ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย

อัคคีทวาร ยาโบราณแก้ริดสีดวง

       หลังจาก นำเสนอต้นเพชรสังฆาตสกัดริดสีดวงทวารไปเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนในคอลัมน์ที่
ท่านอ่านอยู่นี้ นักวิชาการสมุนไพรประจำมูลนิธิสุขภาพไทยซึ่งมีดีกรีระดับดอกเตอร์ สาธยาย
ความรู้ให้ฟังอีกว่าในบรรดาสมุนไพรแก้โรคริดสีดวงทวารนั้นคนไทยมีความร่ำรวยภูมิปัญญาไทย
มากจึงมีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่นำมาบำบัดรักษาโรคริดสีดวงทวารได้

       ดังเช่นผู้ที่ติดตามวงการสมุนไพรใกล้ชิดและได้มีโอกาสเดินชมงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 3 เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งนำเอาต้นสมุนไพรมาขาย มีสมุนไพร
อยู่ชนิดหนึ่งกำลังออกดอก ซึ่งดอกสวยแปลกมาก มีลักษณะเป็นช่อ ดูคล้ายหลอดขนาดเล็ก ปลายกลีบแยกเป็น 5 แฉก กลีบดอกมี 5 กลีบ กลีบกลางมีขนาดใหญ่กว่ากลีบข้าง และมีสีม่วง แต่กลีบข้างมีสีฟ้า มีเกสรตัวผู้ 4 อัน บรรยายแบบนี้ถ้าไม่เห็นด้วยตาก็อาจจินตนาการได้ยาก แต่ถ้าหันไปดูป้ายข้างต้นบอกว่าชื่อ
“ อัคคีทวาร ”

       อัคคีทวารเป็นสมุนไพรที่ปรากฏในตำราอายุรเวท ซึ่งประมาณว่ามนุษย์รู้จักใช้สมุนไพรชนิดนี้ ี้มาราวสามพันปีแล้ว อัคคีทวารเรียกชื่อเป็นภาษาสันสกฤตว่า “ ภรางคิ (Bharangi)” ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Clerodendrum serratum (Linn.) อยู่ในวงศ์ Verbenacea สำหรับหมอยาพื้นบ้านอีสานก็รู้จักอัคคีทวารเป็นอย่างดีเช่นกัน คนแถวๆ จังหวัดสกลนคร เรียกว่า หมากดูกแฮ้ง ส่วนหมอยาพื้นบ้านแถบวาริชภูมิเรียกว่า “ พายสะเมา ” สมุนไพรชนิดนี้ขึ้นอยู่
ตามโคกทั่วๆไปในพื้นดินที่ราบสูงของไทย ซึ่งคนอีสานจะนำช่อดอกมาหมกไฟหรือย่างกิน
กับซุบหน่อไม้ หรือไม่ก็ปรุงเป็นหมกหน่อไม้ แกงหน่อไม้ ทำสุกแล้วยังมีรสชาติเหมือนกินสดๆ แต่ถ้าไปแอ่วเหนือเดินชมงานพืชสวนโลกไม่แน่ใจว่าจะมีหรือไม่ (เพราะยังไม่ได้ไปชม) ถ้าพบขอให้รู้ไวว่าคนเหนือเรียกว่า หลัวสามเกียน

         ถ้าใครอยากนำต้นนี้มาปลูก ก็รู้ไว้สักนิดว่าอัคคีทวารไม้พุ่มยืนต้น ขนาดเล็กสูง 2- 3 เมตร เปลือกลำต้น บางผิวเรียบ สีน้ำตาลเข้ม ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกจากลำต้นตรงข้ามกันเป็นคู่แบบสลับ ใบเรียงรูปใบหอกกว้าง 4- 6 เซนติเมตร ยาว 15- 20 เซนติเมตร ใบมีสีเขียวสดขอบใบหยักฟัน
เลื่อยด้วยลักษณะและความสวยงามของดอก ซึ่งนับได้ว่าอัคคีทวารเป็นสมุนไพรที่สามารถนำมา
ปลูกเป็นไม้ประดับได้อย่างดี และมีสรรพคุณทางยาอย่างดีด้วย

         อัคคีทวารเป็นสมุนไพรเก่าแก่ที่หมอยาทุกภาครู้จัก ใช้เป็นยาได้ทั้งรากและใบ ส่วนของ ราก มีรสขมเผ็ดร้อน นำมาใช้เป็นยาเพื่อรักษาสุขภาพของเราได้หลายระบบในร่างกาย คือ ระบบกระเพาะอาหารและลำไส้ โดยมีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร ขับลม รักษาอาการเบื่ออาหาร แก้ปวดเกร็งในท้อง แก้คลื่นไส้อาเจียน ริดสีดวงทวาร และการที่รากอัคคีทวารมีรสขมร้อน
ทำให้อัคคีทวารมีสรรพคุณ ช่วยทำให้เสมหะแห้ง จึงช่วย ระบบทางเดินหายใจ ได้ดีด้วย เช่น แก้หอบหืด ไอ ริดสีดวงจมูก(อาการอักเสบเรื้อรังของโพรงจมูก) แพ้อากาศทั้งยังใช้ในการแก้ไข้
ได้อีกด้วย
การใช้รากเป็นยาจะใช้ทั้งการต้มกินหรือบดเป็นผง นอกจากนี้ยังใช้รากสดตำผสมกับขิง
และลูกผักชีละลายน้ำรับประทานแก้คลื่นเหียนอาเจียน รากแห้งหรือลำต้นแห้งนิยมฝนกับน้ำปูนใส
ให้ข้นๆเป็นยาเกลื้อนฝี หัวริดสีดวง ทางแผลบวมได้ดีอีกด้วย

        ส่วน ใบ ของอัคคีทวารมีฤทธิ์แก้อักเสบ รักษาริดสีดวงทวาร รักษาโรคผิวหนัง วิธีใช้ เคี้ยวใบสดๆรับประทานเลย หรือนำใบของอัคคีทวารตากแห้ง บดเป็นผงรับประทานแก้ริดสีดวงทวาร
ก็ได้ และอาจใช้วิธีนำใบตากแห้งรมหัวริดสีดวงทวารให้ยุบฝ่อหายได้ หรือสุมไฟรมแผลฝี
ก็ได้เช่นกัน และยังนำใบอัคคีทวารใช้ภายนอกรักษาโรคอื่นๆ เช่น ตำพอกรักษาโรคผิวหนังพวก
กลากเกลื้อน ดูดหนอง ใช้ตำพอกแก้ปวดขัดตามข้อ แก้ปวดหัวเรื้อรัง

       ใบของอัคคีทวารยังมีสรรพคุณแก้จุกเสียดในท้องเช่นเดียวกับราก จึงนิยมใช้ต้มกินแก้ท้องอืด
ได้และยังใช้ใบสดโขลกเอาน้ำกินสำหรับแม่ที่คลอดลูกแล้ว เพื่อให้มดลูกเข้าอู่ดีขึ้นและแก้อักเสบ
ด้วย ใบของอัคคีทวารยังนิยมต้มกับขิงกินแก้หลอดลมอักเสบ นอกจากนี้ส่วน ลำต้น ของอัคคีทวาร
นอกจากจะมีสรรพคุณคล้ายๆ ใบแล้ว ส่วนของเนื้อไม้มีสรรพคุณในการขับปัสสาวะ ชาวบ้านจึงนิยม
ฝานลำต้นเป็นชิ้นบางๆ ตากแห้งต้มรับประทานขับปัสสาวะขับนิ่ว ลดความดัน แก้ปวดท้อง แก้ไข้ป่า

        ส่วนผลสุกหรือดิบ นำมาเคี้ยวค่อยๆกลืนน้ำช่วยแก้คอเจ็บแก้ไออัคคีทวารยังใช้ได้ดีกับ
สัตว์เลี้ยงเช่น โค กระบือที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ก็นำอัคคีทวารกรอกให้สัตว์กิน
เห็นได้ว่าอัคคีทวารมีประโยชน์ทางยามากมาย แต่ที่นิยมใช้มากที่สุดคือการใช้เป็นยารักษา
ริดสีดวงทวาร ปัจจุบันมีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของอัคคีทวารพบว่าอัคคีทวารมีฤทธิ์ต้าน
การแพ้ ต้านฮิสตามีน ต้านการบีบตัวของลำไส้ ลดความดันโลหิต ฆ่าเชื้อโรค ขับลม

       อัคคีทวาร ที่คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จักกันแล้ว ทั้งๆที่เป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์มากมาย เป็นผัก เป็นยา เป็นไม้ประดับ และเป็นสมุนไพรที่เก่าแก่ตัวหนึ่งที่หมอยาทุกภาคเคยใช้เป็นยา แต่พอมาถึง
ยุคยาฟรีไปโรงพยาบาลไม่ต้องเสียตังค์คนทั่วไปก็ฝากความรับผิดชอบสุขภาพของตัวเองไว้กับหมอ
และโรงพยาบาลมีเงินมากเท่าไรจึงจะพอให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้นดีแต่ไม่ควรลืมเรื่องการพึ่ง ตนเองสนับสนุนยาไทยและสมุนไพรในชุมชน

มิเช่นนั้น รักษาฟรีแต่รัฐบาลจ่ายเงินซื้อยาจากต่างประเทศ เงินทองไหลออกนอกหมด เราต้องมาช่วยกันสร้างสุขภาพด้วยยาไทย สมุนไพรของเรา เงินทองหมุนเวียนในประเทศจ๊ะ.

           

 


©Copyright Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003