก่ของเรา ปรากฏว่าการแพทย์แผนโบราณของเมียนม่าร์ไม่โบราณอย่างที่คิด เพียงยลแค่เปลือกนอกชาวโยเดียอย่างพวกเราก็ตะลึงๆๆๆ มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนโบราณในหุบเขาแห่งมัณฑะเลย์(University of Traditional Medicine-Mandalay) มีอาคารสถาปัตยกรรมโรมัน-เมียนม่าร์ ตะหง่านเด่นเป็นสง่าตรงประตูทางเข้า ประกอบด้วยหมู่ตึกสูงนับสิบชั้นสำหรับเป็นอาคารเรียนของนักศึกษาราว 600 -700 คน
เมืองไทยเราแม้มีประวัติศาสตร์การแพทย์แผนโบราณมายาวนาน แต่บัดนี้ก็ยังไม่มีมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนโบราณโดยเฉพาะ นอกจากที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าให้ปั้นรูปฤาษีดัดตน ทำแผ่นศิลาจารึกท่านวดและตำรายาต่างๆ สำหรับให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาศึกษาค้นคว้าตามอัธยาศรัย กล่าวไว้ว่าวัดโพธิ์เป็นมหาวิทยาลัยเปิดหรือเป็นตลาดวิชาด้านการแพทย์แผนโบราณแห่งแรกของไทยที่ไม่มีการประสาทปริญญาบัตรให้อย่างเป็นทางการ
ปัจจุบันเราก็มีการศึกษาวิชาการแพทย์แผนไทยในระดับปริญญาตรีแล้วเช่นกัน โดยส่วนใหญ่จะฝากไว้กับคณะวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยภาครัฐหลายแห่ง ซึ่งก็เป็นนิมิตหมายที่ดีมากๆ
แต่ถ้าเปรียบเทียบกับเมียนมาร์แล้ว ของเขามีเข็มมุ่งที่เข้มข้นชัดเจนกว่า คือถึงแม้หลักสูตรแพทย์แผนโบราณของพี่หม่องจะมีการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน(Basic Scicnce) ได้แก่ฟิสิกส์ เคมี พฤกษศาสตร์ สัตวศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ จิตวิทยาและคอมพิวเตอร์ รวมทั้งยังมีการเรียนวิชาแพทยศาสตร์พื้นฐาน(Basic Medical Science) ได้แก่ กายวิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา ชีว-เคมี พยาธิวิทยา จุลชีววิทยา เภสัชศาสตร์ฯลฯ แต่เขาก็แยกให้ไปเรียนในมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนโบราณเป็นการต่างหากออกไป ไม่ทำตัวเป็นนกกาเหว่าเที่ยวแอบวางไข่ไว้ให้แม่กาฝัก ตอนนี้มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนโบราณในมัณฑะเลย์เขาประสาทปริญญาบัตรให้เพียงใบเดียวไม่เกียวกับของใครคือ ปริญญาตรีการแพทย์แผนโบราณเมียนม่าร์(Bachlor of Myanmar Traditioual Medieine -BMTM)
ระยะเวลาการเรียนของมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนโบราณของเมียนม่าร์ก็เหมือนกับการเรียนปริญญาตรีในสถาบันอุดมศึกษาทั่วไป คือเรียน 4 ปี จากนั้นก็ทำงานเป็นแพทย์ฝึกหัดในโรงพยาบาลอีก 1 ปีแต่ที่น่าสนใจคือหลักสูตร BMTMของเขา ใน 4,495 ชั่วโมงมีการเรียนพื้นฐานวิชาวิทยาศาสตร์และแพทยศาสตร์ถึง 1,010 ชั่วโมงหรือเกือบ 1 ใน 4 นัยว่าหมอแผนโบราณปริญญาของเมียนม่าร์มีพื้นฐานความรู้วิทยาศาสตร์หนาแน่นพอสมควร โดยในส่วนวิชาสมัยใหม่นี้เขามิได้เรียนท่องทฤษฏีเพียงอย่างเดียวหากมีการเรียนคลินิกแพทย์แผนปัจจุบันถึง 50 ชั่วโมง และเรียนวิธีการทำวิจัยและปฏิบัติการในห้องทดลองวิทยาศาสตร์สมัยใหม่(Research Methedology)ถึง 110 ชั่วโมง คือปูพื้นฐานหมอแผนโบราณของเขาให้มีความสามารถในการต่อยอดค้นคว้าวิจัยในระดับสูงต่อไป แถมยังบังคับให้เรียนวิชาภาษาอังกฤษอีก 240 ชั่วโมงแน่ะ เรียกว่าสามารถพูดจาภาษาเดียวกับนักวิจัยและหมอแผ่นใหม่ได้รู้เรื่อง
อย่างไรก็ตามขึ้นชื่อว่าแพทย์แผนโบราณแล้วก็ต้องเรียนวิชาแห่งตันติกสมัยเป็นหลัก แต่ก่อนจะเรียนทฤษฎีแพทย์แผนโบราณ เขาบังคับให้เรียนภาษาบาลี-สันสกฤต (เน้นบาลีเป็นหลัก) ถึง 180 ชั่งโมง เพราะถ้าไม่เรียนภาษาเก่าเหล่านี้ให้แตกฉาน ก็ย่อมไม่สามารถจะไขควารู้ในคัมภีร์โบราณได้อย่างลึกซึ้งถึงแก่น ว่าเฉพาะการวางกรอบเนื้อหาทฤษฎีแพทย์แผนโบราณของเมียนมาร์นั้น ต่างจากของไทยมากทีเดียว คือของเราเรียนวิชาเวชกรรมแผนโบราณเป็นรายคัมภีร์ไป ซึ่งมีไม่น้อยกว่า 15 คัมภีร์ ที่เป็นคัมภีร์ใหญ่ๆก็ได้แก่
คัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย (ว่าด้วยปรัชญาความรู้ในการวินิจฉัยโรค การค้นหาสาเหตุแห่งการเกิดโรค) คัมภีร์ปฐมจินดา(กุมารเวชแผนโบราณ ว่าด้วยกำเนิดชีวิตมนุษย์ ตั้งแต่แรกปฏิสนธิ การเติบโตของทารกในครรภ์ การรักษาครรภ์ การคลอด ไปจนถึงการเลี้ยงดูรักษาทารก และดูแลสุขภาพของมารดา) คัมภีร์มหาโชตรัต(นรีเวชแผนโบราณ ว่าด้วยโรคของสตรี) คัมภีร์มุจฉาปักขันทิกา(ว่าด้วยโรคทางเดินปัสสาวะ) คัมภีร์กษัย(ว่าด้วยความเสื่อมในอวัยวะต่างๆของร่างกาย) คัมภีร์ธาตุบรรจบ(ว่าด้วยโรคอุจจาระและโรคทางเดินอาหาร) คัมภีร์ตักกะศิลา(ว่าด้วยโรคระบาดร้ายแรง ซึ่งมีทั้งไข้โรคมาลาเรีย ไข้ทรพิษ กาฬโรค ไข้รากสาด ไปจนถึงไข้หวัดน้อย ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก และไข้ซาร์ส ก็น่าจะอยู่ในคัมภีร์นี้ด้วย)
ถ้าจะให้กล่าวอย่างวิพากษ์ก็ต้องของบอกว่า การเรียนเป็นรายคัมภีร์อย่างของไทยนั้น ค่อนข้างมีปัญหายุ่งยากในการจับประเด็น และผู้เรียนอาจสับสน เพราะบางคัมภีร์มีความขัดแย้งกันเอง ส่วนเนื้อหาวิชาแพทย์แผนโบราญของเมียนมาร์นั้น เขาแบ่งเป็นระบบใหญ่ๆ เพียง 4 ระบบ (ซึ่งภาษาบาลีเรียกว่า นัย) ดังนี้
1. เทสนา นัย ( Desana Naya) เป็นระบบความรู้แพทย์ที่วางอยูบนพื้นฐานของพุทธศาสนาที่ว่าด้วยการดูแลรักษาสุขภาพ
2. เภฐิตสา นัย ( Bethitza Naya) เป็นระบบความรู้แพทย์ที่วางอยู่บนฐานของหลักอยุรเวทของอินเดีย และมีเทคนิคการรักษาสำคัญอย่างที่เรียกว่า ปัญจกรรม ได้แก่ การล้างจมูก (นาสยกรรม) การทำให้อาเจียน(วมนกรรม) การถ่ายพิษออกทางอุจจาระ (วิเรจนกรรม) การล้างท้องด้วยน้ำยาต้ม (นิรูหวัสติกรรม) และการเอาเลือดออก (รักตะโมกษกรรม)
3. นักขัต นัย (Nakkhata Naya) เป็นระบบแพทย์โหราศาสตร์ ว่าด้วยโรคภัยไข้เจ็บที่เชื่อมโยงกับอิทธิพลของดวงดาว
4. วิสทารานายา นัย (Vizataranaya Naya) เป็นระบบความรู้ เรื่องจิตวิญญาณ โลกุตตรธรรมของพุทธศาสนา
ในกรอบการแพทย์แผนโบราณของเมียนมาร์ทั้ง 4 ระบบนี้ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เพียงต้องการให้หมอแผนโบราณของเขาเก่งแต่ด้านการรักษาโรคเท่านั้น แต่ต้องเป็นหมอทางจิตวิญญาณ สามารถให้ธรรมโอสถแก่คนไข้ด้วย ตรงนี้ยังมีข้อสังเกตุว่าเขาเน้นให้หมอแผนโบราณเป็นหมอดูด้วย ซึ่งของเราวิชาโหราศาสตร์ทางการแพทย์ก็มีอยู่ในคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย แต่มิได้ให้ความสำคัญถึงกับแยกออกมาเรียนกันเป็นล่ำเป็นสัน หมอดูเมียนมาร์ผูกดวงเด็ดแค่ไหน ให้ไปถามพี่บิ๊กนักการเมืองของเราดูก็แล้วกัน
การแพทย์แผนโบราณของเมียนมาร์มีทั้งด้านที่เก่าแก่กว่าของไทยเรา คือเขาย้อนกลับไปหาความรู้การแพทย์อายุรเวทของอินเดีย และมีด้านที่ทันสมัยกว่าเราคือเขาบรรจุวิชาการฝังเข็มของแพทย์แผนจีนไว้ในหลักสูตรถึง 160 ชั่วโมง โดยเอาครูฝังเข็มจากกรุงปักกิ่งมาสอนเลยทีเดียว
พูดง่ายๆว่าหมอแผนโบราณของพี่หม่องนั้น พอจบออกมาก็ฝังเข็มรักษาคนไข้ได้ ในขณะที่ของพี่ไทยนั้น ทั้งหมอแผนไทยและหมอแผนไทยประยุกต์ ไม่มีการเรียนฝังเข็ม และถูกห้ามมิให้ฝังเข็ม ทั้งๆที่วิชาฝังเข็มเป็นการแพทย์แผนโบราณของตะวันออกที่เป็นการแพทย์แบบองค์รวม (Holistic Medicine)แบบของแผนไทยเรา ซึ่งน่าจะนำมาเป็นเวชปฏิบัติร่วมกันได้ แต่แล้วการฝังเข็มกลับถูกแพทย์แผนปัจจุบันซึ่งเป็นระบบการแพทย์แบบแยกส่วน (Departmentalistic Medicine) ขี้ตู่เอาไปใช้เสียฉิบ
ปราชญ์โอมาร์ คัยยัม กล่าวว่า ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัว ไปดูงานแพทย์แผนโบราณเมียนมาร์ แล้วต้องย้อนกลับมาสังคายนาของแผนไทยเราดู ยังมีบทเรียนจากเมียนมาร์อีกมากในเรื่องนี้ ถ้าไม่เบื่อกันจะขอสาธยายต่ออีกสักตอนในฉบับหน้า เพื่อมาช่วยกันพัฒนาระบบการแพทย์ไทยของเราจ๊ะ

 


 


©Copyright Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003