ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย

แผนยุทธศาสตร์ชาติ

การพัฒนาภูมิปัญญาไทย สุขภาพวิถีไท พ.ศ. ๒๕๕๐ – ๒๕๕๔

     

   ช่วงเวลาที่คำว่าวิสัยทัศน์เฟื่องฟู และทุกเรื่องไม่ว่างานเล็กงานใหญ่ต้องมีคำว่ายุทธศาสตร์คอยกำกับ งานด้านสมุนไพรที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นที่หมายปองของภาคอุตสาหกรรมยังอยู่ในสถานการณ์เตรียมพร้อม และเตรียมพร้อม คือ ทำงานแบบกระจัดกระจาย (ไม่ใช่ดาวกระจายเสียด้วย) จึงขาดทิศทางสำคัญในการพัฒนา

   จนกระทั่งเมื่อ ๕ - ๖ ปีก่อน ได้เกิดการรวมกลุ่มของคนที่ทำงานด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ คนเหล่านี้คลุกคลีอยู่ในเรื่องสมุนไพร การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทยมานานนับสิบปี เมื่อรวมกลุ่มกันได้ก็เรียกกันว่าเครือข่าย “ ภูมิปัญญาไท สุขภาพวิถีไท ” ซึ่งรวมพลคนหลายอาชีพ ทั้งในภาครัฐ และภาคประชาชน

    พวกเราตกลงกันว่า คำว่า “ ภูมิปัญญาไท ” หมายถึง องค์ความรู้ เทคโนโลยี การปฏิบัติ ( practice) และความหลากหลายทางชีวภาพที่มีอยู่ในประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมทั้งบริบทของการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก คำว่า “ สุขภาพวิถีไท ” หมายถึง วิถีทางซึ่งเป็นไปเพื่อสุขภาพ และปลดปล่อยผู้คนให้เป็นอิสระจากความเจ็บปวด ความทุกข์ และความบีบคั้นทั้งปวง

   แปลความให้ง่ายๆ พวกเราตั้งใจนำเอาองค์ความรู้ และการปฏิบัติต่างๆ ที่อยู่นอกการแพทย์กระแสหลักหรือการแพทย์แบบตะวันตก ที่คนไทยนำมาใช้ได้จริง ผ่านการพิสูจน์และยอมรับ เพื่อช่วยกันดูแลและเสริมสร้างสุขภาวะทั้งกายภาพและจิตใจด้วย แต่เพื่อมิให้การแพทย์ทางเลือกซึ่งหลั่งไหลเข้ามามากในเมืองไทยจนทำให้การแพทย์ดั้งเดิมของเราลดคุณค่าลง เครือข่ายสุขภาพิถีไทจึงร่วมกันฟื้นฟูส่งเสริม การแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านของเราเป็นอันดับแรก

   ตลอดการทำงานมากกว่า ๕ ปีนี้ มูลนิธิสุขภาพไทยรับเป็นองค์กรประสานงาน และประธานมูลนิธิซึ่งรับราชการอยู่ในกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุขด้วยนั้น ได้ใช้ความพยายามประสานพลังจากภาครัฐและเอ็นจีโอ (NGO) และหมอยาพื้นบ้าน จัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติขึ้น จนเพิ่งผ่านมติคณะรัฐมนตรีไปเมื่อ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๐ นับเป็นความสำเร็จเบื้องต้น และต้องย้ำว่าเบื้องต้นจริงๆ เพราะแผนยุทธศาสตร์ยังไม่มีงบประมาณมาทำงานสักบาทเดียว ทั้งๆ ที่งบประมาณ ๕ ปีที่กำหนดไว้เพียง ๒,๓๖๔ ล้าน น้อยนิดเมื่อเทียบกับราคาของสโมสรฟุตบอล

   ขณะนี้มีสื่อบางแห่งเผยแพร่ข่าวสารการทุ่มงบของรัฐบาลขิงแก่ แต่ในความเป็นจริงยังเป็นเพียงการพาดบันไดข้างกำแพง คือมีทิศทางที่จะพัฒนาก้าวพ้นอุปสรรคต่างๆ แต่ยังไม่ได้ก้าวบันไดขั้นแรก และผลงานครั้งนี้คงไม่ใช่เพราะใครหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งเท่านั้น แต่เกิดจากการรวมพลคนรักสมุนไพรมากมาย แม้ว่าองค์กรผู้เสนอแผนจะเป็นหน่วยงานรัฐก็ตาม แต่ในอนาคตเมื่อมีการจัดสรรงบประมาณแล้ว องค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งสถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัย และเครือข่ายภาคประชาชนที่ทำงานระดับชุมชนก็จะมีโอกาสช่วยกันทำแผนยุทธศาสตร์ชาติให้สำเร็จ

   ยุทธศาสตร์ชาติครั้งนี้มีเนื้อหาครอบคลุมมิติทั้งการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก ซึ่งจากกระบวนการพัฒนายุทธศาสตร์ได้ข้อสรุปแบ่งออกเป็น ๕ ยุทธศาสตร์ ๑.การสร้างและจัดการความรู้ ๒.การพัฒนาระบบสุขภาพ ๓.การพัฒนากำลังคน ๔.การพัฒนายาไทยและยาสมุนไพร และ๕.การคุ้มครองภูมิปัญญาไทย ทั้ง ๕ ด้านนี้ใช้ยุทธศาสตร์แรกคือสร้างและจัดการความรู้เป็นแกนกลางที่จะไปสัมพันธ์กับเรื่องอื่นอีก ๔ ด้าน ซึ่งเป็นเรื่อง คน ระบบสุขภาพ ตัวยาไทยและสมุนไพร และที่ขาดไม่ได้ต้องคุ้มครองรักษาภูมิปัญญาไทยไว้ไม่ให้ถูกต่างชาติมาหยิบฉวยไป

   ผู้อ่านอาจนึกสงสัยว่า แล้วแผนงานยุทธศาสตร์ทั้ง ๕ ด้านนั้นจะเกี่ยวข้องกับชีวิตคนไทยอย่างไร เพราะพูดคำว่ายุทธศาสตร์ เหมือนคำว่าวิสัยทัศน์ ฟังดูเท่ห์แต่กินไม่ได้หรือจับต้องไม่ได้ อันที่จริงในแผนยุทธศาสตร์นั้นมีแผนงานย่อย ซึ่งมุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นในหลายๆ มิติ เช่น ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของเมืองไทย ปีๆ หนึ่งใช้จ่ายสูงถึง ๓ แสนล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ ๖ ของ GDP และค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้ แบ่งเป็นมูลค่าของยาที่ใช้ คิดเป็นร้อยละ ๓๐ ซึ่งยาส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ ประมาณได้ร้อยละ ๕๕ และมีอัตราเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ ๑๐ ทุกปี และยาที่ผลิตในประเทศ ซึ่งคนไทยคิดว่าใช้วัตถุดิบในประเทศนั้น เป็นการเข้าใจผิดอย่างยิ่ง ประมาณร้อยละ ๔๐ ของมูลค่ายาที่ผลิตเมดอินไทยแลนด์เป็นส่วนของวัตถุดิบที่นำเข้ากว่าร้อยละ ๙๐ แผนงานภูมิปัญญาไทคงแบ่งเบาภาระชาติด้านนี้ไปได้มาก

   และถึงแม้จะมีโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลชุมชนกระจายตัวอยู่มากมาย และแม้จะมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ให้การรักษาพยาบาลฟรีแก่ประชาชน แต่ถ้าพิจารณาในรายละเอียดยังพบปัญหาของบุคคลากรที่จะมาช่วยทำหน้าที่ โดยเฉพาะศาสตร์การนวดไทยที่มีศักยภาพสูง ก็ยังไม่สามารถจัดวางการพัฒนากำลังคนด้านนี้ได้อย่างมีคุณภาพและเป็นระบบ การได้ทำงานตามแผนยุทธศาสตร์ชาติจะสามารถพัฒนางานกำลังคนได้อย่างยั่งยืน

   แต่แผนยุทธศาสตร์ชาติคงไม่ใช่ยาสารพัดนึก เพราะปัญหาการส่งเสริมและการใช้ยาไทยและยาสมุนไพรเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้ แม้จะมีกฏหมายที่เกี่ยวข้องแต่ก็ยังคงมีปัญหาเช่นเดิม เช่นกรณีพ่อค้ายาไม่ซื่อทำยาสมุนไพรผสมสารสเตียร์รอย ซึ่งทำลายความน่าเชื่อถือของยาสมุนไพรอย่างมาก

   แผนยุทธศาสตร์ชาติคงเป็นทางเดินหรือแผนที่ที่จะเดินเพื่อให้ถึงที่หมาย และการมีแผนระดับชาติก็เป็นหลักประกันได้ว่า คนในวงการนี้จะมีงบประมาณไว้ทำงานศึกษาวิจัย รณรงค์ให้ความรู้ ฯลฯ ปีละ ๔๐๐ – ๕๐๐ ล้านบาท เงินจำนวนนี้น้อยนิด แต่คิดในทางบวกก็ยังดีกว่าเมื่อก่อนที่ไม่มีสักบาท

ใครที่สนใจ ร่างแผนยุทธศาสตร์ที่เสนอ ครม. อ่านไว้เตรียมออกตัวทำงานร่วมกัน คลิกไปมีเวบไซด์ของมูลนิธิสุขภาพไทย WWW.thaihof.org

 

 


©Copyright Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003