ต้นแจง หรือ ต้นแก้ง
ต้นไม้ที่กำลังถูกลืม !
ต้นแจง หรือเรียก ต้นแกง เป็นต้นไม้ที่คนภาคกลางไม่ค่อยคุ้นหูนัก แต่สำหรับลูกอีสานบ้านเฮา ดินแดนแหล่งอารยธรรมโบราณรู้จักและคุ้นเคยต้นไม้นี้ดี เรียกกันว่า ต้นแก้ง และยังได้นำชื่อต้นไม้ไปใช้ในการตั้งชื่อบ้าน ตำบล หรืออำเภอ ซึ่งพบเห็นได้เกือบทุกจังหวัดในภาคอีสาน เช่น บ้านแก้ง ตำบลเหล่าหมี จังหวัดมุกดาหาร บ้านแก้งใหญ่ อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ตำบลแก้ง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานีหรือ อำเภอแก้งค้อ จังหวัดชัยภูมิเป็นต้น
ชื่อเหล่านี้ใช้เป็นหลักฐานได้ดีอย่างหนึ่งว่า ต้นแก้งเติบโตและมีการกระจายอยู่ทั่วไปในภาคอีสาน ต้นแจง แกงหรือแก้ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Maerua siamensis (Kurz) Pax. ถ้าดูตามชื่อมีคำว่า สยาม อยู่ด้วย หมายถึงว่า ต้นแจงนี้เป็นไม้ในสกุลที่มีเพียงชนิดเดียวในประเทศไทย ลักษณะเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่สูงไม่เกิน 10 เมตร มีใบประกอบแบบ 3 ใบย่อย เรียงตัวแบบแผ่ๆ หรือแบๆ ออกมา ลักษณะคล้ายตีนนก ใบค่อนข้างแข็ง
ต้นแจงนี้ยังทำหน้าที่สมกับชื่อ คือเป็นต้นไม้ที่อธิบายแจกแจงอายุไขของต้นไม้ได้อย่างดี เพราะถ้าตัดขวางลำต้นจะเห็นลักษณะของวงปีชัดเจน จึงนิยมนำไปเป็นตัวอย่างในการเรียนการสอนทางชีววิทยา
อันที่จริงต้นแจงไม่ได้ขึ้นเฉพาะถิ่นอีสาน เราสามารถพบเห็นต้นแจงขึ้นและกระจายพันธุ์ในหลายที่ แต่ขอบอกว่าต้นไม้นี้มีเฉพาะในภูมิภาคอินโดจีน ซึ่งรวมทั้งประเทศไทยด้วย จึงสามารถพบได้ในทุกภาค แต่ในภาคใต้พบเฉพาะทางตอนบนเท่านั้น ต้นแจงขึ้นได้ในป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง หรือตามป่าโปร่ง ที่โล่ง ชอบขึ้นตามเขาหินปูน ระดับความสูงไม่เกิน 400 เมตร แต่จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยมหาสารคามพบว่า ไม้ชนิดนี้มีจำนวนเหลือน้อยมาก ยังพอพบเห็นได้ตามป่าดอนปู่ตา หรือบริเวณโบราณสถานที่ไม่ค่อยมีคนรบกวน
ในอดีตคนอีสานมีการใช้ประโยชน์จากต้นแจงมากมาย แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไป ทำให้การใช้ประโยชน์จากต้นแจงลดลง เป็นผลให้จำนวนต้นแจงลดลงด้วย เนื่องจากคนในปัจจุบันไม่รู้จักและไม่เห็นคุณค่าจึงตัดฟันเป็นว่าเล่น ไม้จากต้นแจงสามารถใช้ทำถ่านที่มีคุณภาพดี นอกจากนี้ยังนิยมนำมาทำถ่านอัดในบั้งไฟ ยอดอ่อนของต้นแจงสามารถนำมาดองรับประทานเป็นผัก เชื่อว่ากินแล้วทำให้ตาสว่างแจ้งจางปาง ซึ่งอาจเป็นที่มาของชื่อต้นไม้ชนิดนี้ เนื่องจากมีคนอีสานอยู่ 2 กลุ่มที่มักออกเสียง จ และ ก สลับกัน ไม้ชนิดนี้จึงมีชื่อว่า แก้งหรือแจ้ง นั่นเอง
ความเชื่อที่ว่ากินใบแจงดองแล้วมีสรรพคุณที่เกี่ยวข้องกับดวงตานั้นไม่ได้เกินเลย จากประสบการณ์ตรงของ ดร.อุษา กลิ่นหอม นักวิชาการสมุนไพรของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เล่าว่าเคยทดลองนำเอาใบมาชงเป็นชารับประทานปรากฏว่าทำให้ตาบวมเป่งเลย จึงทำให้พิสูจน์ได้ว่าพืชชนิดนี้มีสารที่มีผลต่อกล้ามเนื้อตาจริง แต่เนื่องจากบริโภคผิดวิธีจึงทำให้เกิดอาการตาบวม ดังนั้นใบอ่อนของแจงน่าจะมีสารพิษบางอย่าง หากใครที่นำมาบริโภคจะต้องทำตามภูมิปัญญาดั่งเดิมที่มีความชาญฉลาด คือใช้วิธีการนำไปดองหรือที่ภาษาอีสานเรียกว่าคั้นส้มก่อนจึงจะรับประทานได้ เช่นเดียวกับการกินยอดผักกุ่ม ผักก่าม ที่ต้องนำไปดอกหรือคั้นส้มก่อนรับประทาน เนื่องจากขณะที่ยังสดๆ มีสารกลุ่มไซยาไนด์ แต่เมื่อนำไปดองหรือคั้นส้ม สารเหล่านี้จะถูกทำให้สลายตัวไป
ต้นแจง แกงหรือแก้ง อันเป็นที่มาของชื่อถิ่นอาศัยของชาวอีสาน ในปัจจุบันกลับไม่มีผู้ใดทำการศึกษาทางวิทยาศาสตร์หรือการศึกษาสารสำคัญจากต้นแจงเลย เท่าที่สืบค้นจากฐานข้อมูลสมุนไพรของมหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวไว้ว่า แจงเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีการใช้ ราก เป็นยาบำรุงกำลัง แก้ปัสสาวะพิการ แก้ปวดเมื่อย ขับปัสสาวะ แก้ดีซ่าน แก่หน้ามืดตาฟาง รักษาฝีในคอ แก้ไข้จับสั่น แก้กระษัย ต้น มีคุณสมบัติเหมือนราก แต่มีคุณสมบัติมากกว่ารากตรงที่แก้แมงกินฟัน ทำให้ฟันทน เปลือก แก้หน้ามืดตาฟาง บำรุงกำลัง แก้ปัสสาวะพิการ แก้กระษัยปวดเมื่อยตามร่างกาย แก่น แก้ไข้ตัวร้อน รากและใบ ต้มน้ำดื่ม แก้ดีซ่าน หน้ามืด ตาฟาง ใบและยอด ตำโขลกใช้สีฟันทำให้ฟันทน ใช้ทั้งห้า แก้ไข้จับสั่น แก้ดีพิการ แก้ร้อนในกระหายน้ำ
แต่สำหรับชีวิตจริงในชุมชนคนอีสาน เชื่อว่าถ้าได้กินคั้นส้มของยอดอ่อนของต้นแจงปีละครั้งจะช่วยให้ไม่เข้าสู้สภาวะสายตายาว หรือแก่เฒ่าแล้วยังมองเห็นอะไรๆ ได้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องพึ่งแว่นสายตายาว นอกจากนี้ยังพบว่าภูมิปัญญาในการผลิตลูกแป้งหรือแป้งข้าวหมากของบางหมู่บ้าน มีการใช้ลำต้นของต้นแจงเป็นส่วนผสมที่สำคัญในการผลิตลูกแป้งด้วย
ผู้อ่านจะเชื่อหรือไม่ ? ต้นแจง แกง หรือแก้ง ที่เคยพบเห็นทั่วไปในสยามประเทศ ขณะนี้กลายเป็นต้นไม้หายาก ดัชนีชี้วัดที่ชัดเจนอย่างยิ่งคือ ราคาซื้อขายในท้องตลาดแพงจนไม่น่าเชื่อ ถ้าท่านคิดว่าต้นละไม่กี่ร้อยกี่พันบาท ขอบอกว่าน้อยไป เวลานี้มีการซื้อขายต้นแจงที่โตเต็มที่แล้ว ถึงต้นละ 12,000-25,000 บาท !
สงกรานต์นี้ พี่น้องอีสานกลับบ้านไปรดน้ำดำหัวแล้ว แบ่งเวลาไปหาต้นแจงมาปลูกไว้บ้างนะจ๊ะ เพราะคือขุมทรัพย์จากธรรมชาติจริงๆ .