ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย
ผัสสะ 6 สู่ดุลยภาพชีวิต (ตอนจบ) ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 3
มิตรรักสมุนไพรที่ติดตามมาตั้งแต่ฉบับที่แล้ว คงเข้าใจดีถึงผัสสะทั้ง 6 เท่ากับอินทรีย์ทั้ง 6 ซึ่งเป็นประตูทางผ่านให้สิ่งต่างๆ เข้ามากระทบร่างกายและจิตใจของเรา โดยมากมักจะนำไปสู่เรื่องทุกข์หรือความไม่สบายกายไม่สบายใจทั้งหลาย แต่ในโลกปัจจุบันความรู้เรื่องผัสสะทั้ง 6 นำมาใช้ให้เกิดสุขหรือสร้างเสริมสุขภาวะ ดังที่ได้แนะนำไปแล้วถึง จักษุผัสสะบำบัด และโสตผัสสะบำบัด
มาถึงผัสสะที่ 3.ฆานะผัสสะบำบัด คือการบำบัดโดยอาศัยผัสสะทางจมูก ซึ่งก็คืออโรม่าเทอราปี หรือการบำบัดด้วยกลิ่นที่นิยมใช้กันในสปา5 ดาวทั่วไป กลิ่นนั้นใครคิดว่าไม่สำคัญ ขนาดกามนิตกับวาสิฎฐี เมื่อไปอยู่ในพรมหมโลกพอได้กลิ่นดอกปาริชาติ(ซึ่งก็คือดอกทองหลางนั่นเอง) ก็สามารถระลึกถึงความหลังในอดีตชาติได้ ซึ่งเรื่องนี้มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มานานแล้วว่า กลิ่นของดอกไม้ หรือน้ำมันหอมระเหยต่างๆ เมื่อสูดดมเข้าทางจมูก อณูของกลิ่นจะแทรกเข้าไปกระตุ้นสมองลิมปิค (Limbie brain) อันเป็นสมองของมนุษย์ยุคดึกดำบรรรพ์ สมองลิมปิกนี่เองเป็นเสมือนแผงสวิตไฟฟ้าภายในสมองส่วนกลางที่ช่วยควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก และสัญชาตญาณของคนเรา ทั้งยังเชื่อมโยงโดยตรงกับส่วนของสมองที่ควบคุมการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต การหายใจ ความสมดุลย์ทางร่างกาย ความเครียด และ ความทรงจำ
ดร.โรเบิต ทิสเซอร์แรนด์ ผู้เชี่ยวชาญการวิจัยด้านอโรมาเทอราปี ในอังกฤษ ค้บพบว่าเมื่อสูดกลิ่นน้ำมันหอมระเหยเข้าไป จะมีผลทำให้แผนคลื่นในสมอง (Brain wave) ปรับเปลี่ยนไป เช่น กลิ่น ส้ม มะลิ กุหลาบ จะมีฤทธิ์สงบอารมณ์ โดยเข้าไปเปลี่ยนคลื่นสมองให้อยู่ในระดับที่สร้างความรู้สึกสงบและมีความสุขสบาย เรื่องสุคนธบำบัดหรืออโรมาเทอปีนี้ มีกล่าวไว้ในตำนานแพทย์แผนไทย ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลโน้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระประสงค์จะถ่ายพระนาภี ท่านแพทย์ชีวกโกมารภัจจ์เห็นว่าจะถวายพระโอสถสามัญให้เสวยย่อมไม่บังควร จึงทำพระโอสถพิเศษนั่น คือ พระสุคนธโอสถ ท่านแพทย์เก็บดอกอุบลมา 3 กำ อบด้วยตัวยาถ่ายที่มีคลื่นหอม นำไปถวายให้พระพุทธองค์ทรงสูดกลิ่นบัว ช่วยให้ลงพระบังคลหนัก ระบายพระนาภีมีพระพลานามัย เป็นปกติสืบมา
กลิ่นหอมๆ กลิ่นสร้างสุขในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 3 นี้ นอกจากได้พบกลิ่นจากน้ำมันหอมระเหยต่างๆ แล้ว ยังสัมผัสกับต้นไม้หอมของจริงๆ ซึ่งสวนสิรีรุกขชาติจากมหาวิทยาลัยมหิดล ยกสวนสมุนไพรไปตั้งที่อิมแพคเมืองทองเลยทีเดียว
4. ชิวหาผัสสะบำบัด คือการบำบัดโดยอาศัยผัสสะทางลิ้น เรื่องนี้มีอยู่ในภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยของเรา คือ รสบำบัด หมอไทยเรียนเรียนรู้สรรพคุณยา จาก รสของสมุนไพรเหล่านี้ โดยมีการศึกษารสยาอย่างเป็นระบบโดยสรุปแล้วมี รสประธาน หรือรสใหญ่ อยู่ 3 รส คือ 1.ยารสเย็น ช่วยระงับความร้อนในร่างกาย จึงมีสรรพคุณแก้ไข้ แก้ร้อนใน ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด ยาดำ เป็นต้น 2. รสร้อน ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ช่วยขับลมจุกเสียดแน่นท้อง ช่วยอาหาร เช่น กระเทียม พริกไทย ขิง กระเพา โหระพา เป็นต้น 3. รสสุขุม ไม่เย็นไม่ร้อน ปกติ มักมีกลิ่นหอมชื่นใจ ช่วยบำรุงหัวใจ แก้ลมวิงเวียน บำรุงกำลัง เช่น กฤษณา จันทน์เทศ อบเชย ชะลูด เป็นต้น
ความรู้เรื่องรสยาเหล่านี้ สามารถประยุกต์มาใช้กับรสอาหารได้ด้วยเพราะสำหรับคนไทยสมุนไพรหลายอย่างอย่างใช้ปรุงเป็นทั้งยาและอาหารด้วย ซึ่งท่านจะพบยารสดีและอาหารรสอร่อยๆ ที่เป็นยาจากวัฒนธรรม 4 ภาคของไทยในงานดังกล่าว รวมถึงชาชงกลิ่นหอมมากมาย
5.กายผัสสะ คือการบำบัดโดยอาศัยผัสสะทางกาย ดูเหมือนการแพทย์แผนไทยจะเป็นปรมาจารย์แห่งศาสตร์ทางด้านการนวดบำบัดมาช้านาน เป็นศาสตร์การสัมผัสทางกายที่กระตุ้นให้สมองหลั่งสารเอ็นโดฟิน (Endorphine) อันเป็นสารแห่งความสุขช่วยเยียวยาอาการเจ็บปวดทรมานและช่วยสร้างความสมดุลย์ให้แก่ร่างกายและจิตใจได้ดี เป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ทางเลือกทั่วโลก ซึ่งต่อไปก็อาจมีปัญหาการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ทางภูมิปัญญาเหมือนกับกรณีฤาษีดัดตน หากคนไทยไม่ยกระดับการศึกษาพัฒนาการนวดไทยให้เป็นศาสตร์และศิลป์ที่อับเดทและอัพเกรดตลอดเวลาแล้ว การนวดไทยก็อาจกลายเป็นสมบัติผลัดกันชมของต่างชาติก็ได้
ดังนั้นเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และสืบสานศิลปะการนวดไทย ภายในงานจึงจัดให้มีการพบกันของนวดไทย 4 ภาค ตลอดจนนวดสไตล์ราชสำนัก และการนวดตนเองต่างๆ ด้วย
6. มโนผัสสะบำบัด คือการบำบัดโดยอาศัยผัสสะทางใจ นี่คือสุดยอดของการบำบัดดูแลรักษาสุขภาพที่ยังดำรงอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ในภูมิปัญญาทางพุทธศาสนา และคนไทยเราก็โชคดีที่เป็นชนชาติหนึ่งที่รับเอาภูมิปัญญาพุทธมาเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของวิถีชีวิตไทย ซึ่งก็ได้แก่ การปฏิบัติธรรม บำเพ็ญสมาธิ ภาวนา ที่ปัจจุบันในหมู่การแพทย์ทางเลือกเรียกว่า สมาธิบำบัด ซึ่งหมายรวมไปถึงการทำสมาธิแบบเคลื่อนไหวได้แก่ ฤาษีดัดตน โยคะ จี้กง ไท้เก็ก เป็นต้น
ศาสตร์ผัสสะบำบัดอย่างอื่นๆ จะเริ่มจากการใช้สิ่งที่เป็นวัตถุทางกายภาพภายนอกเช่น รูป แสงสี เสียง กลิ่น รสและกายสัมผัส เป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดความสมดุลย์ทางกายและมีผลต่อความสงบของจิตใจ แต่มโนผัสสะบำบัดหรือสมาธิบำบัดนี้ เริ่มจากใจโดยตรง ย่อมเกิดพลังมหาศาสในการเยียวยารักษาตัวเองของร่างกาย และถึงที่สุดก็สามารถก้าวพ้นจากภาวะแห่งการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้มนุษย์ทุกคนมีผัสสะ 6 อยู่ในตัวอยู่แล้ว เพียงแต่หันมาเรียนรู้การใช้พลังของผัสสะ 6 สร้างดุลยภาพชีวิตโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีการแพทย์ที่มีราคาแสนแพงโดยไม่จำเป็น
ขอเชิญชวนพี่น้องทุกเพศวัยที่สนใจภูมิปัญญาไทยและการสร้างเสริมสุขภาพ มาเรียนรู้ร่วมกันในงาน ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม ถึง 3 กันยายน 2549 อิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งมีพันธมิตรร่วมจัดที่สำคัญ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เครือมติชน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และมูลนิธิสุขภาพไทย และผู้ต้องการฝึกฝนตนเองให้มีความรู้พื้นฐานในการดูแลตนเอง สามารถสมัครอบรมในหัวข้อต่างๆ กว่า 10 เรื่อง เช่น การนวดตนเอง นวดหน้าความงาม การทำผลิตภัณฑ์โฮมสปา ทำสบู่ ทำเครื่องหอมไทย ฝึกโยคะ ไทเก็ก เป็นต้น สนใจหรือสอบถาม โทร.0-2279-0552 (อบรม)หรือ 0-2965-9442(ทั่วไป) คลิก www.thaihof.org นะจ๊ะ
กลับหน้าแรก