เล่าเรื่องสมุนไพรในเวทีโลก
International Science and Engineering Fair 2007
เจ้าหน้าที่มูลนิธิสุขภาพไทยได้รับเชิญจากสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรม
ราชูปถัมภ์ ให้เดินทางไปร่วมงาน International Science and Engineering Fair 2007 ที่เมือง Albuquerque รัฐ New Mexico ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อประมาณ ๓ สัปดาห์ก่อน งานแสดงผลงานทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมครั้งนี้ เป็นงานเดียวกับที่นักเรียนจากโรงเรียน
เตรียมอุดมศึกษา ไปคว้ารางวัลที่ ๑ ประเภททีม (Grand Award) ในระดับนักเรียนมัธยม สาขาพฤกษศาสตร์ ในโครงงานเรื่อง รูปแบบการหุบของใบไมยราบ หรือ The secret in Mimosa's leaf folding pattern ซึ่งเป็นข่าวเด่นในสื่อต่างๆ ของไทยแล้ว
ผลงานชิ้นนี้มาจากการสังเกตการหุบใบของไมยราบ ที่เด็กๆ ซึ่งยังมีโอกาสวิ่งเล่นตามสวน
หรือชายทุ่งมักจะแกล้งไมยราบให้หุบใบอยู่เสมอๆ เด็กเมืองอาจเห็นไมยราบได้น้อยลงเพราะ
ที่รกร้างน้อยลง ต้นไมยราบจึงหายหน้าไปในเมืองคอนกรีต แต่นักเรียนกลุ่มนี้เห็นความพิเศษ
ของต้นไมยราบ ซึ่งเป็นวัชพืชแต่กลับมามีบทบาทได้อย่างน่าอัศจรรย์ นับว่าสมุนไพรนอกจาก
ใช้ประโยชน์ครบปัจจัยสี่แล้ว ต่อไปต้นไมยราบอาจเป็นวัชพืชที่คอยเฝ้าระวังการเกิดแผ่นดินไหวได้ จากข้อสมมติฐานของนักเรียนไทยกลุ่มนี้
ในแง่ยาสมุนไพร มีการใช้ไมยราบของหมอยาพื้นบ้าน โดยนำไมยราบมาเป็นยาขับปัสสาวะ แก้ไตพิการ และแก้อาการปวดหลัง สรรพคุณเหล่านี้ทำให้กลุ่มแม่บ้านหลายกลุ่มปรุงชาสมุนไพร
๕ ชนิด ไมยราบ ใบหม่อน เตยหอม คำฝอยและทองพันชั่ง โดยใช้ไมยราบเป็นตัวยาหลัก
เพื่อเป็นชาสมุนไพรดื่มบำรุงสุขภาพและใช้แก้อาการปวดหลัง และมีรายงานการศึกษาในระยะหลังๆ พบว่าไมยราบเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานและยังมีการใช้
เพื่อลดไข้ด้วย ไมยราบจึงเป็นวัชพืชที่น่าสนใจชนิดหนึ่ง
ในงานแสดงวิทยาศาสตร์ระดับโลกที่ได้ไปเยี่ยมชมนั้นไม่ได้มีแต่นักเรียนไทยแต่มีเยาวชน
มาจาก ๕๑ ประเทศ ส่งผลงานถึง ๑,๕๐๐ โครงงานเข้าประกวด ซึ่งแบ่งหมวดหมู่ไว้มากมาย เช่น ด้านคณิตศาสตร์ ด้านชีววิทยา ด้านคอมพิวเตอร์ ด้านพลังงาน ด้านพฤกษศาสตร์ ด้านยาและสุขภาพ รวมถึงด้านพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์ด้วย เด็กระดับมัธยมปลาย
และระดับปริญญาตรีจำนวนหนึ่ง นำผลงานออกแสดงและพร้อมพูดคุยกับคนชมอย่างกระตือรือล้น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าประทับใจและอยากให้วงการการศึกษาบ้านเรามีการแสดงผลงานอย่างหลากหลายของ
เด็กวัยนี้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาและการค้นคว้าใหม่ๆ
ผลงานหนึ่งไม่ได้มีอะไรพิสดารของสาวน้อยชื่อ Pranali Hemant Dalvi เด็กอเมริกันเชื้อสายอินเดีย เธอส่งผลงานซื่อๆ ตรงๆ เรื่อง Turmeric : A nature Antibiotic หรือ ขมิ้นชัน ยาปฏิชีวนะจากธรรมชาติ คนในวงการสมุนไพรต่างรู้ดีว่า สรรพคุณขมิ้นชันนั้น เป็นเหมือนยาปฏิชีวนะมานานแล้ว เพราะขมิ้นชันช่วยระงับเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา สำหรับเชื้อแบคทีเรีย ขมิ้นชันต้านเชื้อที่ทำให้เกิดหนอง และเชื้อแบคทีเรียอีกหลายชนิด รวมถึงแบคที่เรียที่ทำให้เกิดอาการจุกเสียดและเกิดโรคกระเพาะ สำหรับการต้านเชื้อรา ขมิ้นชันกำจัดเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคกลาก และเชื้อราอีกหลายชนิดที่เกิดในมนุษย์ นอกจากนี้ขมิ้นชันยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อราในต้นข้าวได้อีกถึง ๕ ชนิดด้วย
ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพสูง ซึ่งเป็นสมุนไพรอันดับต้นๆ ที่มูลนิธิสุขภาพไทย
ส่งเสริมให้ใช้เมื่อราว ๒๕ ปีก่อน ในเวลานี้เมืองไทยของเราได้ประกาศให้ยาขมิ้นชัน
เป็นสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ใช้แก้อาการท้องอืดเฟ้อ และมีผู้นำมาใช้แก้อาการ
โรคกระเพาะอีกด้วย สำหรับโครงงานของสาวน้อยเชื้อสายแขกคนนี้ ไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่เป็นมุมมองของการศึกษาวิจัยที่เด็กระดับมัธยมพยายามหาคำตอบ เพื่อเป็นการส่งเสริม
ภูมิปัญญาดั้งเดิมให้สามารถมารับใช้ในโลกปัจจุบัน เธอได้ทำการทดลองง่ายๆ โดยการใช้ชิ้นเนื้อ
๔ ตัวอย่าง แล้วปิดใส่ภาชนะและให้อยู่ในตู้ซึ่งมีอุณหภูมิ ๓๗ องศาแต่มีพัดลมระบายอากาศ เป็นเวลา ๗๒ ชั่วโมง ปรากฏว่าเนื้อเหล่านั้นมีเชื้อแบคทีเรีย แต่เมื่อทดลองซ้ำโดยมาทาขมิ้นชัน
ในชิ้นเนื้อ ผลปรากฏว่าเนื้อทุกชิ้น หรือ ๑๐๐% มีเชื้อแบคทีเรียน้อยกว่ามาก โดยวัดค่าเฉลี่ยพบว่าเชื้อแบคทีเรียน้อยกว่าที่ไม่ได้ทาขมิ้นชันถึง ๔๕%
ดังนั้นการได้คลุกเนื้อกับผงขมิ้นชันก็เป็นหนึ่งในภูมิปัญญาที่ใช้ในการชะลอไม่ให้เนื้อ
บูดเน่าได้ง่าย เพราะเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตช้าลง ในการสรุปของเด็กนักเรียนวัยใสนี้บอกว่า ขมิ้นชันน่าจะเป็นสมุนไพรต้านเชื้อแบคทีเรียให้กับผู้ประกอบการที่ผลิต ไก่ไร้กระดูก หรือไก่ปกติ เนื้อแกะ เนื้อไก่งวง หรือเนื้อหมู ที่จะได้พยายามหาสัดส่วนการผสมหรือความเข้มข้นของขมิ้นชัน
ที่จะใช้ในการปกป้องมิให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโต เพื่อป้องกันอาหารบูดเสียง่ายต่อไป
งานศึกษาของเด็กๆเช่นนี้คงเปรียบไม่ได้เท่ากับข่าวที่ออกมาในช่วงเดียวกันของสถาบัน
วิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.) ที่พูดถึงงานวิจัยดีเด่น เรื่อง ผลิตภัณฑ์ขมิ้นชัน ซึ่งพัฒนาให้เป็นอาหารเสริม ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมชรา
ของร่างกาย เป็นผลงานวิจัยเพื่อพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์์ให้เป็นรูปยาเม็ดที่ใช้ง่าย
และมีประสิทธิภาพดี
แต่ในเวทีผลงานระดับมัธยม และการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงออกถึงการศึกษาค้นคว้านั้น ในเมืองไทยของเรายังส่งเสริมกันน้อย หากเปิดโอกาสและสนับสนุนตั้งแต่เยาว์วัยก็จะช่วย
ให้วงการวิทยาศาสตร์ และวงการสมุนไพรไทยของเราได้รับการคิดค้นพัฒนาไปได้อีกไกล ที่สำคัญคือ เราจะมองข้ามวิธีคิดวิธีมองของเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้
ถ้าเปิดโอกาสเชื่อได้ว่า เมืองไทยของเราจะมีนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และสมุนไพร
ออกมาจากเด็กรุ่นใหม่แน่นอน