ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย

ขมิ้นอ่อนกับขิงแก่ใครแน่กว่ากัน

     

    ที่จั่วหัวข้างต้น ก็ไม่คิดจะเปรียบเทียบอะไรจริงจังระหว่างสมุนไพรสองชนิดว่าใครแน่กว่ากัน เพียงแต่อินเทร็นด์ตามกระแสการเมืองไทยยุคนี้ที่ชอบเปรียบเทียบรัฐบาลกับสมุนไพร นับว่าเก๋ไก๋ไปอีกแบบที่หันกลับมานิยมภูมิปัญญาไทยดีกว่าเปรียบเทียบอะไรเป็นภาษาไทต่างด้าว
ท้าวต่างแดน เช่น รัฐบาลติดเทอร์โบ รัฐมนตรีดิจิตอล หรือปลัดฮิตาชิ

    สำหรับวงการแพทย์แผนไทย สมุนไพรทุกชนิดไม่ว่าอ่อน กลางหรือแก่ก็มีคุณทางยาทั้งสิ้น
ถ้ารู้จักวิธีใช้ ยกเว้นพวกวัวแก่ๆ ที่นิยมเฉพาะหญ้าอ่อนๆเท่านั้น ตรงนี้ไม่ได้ว่ารัฐบาลประเทศใด
เป็นรัฐบาลวัวแก่น่ะ

    ทั้งขิงและขมิ้นนั้นมีสรรพคุณร่วมที่เหมือนกัน คือช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แต่ในช่วงที่
อากาศหนาวเย็นมากในยามค่ำคืนเช่นนี้จะขอกล่าวถึงการกินขิงเพื่อขับเหงื่อคลายหนาว และบรรเทาอาการปวดข้อ เนื่องจากความหนาวเข้ากระดูก ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับ
ขิงไทยตัวจริงเสียก่อนยังไม่ต้องพูดถึงความแก่อ่อนพรรษา อันว่าขิงนั้นแบ่งตามลักษณะสัณฐาน
มี 2 ชนิดคือ

ขิงเผ็ดหรือขิงเล็ก ลักษณะมีข้อถี่ แง่งขิงไม่ใหญ่ผิวสีเหลืองเข้ม ต้นขึ้นเบียดชิดกันมาก เนื้อแข็งมีเสี้ยนมาก รสชาติเผ็ดจัดเจือขม ขนาดแง่งอ่อนๆก็ยังเผ็ด ขิงชนิดนี้แหละที่หมอไทย
นิยมใช้ประกอบรักษาโรค

ขิงหยวกหรือขิงใหญ่ ขนาดของแง่งใหญ่ ผิวสีขาวอมเหลืองอ่อน มีข้อห่าง เนื้อละเอียดไม่มีเสี้ยน รสเผ็ดน้อยกว่าขิงเล็กมาก เพราะมีรสหวานแทรกจึงเหมาะสำหรับใช้ปรุงอาหารและเครื่องดื่ม

   ดังนั้นขึ้นชื่อว่าขิงแล้วจึงไม่สำคัญว่าแก่หรืออ่อน แต่สำคัญว่าเล็กหรือใหญ่ พวกขิงใหญ่ๆโตๆนั้น
ไม่เท่าไรสิบหัวยังเอามาร่างรัฐธรรมนูญ ( ฮะ แฮ่ม ขอโทษ ) ยังเอามาทำยาไม่ได้ สู้ขิงเล็กฤทธิ์แรงไม่ได้ ดังนั้นจะประมาทขิงเล็ก หรือ ประชาชนคนเล็กคนน้อยไม่ได้

ในที่นี้จะบอกกล่าวการปรุงขิง 2 ตำรับ คือเป็นตำรับยาและตำรับเครื่องดื่ม

ตำรับยาขิง แก้ปวดข้อ ปวดหลัง ปวดเอว ปวดเมื่อยตามตัว

    เนื่องจากขิงเล็กมีสารจินเจอร์รอลส์ ( Gingerols ) หลายชนิดที่ช่วยบรรเทาอาการปวด
เนื่องจากข้อเสื่อม ลดการอักเสบ และบวมของข้อได้ผลดี จึงมีการนำขิงมาปรุงเป็นตำรับยา
บรรเทาอาการดังกล่าว ดังนี้

1. ขิงแห้ง 1 บาท เท่ากับ 15 กรัม

2. ลูกกระวาน 1 บาท เท่ากับ 15 กรัม

3. การบูร 1 สลึง เท่ากับ 3.75 กรัม

4. พิมเสน 1 สลึง เท่ากับ 3.75 กรัม

5. เกร็ดสะระแน่หรือเมนทอลแท้ 1 สลึง เท่ากับ 3.75 กรัม

   เอาขิงแห้งและกระวานใส่ครกตำให้แหลก นำมาผสมกับตัวยาที่เหลือห่อยาทั้งหมดด้วยผ้าขาวบาง
ใส่โหลดองด้วยน้ำสุก (น้ำที่ต้มเดือดแล้วทิ้งไว้ให้เย็น) ประมาณ 1-1.5 ลิตร แช่ไว้ประมาณ 1 วัน ก็นำยามาดื่มได้ครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 เวลาก่อนอาหาร หากน้ำยาพร่องลงไป ก็เติมได้อีก
จนกว่ายาจะจืดจาง

ตำรับเครื่องดื่มน้ำขิง ช่วยขับเหงื่อ ขับลม คลายหนาว

    ตำรับนี้ใช้ขิงบ้านแง่งโตๆ ใช้ปริมาณเท่าไรก็ได้ สมมุติว่าใช้ 250 กรัม ล้างขิงให้สะอาด
ไม่ต้องปลอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นๆพอนำไปใส่ในเครื่องปั่นให้ละเอียด จากนั้น ก็คั้นเอาน้ำขิง
ออกมาได้เท่าไร ก็ผสมกับน้ำผึ้งอย่างละเท่าๆกัน แล้วคนให้เข้ากันก็จะได้น้ำขิงสำเร็จรูป เก็บแช่ในตู้เย็นได้นานนับเดือน เพราะขิงมีสารกันบูดในตัวอยู่แล้วยิ่งนำมาผสมกับน้ำผึ้ง
ก็ยิ่งเก็บได้นาน

   เมื่อต้องการเครื่องดื่มน้ำขิง ก็เพียงแต่ตวงน้ำขิงดองน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ ( ประมาณ 30 ซีซี) ผสมน้ำสุก 1 แก้ว ( ประมาณ 200 ซีซี ) คนให้เข้ากันดื่มได้เลย ยามค่ำคืนอากาศหนาว
ก็ดื่มน้ำขิงตำรับนี้สักแก้วก่อนนอน จะช่วยให้อบอุ่นตลอดคืน หรือสตรีหลังคลอดบุตร
จะใช้เครื่องดื่มน้ำขิงสูตรนี้ช่วยบำรุงน้ำนมก็ดี

   สูตรขิงทั้ง 2 สูตรนี้ กำลังเหมาะกับบรรยากาศของบ้านเมืองที่มีผู้คนเริ่มปวดเมื่อยตามเนื้อตัว ปวดหลัง ปวดเอวมากขึ้น และยังได้ขิงไว้ต้านลมหนาวด้วย

ขอตบท้ายด้วยภาษิตของปราชญ์แห่งอายุรเวทว่า “ ไม่มีอักขระใดที่ใช้เป็นคำมนตร์ไม่ได้ ไม่มีต้นไม้ใดที่ใช้ทำยาไม่ได้ ไม่มีมนุษย์ใดที่เป็นคนดีไม่ได้ ” ดังนั้นจึงป่วยการที่จะมาเถียงกันว่าขมิ้นอ่อนกับขิงแก่ใครแน่กว่ากัน.

 

 


©Copyright Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003