ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย

ชบา หน้าโฮมสคูล

   ช่วงวันหยุดลองวีคเอนด์ของเทศกาลสงกรานต์ ผู้เขียนพักผ่อนอยู่กับบ้าน แต่เมื่อเดือนที่ผ่านมา วันที่ 15 มีนาคม 2550 ได้มีโอกาสเดินทางไปประชุมที่ประเทศอินเดียดินแดนแห่งอารยธรรมสำคัญ
แห่งหนึ่งของโลก และเป็นต้นกำเนิดศาสตร์การแพทย์แบบอายุรเวท ได้พบเห็นชีวิตของชาวอินเดีย
มากมาย โดยเฉพาะต้นไม้ต้นหนึ่งที่คนไทยรู้จักดี ดอกสีสดสวยงามแต่คนไทยมีการนำมาใช้
ประโยชน์ไม่มากนัก นั่น คือ ต้นชบา

    เหตุที่คนไทยไม่ค่อยนำชบามาใช้ประโยชน์ อาจเป็นเพราะชบาเป็นพันธุ์ไม้ต่างถิ่น มีถิ่นกำเนิด
อยู่ในประเทศจีน อินเดียและเกาะฮาวาย ตอนที่แพร่พันธุ์เข้ามาคงเพราะเห็นในความสวยงาม
ของดอกสีแดงสด ในเวลานี้ก็ยังมีคนนำไปปลูกไว้ริมรั้วหน้าบ้าน แม้จะไม่ใช่ไม้ประดับอินเทรนด์
์เช่น ลีลาวดี แต่ก็ยังพบเห็นได้ทั่วไป เมื่อได้พิศมองดอกสีแดงๆ แล้วก็เกิดความสบายใจ นอกจากนี้ดอกชบาที่เงาะป่าใช้ทัดหูยังขึ้นชั้นให้เป็นครูสำหรับเด็กๆ ตามตำราเรียนของกระทรวง
ศึกษาธิการ จะนำเอาดอกชบามาเป็นต้นแบบในการศึกษาโครงสร้างของดอกไม้ เพื่อเรียนรู้เกสร กลีบดอก ใบ ฯลฯ ชบาจึงไม่ธรรมดาแค่ไม้ประดับ

   ชบา มีชื่อ วิทยาศาสตร์ :   Hibiscus rosa-sinensis L. อยู่ในวงศ์ :  Malvaceae ชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า Rose Mallow หรือ Chinese Rose และเนื่องจากดอกชบามีความสวยงาม และมีสีสันสดใส ชบาจึงได้ชื่อว่า Queen of Tropic Flower หรือ ราชินีแห่งไม้ดอกเมืองร้อน   เป็นดอกไม้ประจำชาติของมาเลเซียและจาไมก้า   และเป็นดอกไม้ประจำรัฐฮาวาย

   ที่ประเทศอินเดีย แม้จะไม่ได้นับดอกชบาเป็นไม้ประจำชาติหรือประจำรัฐ แต่คนอินเดียนับถือ
ดอกชบาอย่างยิ่ง โดยชาวฮินดูยกย่องให้ชบาเป็นตัวแทนของแม่พระกฤษณะ และตอนที่อยู่อินเดียได้พบเห็นพิธีกรรมในวันโกนก่อนวันพระของศาสนาพราหมณ์ ซึ่งมีพิธีบูชาพระกฤษณะ ชาวอินเดียทุกบ้านจะทำการปรับพื้นดินหน้าบ้านให้เรียบเป็นรูปวงกลม แล้วทำให้ภายในวงกลมเปียกชื้น จากนั้นวางดอกชบาลงตรงกลาง และวางเศษใบตอง
หรือใบไม้ซึ่งใส่น้ำตาลไว้ด้วย โดยวางไว้ด้านข้างดอกชบาถือเป็นการบูชาแม่พระกฤษณะ เทพแห่งความรักเสียงเพลงและการฟ้อนรำ

    แสดงให้เห็นว่าคนอินเดียถือว่าชบาเป็นดอกไม้ชั้นสูง และเมื่อไปเยี่ยมชมตามศาสนสถาน
ของฮินดู ก็พบว่าคนอินเดียนำชบาเป็นดอกไม้สำหรับบูชาพระกฤษณะในทุก ๆ ที่ นอกจากจะใช้ดอกชบาในการแสดงความเคารพหรือเป็นตัวแทนสิ่งศักสิทธิ์แล้ว ชบายังเป็นไม้ที่ใช้ในการดูแลสุขภาพได้หลากหลายด้วย ในประเทศอินเดียมีการใช้
ส่วนต่าง ๆของชบาเป็นสมุนไพรเพื่อการดูแลสุขภาพ เช่น

ดอก ชบาสดหรือแห้งใช้ในการรักษาโรคเกี่ยวกับเลือด เช่นผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือเป็นตกขาว ภาษาอีสานบ้านเราเรียกว่าหมากขาว ใช้แก้ คอมดลูกอักเสบ หรือใช้ชงดื่มลดพิษไข้ กลีบดอกขยี้ให้ช้ำทาศีรษะเป็นยาบำรุงผม หรืออาจใช้ส่วนของ ใบ ประมาณหนึ่งกำมือผสมน้ำเล็กน้อยขยี้ให้แหลกคั้นเอาเฉพาะส่วนของน้ำซึ่งมีลักษณะเป็นเมือก
ชะโลมเส้นผม จะทำให้ผมดกดำเป็นเงางาม

ส่วนของ ฐานดอก ตำให้แหลกใช้พอกแผลไฟไหม้ได้เป็นอย่างดีนอกจากนี้ดอกสดยัง
สามารถนำมาแช่น้ำดื่มดับกระหายและลดความร้อนภายในร่างกายได้อย่างไม่น่าเชื่อ ความรู้นี้ได้จากประสบการณ์ตรงซึ่งเพื่อนชาวอินเดียทดลองทำให้กิน เนื่องจากการ
ประชุมมีการออกไปทำงานในภาคสนาม ซึ่งมีอากาศร้อนมาก เมื่อกลับมาที่พักเพื่อน
ชาวอินเดียได้นำเอาดอกชบา 3-4 ดอกมาแช่น้ำให้ดื่ม เพื่อช่วยลดความร้อนภายในร่างกายได้ จากการพูดคุยทำให้ทราบว่าองค์ความรู้เหล่านี้เป็นการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ พ่อแม่ ปู่ ย่า
ตายาย ซึ่งจะต้องเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานให้กับลูกหลาน เหมือนกับการสืบสานวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การเรียนรู้จากโรงเรียน ที่ถือเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับโลกภายนอก ซึ่งเด็กๆ ชาวอินเดียจะได้เรียนรู้จากทั้งสองส่วนแล้วนำมาบูรณาการ เพื่อให้ดำเนินชีวิตได้อย่างสมดุล

และประโยชน์ของชบายังมีอีก คือ ส่วนของ ราก เมื่อนำมา โขกให้ละเอียดใช้พอกแก้ฟกบวม พอกฝี ลดการอักเสบ หรือนำมาเป็นส่วนผสมของยาระบาย ใช้ทาผิวหนังให้ชุ่มชื้น รากตำผสมกับเปลือกเป็นยาแก้ไอ ขับน้ำย่อย และใบตำผสมกับดอก ใช้รักษาอาการเลือดกำเดาออก แก้ฝีพุพองได้

เปลือก มีสรรพคุณในการรักษาโรคติดเชื้อที่เป็นเชื้อราโดยเฉพาะฮ่องกงฟุต

     กลับจากแดนภารตะแล้วก็พบว่าคนไทยก็ใช้ประโยชน์จากชบาอยู่บ้าง เช่นที่ชาวแสก บ้านบะหว้า ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม เรียกชบาว่า ต้นดอกไม้ และมีการใช้ดอกชบาเป็นยาสมุนไพรสำหรับเด็ก เมื่อเด็กเป็นไข้จะใช้ดอกชบา
ขยี้โปะที่กระหม่อมของเด็กทำให้ลดไข้ได้เป็นอย่างดี

     คนอินเดียยกย่องชบาให้เป็นเครื่องบูชาของสูง อาจจะเป็นเพราะสรรพคุณที่หลากหลาย ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้แทบทุกส่วนของต้น สำหรับคนไทยแม้จะไม่ค่อยคุ้นเคยการนำชบา
มาใช้มากนัก แต่ถ้าเราเรียนรู้อยู่เสมอ ชบาดอกแดงแรงฤทธิ์นี้ ก็น่าจะปลูกอยู่หน้าบ้านของเรา เพื่อเป็นสมุนไพรของโฮมสคูล โรงเรียนประจำบ้านของทุกคน เพื่อให้ชบาสร้างสุขด้วยสีสันสดใส และสร้างเสริมการดูแลสุขภาพด้วยการพึ่งตนเอง.

      


©Copyright Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003