ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย

ขอบรรจุ สมุนไพรในรัฐธรรมนูญบ้างได้ไหม ?

 

         พระท่านขอให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ปุถุชนอย่างเราก็ขอบ้างเนื่องจากทำงาน
ด้านสมุนไพรกับสุขภาพคนไทยมานานหลายปี เห็นว่าการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการดูแลสุขภาพ
ที่ซึมซับอยู่ในวิถีชีวิตของชาวไทยนั้นเป็นมรดกที่มีค่ายิ่ง หากไม่บัญญัติไว้เกรงว่าจะเสื่อมถอย
ลงไปจึงขอความกรุณาให้ บรรจุเนื้อหาสาระการส่งเสริมสนับสนุนการใช้สมุนไพรหรือภูมิปัญญา
ไทย เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพสักประโยคหนึ่งเถิด

         ดูจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกยังได้กำหนด
ยุทธศาสตร์สำคัญไว้ เพื่อการพัฒนาการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์แบบผสมผสานของแต่ละ
ประเทศ แม้ว่าระบบการแพทย์แบบตะวันตกหรือการแพทย์แผนปัจจุบันจะเจริญก้าวหน้า แต่ระบบการแพทย์อื่นๆ ก็มีความสำคัญ จึงมุ่งหมายให้ระบบการแพทย์พื้นบ้านหรือทางเลือกอื่น
สามารถเข้าไปอยู่ในระบบการดูแลสุขภาพของรัฐหรือของประเทศนั้นๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึง
การใช้บริการได้ง่ายสะดวก

         ความนิยมการแพทย์อื่นๆ ที่ไม่ใช่การแพทย์กระแสหลักกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเรา
อาจคิดไปว่าประเทศที่ยังนิยมการใช้การแพทย์พื้นบ้านและสมุนไพรต่างๆนั้น มีแต่ประเทศ
ยากจนเท่านั้น ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า แม้แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ประชากรของเขาก็นิยมใช้การแพทย์แบบผสมผสาน หรือการแพทย์แบบทางเลือก เช่น ประเทศเยอรมันนีมีถึง 80% ประเทศแคนาดา 70% เมืองน้ำหอมและแฟชั่นอย่างประเทศ
ฝรั่งเศสก็มีการใช้มากถึง 49 % ประเทศออสเตเรีย 48% และสหรัฐอเมริกา 42%

          ระบบการแพทย์ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศร่ำรวยหรือประเทศ
อุตสาหกรรมนั้น ไม่ใช่อื่นไกล คือ การแพทย์แผนจีนและอายุรเวทของอินเดีย ซึ่งเป็นศาสตร์ของชาวตะวันออกทั้งนั้น ถ้าองค์การอนามัยโลกทำการสำรวจใหม่ เชื่อว่าศาสตร์การนวดไทยจะได้คะแนนนำลิ่วเช่นกัน

          เมื่อปีพ.ศ. 2540 รัฐธรรมนูญที่เพิ่งถูกฉีกไปหมาดๆ นั้น ก็มิได้บัญญัติเนื้อหา
สาระเกี่ยวกับ ภูมิปัญญาท้องถิ่นทางด้านสุขภาพไว้ มีแต่พูดเฉียดๆ นำไปตีความเอาได้บ้างตาม มาตรา 46 บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ ... ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่กำลังถูกวิจารณ์อย่างหนักในเวลานี้ ก็ยังคงสาระเช่นนี้ไว้ใน หมวดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ใน มาตรา 65 ซึ่งถือว่าอยู่ในส่วนสิทธิของชุมชน ก็นับว่ายังเฉียดๆ อยู่นั่นเอง

         ถ้าจะให้งดงาม ขอให้เพิ่มเนื้อหาสาระในหมวดสิทธิเสรีภาพนี้ในส่วนของ สิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการของรัฐ ในมาตรา 50 ถ้าเพิ่มสักวรรคหนึ่งว่า บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการบริการภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ ก็จะดีมาก หรือจะกรุณาบรรจุไว้ในหมวด แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในส่วนที่ 4 แนวนโยบายด้านศาสนา สังคม การศึกษา และวัฒนธรรม ในมาตรา 79 วงเล็บ 2 ที่เขียน ไว้ว่า “ ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการสร้างเสริมสุขภาพ อันนำไปสู่สุขภาวะที่ยั่งยืนของประชาชน รวมทั้งจัดและส่งเสริมให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐาน อย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพและส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนมีส่วนร่วมในการ
จัดบริการสาธารณสุข ”

ตรงมาตรานี้ล่ะ ที่ขอให้ประกาศแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ใส่เนื้อหาสักประโยค ทำนองว่า ให้คำนึงถึงการนำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพของไทยมาใช้ในการสร้างเสริมสุขภาพ
และผสมผสานในระบบบริการสาธารณสุข

          แนวนโยบายเช่นนี้ อย่าไปคิดว่าเมื่อแปรเป็นแอ็คชั่นแล้ว จะวนเวียนอยู่กันแต่หมอพื้นบ้าน เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ หรือเป็นเรื่องเชยๆ อย่าลืมว่าศิลปะการนวดไทยในแต่ละภาคมีศักยภาพสูงมาก ต่างชาตินำไปประกอบการค้ามากมาย อาหารไทยซึ่งเป็นสุดยอดอาหารสมุนไพร ก็เป็นภูมิปัญา
ท้องถิ่นด้านสุขภาพที่ช่วยป้องกันโรคและสร้างรายได้ให้ประเทศ ยังไม่นับกิจกรรมสปาและวงการ
เสริมสวยความงามทั้งหลาย ที่อาศัยสมุนไพรและภูมิปัญญาไทยเป็นรากฐานแทบทั้งสิ้น

อันที่จริงได้มีความพยายามบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพมาแล้วครั้งหนึ่ง ในพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ที่ สภา สนช. เพิ่งผ่านกฎหมายนี้ไป แต่เมื่อผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วมาผ่านสภา สนช. ท่านตัดเนื้อหาเหล่านี้เหี้ยนเกรียน โดยให้ไปใส่ไว้ในกฎหมายลูกหรือเรียกว่าไปจัดทำธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติในภายหลัง

          ในเมื่ออยู่ในบรรยากาศรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ จึงขอเสนอหลักคิดว่า ถ้าเนื้อหามีอยู่ในกฎหมายแม่ เมื่อออกเป็นกฏหมายลูกก็จะได้สอดรับกันไปและยังเป็นแนวนโยบาย
เพื่อให้เกิดการปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่องยั่งยืน และอย่าลืมว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีฐาน
ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์มาก ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพก็มีอยู่หลากหลายมากมาย ตั้งแต่ระดับดูแลในครอบครัว ชุมชน จนถึงระดับประเทศ มีความลุ่มลึกของศาสตร์หลายแขนง

ตัวอย่างที่มูลนิธิสุขภาพไทยทำงานกับเครือข่ายหมอยาพื้นบ้าน ซึ่งมีกำลังทำงานอย่างจำกัด ยังพบข้อมูลที่ชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศยังใช้ภูมิปัญญาอยู่ เช่น ภาคเหนือมีองค์ความรู้เรื่อง
แม่ก๋ำเดือนหรือว่าการดูแลหลังคลอดนั่นเอง คามรู้เรื่องขวัญ ความรู้เรื่องยาฝนและความรู้เรื่อง
อายุวัฒนะที่น่าสนใจยิ่ง ภาคใต้ มีข้อมูลหมอตำแย หมอนวด หมอกระดูก/หมอเอ็น หมอขวัญ ภาคอีสาน มี สูตรอาหารพื้นบ้าน ที่ทำการเก็บข้อมูลเฉพาะตำบลเดียว ได้ข้อมูลพืชสมุนไพร
และผักพื้นบ้านพร้อมสรรพคุณ ถึง 11 ประเภท 659 ชนิด และมีโปรดักส์ ผงแซบ ผงนัว เพื่อชูรสอาหารแบบปลอดสารเคมีที่เวลานี้โกอินเตอร์ส่งไปขายต่างประเทศแล้ว หรือผงปรับกลิ่นเหมือนเสปรย์ปรับอากาศที่นักธุรกิจก็นำภูมิปัญญาอีสานไปต่อยอดแล้วเช่นกัน และภูมิปัญญาด้านสุขภาพอื่นๆ ตั้งแต่เกิดจนแก่เฒ่าชราไป

ถ้าไม่มีโอกาสเพิ่มเนื้อหาสาระในรัฐธรรมนูญที่กำลังจัดทำนี้ ก็ขอประกาศว่า การส่งเสริมสนับสนุนการใช้สมุนไพรหรือภูมิปัญญาไทยเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ ยังอยู่ในจิตใจของชาวไทยจ๊ะ.

       


©Copyright Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003