ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย

หมอพื้นบ้าน ชีวิตนี้เพื่อชุมชน

     

   ทุกวันนี้ผู้บริโภคสมุนไพรมักให้ความสนใจแค่ผลิตภัณฑ์ หรือสูตรยาเท่านั้น อันไหนดีเด่นดังก็เสาะหามากินมาใช้ ลูกหลานญาติมิตรท่านใดป่วยไข้ก็หายาดีมาบำบัด โดยไม่ค่อยนึกถึงหมอยาผู้เป็นต้นธารของสายน้ำแห่งการเยียวยาเท่าใดนัก ยิ่งไปกว่านั้น คนรุ่นใหม่ที่ห่างไกลวิถีชีวิตในหมู่บ้าน ยังเพิ่มอคติคิดว่าหมอยาพื้นบ้านจ้องหลอกลวง งมงายไม่มีความรู้จริง รักษาแบบผิด ๆ ถูก ๆ และที่สร้างความชอกช้ำระกำใจ คือคำกล่าวหาว่า หมอพื้นบ้านเป็นหมอเถื่อน !

    ความจริงที่ดำรงอยู่และสืบทอดมานานหลายร้อยปี หมอพื้นบ้านก็คือชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง มักมีอาชีพหลักเป็นเกษตรกร หรืออาจเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่เผยแผ่ศาสนาเคียงคู่กับเป็นหมอยาพื้นบ้านไปในตัว จากการสำรวจ ของกลุ่มงานคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ข้อมูลการสำรวจทั้ง 75 จังหวัด เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2549 พบว่าหมอมีพื้นบ้านทั้งประเทศ รวม 24,538 คน แยกเป็นภาคกลางและภาคตะวันออก 2,575 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 12,285 คน ภาคเหนือและภาคตะวันตก 6,244 คน และภาคใต้ 3,434 คน

   ถ้าจำแนกตามบทบาทหรือความชำนาญแบ่งได้ 4 ประเภท คือ หมอพิธีกรรม หมอยาสมุนไพรหรือหมอยาแผนโบราณ หมอนวด และหมอตำแย หมอพื้นบ้านเหล่านี้มีการกระจายอยู่ทุกจังหวัดของประเทศยกเว้นกรุงเทพมหานคร (อาจตกสำรวจ หากผู้อ่านพบเห็นจะช่วยแนะนำก็ดีไม่น้อย) หมอพื้นบ้านแต่ละประเภทนั้นจะใช้ความรู้ความสามารถ ของตนในการดูแลสุขภาพ ซึ่งมีส่วนอย่างยิ่งในการพึ่งตนเองของชุมชน และเป็นการประหยัดเงินทองไม่ให้รั่วไหลไปต่างประเทศ ในหลายกรณีมีความโดดเด่นในด้านผลการรักษาอย่างมาก เช่น การนวดเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ เส้น เอ็น และที่คาดไม่ถึงในภาวะสมานฉัทน์ยังไปไม่ถึงไหน หมอพื้นบ้านเป็นทางออกในยามฉุกเฉินดังเช่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หญิงตั้งครรภ์ใกล้คลอดจะได้รับการดูแลจากโต๊ะบิแดหรือหมอตำแยพื้นบ้าน มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนที่ไม่สามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้

    หมอพื้นบ้านใจงดงาม มีความเสียสละและคุณธรรมช่วยเหลือชาวบ้านยังมีอยู่จำนวนมาก เหตุนี้ทำให้ในช่วงปีพ.ศ. 2548 – 2549 คณะกรรมการวิชาชีพการแพทย์แผนไทย กองการประกอบโรคศิลปะ และกลุ่มงานการแพทย์พื้นบ้าน กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ทำการประเมินหมอพื้นบ้าน เพื่อขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทย ตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 มาตรา 33(1)(ค) โดยคัดเลือกหมอที่มีประสบการณ์ด้านการแพทย์พื้นบ้านไม่น้อยกว่า 20 ปี และต้องเป็นหมอที่มีคุณธรรมจริยธรรมในการดูแลสุขภาพประชาชน

     ผลสรุปของคณะกรรมการได้ประกาศยกย่องหมอพื้นบ้าน และมอบใบอนุญาตการประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทยให้ รวมทั้งสิ้น 12 ท่าน ซึ่งแบ่งความเชี่ยวชาญของหมอพื้นบ้าน คือ หมอยาสมุนไพรมี 4 ท่าน 1. นายบุญคง วงศ์สายสิน (กิ่งอำเภอเขาคิชฌกูฎ จังหวัดจันทบุรี) 2. นายเขียน ปิละกพันธ์ (อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล) 3. นายฉิ้น มณีรัตน์ (อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา) 4. นายหมวก คงศรี (อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส)

กลุ่มหมอนวดอัมพฤกษ์ อัมพาตมี 5 ท่าน คือ 1. พระครูอุปการพัฒนกิจ(อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี) 2. นายสง่า พันธุ์สายศรี (อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) 3. นางเกษตร โพพันธราช(อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม) 4. นายสำราญ มาฟู (อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย) 5. นางจันทรา มงคลดี (อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย)

กลุ่มหมอรักษาเด็ก 2 ท่าน คือ 1. นายพยอม ศักดิ์จิรพาพงษ์ (อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช) 2. นายทองดี นันดี (อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม) และ หมองู 1 ท่าน ซึ่งเคยเป็นข่าวฮือฮาในหน้าหนังสือพิมพ์ คือ นายสมนึก จันทรประสูตร (อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช)

   ในที่นี้ขอเสนอตำรับยาเด่นของหมอพยอม ศักดิ์จิรพาพงษ์ หรือชาวบ้านเรียกว่าหมอแตง ซึ่งเป็นหมอที่มีความสามารถในการกวาดยาเด็ก หรือรักษาอาการเจ็บป่วยแก่เด็กในเรื่องโรคตานซางทุกประเภท อาการตานซางมักจะเกิดกับเด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 2 ปี อาการส่วนใหญ่จะมีไข้ น้ำมูก ไอ และบริเวณลำคอแดง ตามองค์ความรู้โบราณอาการของตานซาง มีหลายประเภท เช่น

ซางไฟ มีอาการผื่น และบวมสีแดงจัด ตรงกลางมีตุ่มน้ำใส ๆ จะลามขยายเป็นวงใหญ่บริเวณลำตัวหรือส่วนอื่น ๆ เด็กที่เป็นจะเจ็บปวดมาก ถ้าเป็นวงสีแดงมีขนาดเท่าฝ่ามือเด็กจะอันตรายมาก

ซางแดง มีอาการด้านในของคอมีสีแดง เด็กจะเจ็บคอ กินอะไรไม่ค่อยได้ ถ้าเป็นนานเข้าหรือมากเข้า คือคอแดงมากขึ้น จะลามลงสู่ปอด กระเพาะ ลำไส้ ทำให้ปอด กระเพาะ ลำไส้อักเสบ เรียกว่า ซางลงปอด ซางลงลำไส้ ซางลงกระเพาะ หรืออาจจะมีอาการท้องร่วง หรือลงท้อง เรียกว่า ซางลงท้อง ซางขาว มีอาการบริเวณลิ้นมีฝ้าสีขาว เนื่องจากการหมักหมมของเศษนมหรืออาหาร ทำให้เกิดเชื้อโรค อาการดังกล่าวจะทำให้เกิด ซางลงสู่ปอด กระเพาะ ลำไส้ และลงท้อง ได้เช่นเดียวกับซางแดง ตาน จะมีอาการที่เกิดขึ้นภายนอกร่างกาย แต่จะต่างจากซางไฟ คือ เด็กที่เป็นตานมีแผล พุพอง บริเวณผิวหนังภายนอกร่างกาย ซึ่งผิดกับซางไฟจะไม่เป็นแผลพุพอง

   สำหรับยาสมุนไพรที่หมอแตงใช้รักษาตานซาง จะปรุงยาแต่ละขนานให้เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน ขอยกตัวอย่าง ยาที่ใช้ในการแก้ซางทุกจำพวก ได้แก่ ใช้ ใบมะรุม ลิ้นทะเล ( ดองปลาหมึก ) ขมิ้นอ้อย ใบหูเสือ ตัวยาทั้งหมดจะใช้สดหรือแห้งก็ได้อย่างละเท่า ๆ กัน นำมาสะตุ (ผ่านความร้อนโดยการคั่วไฟ) แล้วบดเป็นผงละเอียด ละลายกับน้ำมะนาว ใช้ป้ายลิ้นเด็กที่เป็นฝ้าขาว

   หมอพยอม ศักดิ์จิรพาพงษ์ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของหมอ 12 คน ที่ได้รับยกย่องเป็นครูต้นแบบสำหรับหมอพื้นบ้านรุ่นต่อ ๆ ไป หมอแตงมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย หมั่นศึกษาค้นคว้าอยู่เสมอ มีวัตรปฏิบัติที่ดีงาม พร้อมทั้งมีใจให้บริการอย่างดี ที่สำคัญคือ มีกระบวนการรักษาอาการเจ็บป่วยอย่างน่าเชื่อถือ และพยายามให้พ่อแม่เด็กได้มีส่วนร่วมในการรักษาพร้อมทั้งสาธิตและแนะนำการใช้ยาอย่างดี

  ถึงแม้หมอพื้นบ้านที่ได้รับการรับรองจะมีแค่หนึ่งโหลเท่านั้น แต่หมอพื้นบ้านที่มีศักยภาพยังมีอยู่มากมายเต็มแผ่นดิน หากเราช่วยกันฟื้นฟูและพัฒนางานของหมอพื้นบ้าน การพึ่งตนเองด้านสุขภาพของไทยจะรุดหน้าไปได้อีกมากมายอย่างแน่นอน.

 

 


©Copyright Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003