ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย

เครื่องเทศ และ ผักเคียง
ในบัญชียาหลักแห่งชาติ

        คณะกรรมการแห่งชาติด้านยาได้ประกาศบัญชียาจากสมุนไพร พ.ศ.2549 มีตำรับยาหรือเรียกว่า
ยาจากสมุนไพรที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม รวม 11 สูตรตำรับ ได้แก่ยาหอมเทพจิตร ยาหอมนวโกฐ ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง ยาธาตุบรรจบ ยาประสะกานพลู ยาเหลืองปิดสมุทร ยาแก้ไข้ห้าราก ยาเขียวหอม ยาจันทน์ลีลา ยาประสะไพล ยาประสะมะแว้ง
        และยาจากสมุนไพรที่มีการพัฒนารูปแบบเป็นสูตรยาเดี่ยวอีก 8 ชนิด คือ 1 )ขมิ้นชัน 2 )ฟ้าทะลายโจร 3 )ชุมเห็ดเทศ 4 )พญายอ (เสลดพังพอนตัวเมีย) 5 )ไพล 6) ขิง 7) พริก และ 8 )บัวบก

        บัญชียาที่เพิ่งประกาศใช้นี้เพิ่มเติมจากปี พ.ศ.254 2 โดยเฉพาะสมุนไพรเดี่ยว 3 ชนิด คือ ขิง พริก และบัวบก ที่ประกาศใหม่นั้นเป็นสมุนไพรในครัวเรือนที่มีศักยภาพจนได้รับการยอมรับ จึงขอนำมาขยายผลให้เกิดการใช้มากยิ่งขึ้น ถ้าเราช่วยกันใช้สมุนไพรอย่างเป็นระบบ นอกจากกระตุ้นให้เศรษฐกิจชุมชน เกษตรกรผู้ปลูก และวงการผลิตสมุนไพร
พัฒนาและเติบโตยิ่งขึ้นแล้ว ยังเป็นการเตรียมความพร้อมต่อผลกระทบของข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ และสิทธิบัตรยาด้วย

       ในเรื่องนี้ขอขยายความสั้นๆ เนื่องจากการเจรจาตกลงเขตการค้าเสรี หรือ FTA (Free Trade Agreement) มีความสลับซับซ้อน ขอสรุปผลกระทบที่สำคัญ คือ จะทำให้ยามีราคาแพง เกิดการผูกขาดตลาดยา
โดยบริษัทยาต่างชาตินานขึ้น ประเทศจะเสียดุลการค้า และที่สำคัญความสามารถในการพึ่งตนเอง
ในการพัฒนาอุตสาหกรรมยาจะน้อยลง

      ประเทศไทยอันที่รักของเราได้ลงนามในข้อตกลงเขตเศรษฐกิจเสรีภายในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน
หรือ AFTA ( ASEAN Free Trade Area) ไปแล้ว ซึ่งส่งผลให้ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2541 ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยน
กฎระเบียบต่างๆ มากมาย รวมถึงต้องขจัดมาตรการกีดกันทางการค้า (ที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษี) ระหว่างประเทศสมาชิกออกไปเสีย ซึ่งเริ่มจากยาแผนปัจจุบัน พอมาปีพ.ศ. 2548 ได้เริ่มดำเนินการในส่วน
ของยาแผนโบราณและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารด้วย สิ่งนี้จะทำให้อนาคตชาติไทยจะต้องรับศึก “ ยา ” จากภูมิภาคอาเซียน ที่จะทะลักทะลวงเข้าประเทศเรามากขึ้น จะก่อปัญหาสาธารณสุข การใช้ยาฟุ่มเฟือย
เสียดุลการค้า ขาดการพึ่งตนเอง อุตสาหกรรมยาไทยอ่อนเปลี้ยและล้มตายได้

       การส่งเสริมการใช้สมุนไพรจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง การพัฒนาการปลูก การใช้วัตถุดิบ
ยาภายในประเทศมากขึ้น ก็จะทำให้ระบบสุขภาพของเรามีหลักประกัน ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของการค้าเสรี

       หันกลับมาพิจารณาสมุนไพรในครัวเรือน 3 ชนิด เริ่มจาก ขิง ซึ่งมีสรรพคุณมากมายและเป็นสมุนไพรที่ไทย จีน แขก ฝรั่งยกย่องให้เป็นยาสามัญประจำบ้าน แต่ในบัญชียาหลักได้ระบุสรรพคุณไว้เด่นๆ 3 ประการ 1) แก้ท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง 2) ป้องกันและบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียนจากเมารถเมเรือ 3) ป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียน หลังการผ่าตัด

      ขนาดและวิธีใช้ ลองคำนวณดู ถ้าเป็นยาแคปซูลขิงผง 500 มิลลิกรัม กินแก้ท้องอืด ขับลม จุกเสียด ให้กิน
วันละ 4 – 8 แคปซูล โดยแบ่งกินครั้งละ 1-2 แคปซูลตามมื้ออาหารก็ได้ ถ้าแก้อาการเมารถเมาเรือ หรืออาการคลื่นไส้อาเจียนหลังผ่าตัด กินแคปซูลขิงผง ขนาด 500 มิลลิกรัม สักวันละ 1-3 แคปซูลก็พอ และเมื่อประกาศเป็นบัญชียาแห่งชาติ จึงมีข้อแนะนำการใช้ว่า ไม่แนะนำให้ในกับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี และผู้ป่วยโรคนิ่วควรปรึกษาแพทย์ก่อนกินยาขิง และข้อมูลที่พึ่งระวังเวลาใช้ยาคือ เนื่องจากขิงมีรสร้อน กินแล้วอาจเกิดอาการแสบร้อนบริเวณทางเดินอาหารได้

        สำหรับ พริก รสเผ็ดร้อน ระยะหลังมีการศึกษาวิจัยกันมากเรื่องลดการอักเสบและลดปวด ยกตัวอย่างการศึกษาชิ้นหนึ่ง เกี่ยวกับฤทธิ์ลดอาการปวดปลายประสาทที่เกี่ยวกับเบาหวาน พบว่าสารสำคัญในพริกที่เรียกว่า capsaicin เมื่อทำเป็นยาทาภายนอกที่บริเวณปวดกับผู้ป่วย diabetic neuropathy สามารถลดอาการปวดได้ดีและยังช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยด้วย

       บัญชียาหลักแห่งชาติ จึงประกาศให้ เจลพริก ซึ่งมีสารสกัดของพริก โดยมีปริมาณ capsaicin 0.025 % ใช้บรรเทาการอาการปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อได้ โดยใช้ทาบริเวณที่ปวด 3-4 ครั้งต่อวัน แต่ก็มีบางคนแพ้พริกทำให้เกิดผื่นแดง ปวดแสบร้อน แบบนี้ห้ามใช้ ใครที่คิดจะกวนครีมพริกเองต้องระมัดระวัง เพราะอาจมีจำนวนสารที่ทำให้แสบร้อนมากเกินไป หรืออาจมีสารออกฤทธิ์น้อยเกินไป ใช้แล้วไม่ได้ผลอย่าไปโทษยาสมุนไพร

       ส่วน บัวบก หรือผักหนอก เวลานี้เป็นที่ชื่นชอบในวงการเครื่องสำอางอย่างมาก เพราะสรรพคุณ
ช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง ช่วยลดริ้วรอยต่างๆ ซึ่งอันที่จริงมาจากฤทธิ์ในการักษาแผลนั่นเอง ในต่างประเทศมีงานวิจัยหลายแห่งพบว่า ขี้ผึ้งบัวบก 1% มีประสิทธิผลในการสมานแผลที่ผิวหนัง หรือครีมจากสารสกัดรักษาแผลติดเชื้อเรื้อรังได้ ในประเทศไทยก็มีงานวิจัย พบว่าครีมบัวบกช่วยรักษา
แผลของตนไข้หลังการผ่าตัดได้ดี

       ดังนั้น สรรพคุณ ครีมบัวบก ที่ประกาศไว้จึงนำมาใช้สมานแผลได้ โดยใช้ครีมที่มีสารสกัดใบบัวบกสด 7% w/w ทาที่แผลวันละ 1-3 ครั้ง ก่อนใช้ควรทำความสะอาดแผลก่อน อย่างไรก็ตามแม้รูปแบยาสมุนไพรจะก้าวล้ำไป แต่มีบางท่านยังเข้ากับคำโบราณ ลางเนื้อชอบลางยา จึงอาจมีบางคนแพ้บัวบกได้ ซึ่งจะเกิดผื่นคัน ก็ควรงดและหลีกเลี่ยงการใช้

ไม่เป็นการยากเกินไปที่คนไทยจะร่วมมือกันใช้ แม้ว่าบัญชียาหลักจากยาสมุนไพรยังนับรวมได้
19 ตำรับ ไม่ถึง 20 ก็ตาม แต่ถ้าเริ่มต้นก้าวอย่างเชื่อมั่น และต่อเนื่อง เชื่อได้ว่าสมุนไพร
จะเป็นรูปธรรมในการพึ่งตนเอง และวิถีแห่งความพอเพียงอย่างแท้จริง.


©Copyright Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003