มะตูมศอก
เมื่อพูดถึงมะตูมคนไทยเกือบทุกคนรู้จักกันดียิ่งเดี๋ยวนี้คนไทยหันมาดื่มน้ำสมุนไพรกันเพิ่มขึ้น
น้ำมะตูม
รสอร่อย
จึงเป็นที่รู้จักกันตั้งแต่ตลาดสดถึงโรงแรมหรู แต่เชื่อหรือไม่ว่ามีคนส่วนน้อยที่
รู้จักต้นมะตูมว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร ถ้าให้เป็นการบ้านส่งครู เด็กหรือแม้ผู้ใหญ่ทั้งหลายก็มัก
ค้นหาตามเวบไซต์ต่าง ๆ ซึ่งพบเห็นข้อมูลมากมายเกี่ยวกับมะตูม แต่เชื่อได้บ้างเชื่อไม่ได้บ้าง เช่น บางเวบไซต์ถึงกับกล่าวว่ามะตูมเป็นไม้พื้นเมืองของไทยหรือพูดได้อีกอย่างหนึ่งว่าเป็นไม้ในป่าของ
ไทยเลยทีเดียว
แต่เพิ่งไปพบ ดร.อุษา กลิ่นหอม แห่งมหาวิทยาลัยมหาสารคาม อาจารย์บอกว่าจาก
ประสบการณ์การเดินป่าเก็บข้อมูลมากว่า 25 ปี อาจารย์ไม่เคยพบต้นมะตูมในป่าธรรมชาติเลย เมื่อสืบค้นข้อมูลเหล่านี้ในต่างประเทศ พบว่ามะตูมมีถิ่นกำเนิดอยู่ในอินเดีย พม่า ปากีสถาน
และบังคลาเทศ หลายท่านอาจสงสัยว่าในเมื่อประเทศพม่าเพื่อนบ้านเราเป็นถิ่นกำเนิดต้นมะตูม แล้วเหตุใดเมืองไทยเราจึงไม่ปรากฏพบว่าเป็นถิ่นกำเนิด
เรื่องนี้อธิบายได้ว่า แผ่นดินไทยกับแผ่นดินพม่าเกิดมาคนละยุค ดังนั้นจึงมีการกำเนิด
ของสิ่งมีชีวิตแตกต่างกันไป การใช้ประโยชน์จากมะตูมโดยมนุษย์ มีหลักฐานที่เป็น
ลายลักษณ์อักษรมาตั้งแต่ปี พ.ศ.800โดยในระยะนั้นมีการนำเอามะตูมป่ามาปลูกในบ้านทั่ว
ทั้งอินเดียโดยเฉพาะตามบริเวณวัด เนื่องจากมะตูมถือว่าเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ เพราะลักษณะใบ
เป็นสามแฉกเหมือนอาวุธของพระศิวะ ซึ่งเป็นที่เคารพของชาวอินเดีย ดังนั้นจึงมีการนำมะตูมมาใช้
ในพิธีกรรมต่าง ๆ มากมายแต่ในเมืองไทยมะตูมนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในพิธีกรรมที่เกี่ยวข้อง
กับกษัตริย์เป็นส่วนใหญ่ ดังจะเห็นได้จาก พิธีแรกนาขวัญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จะพระราชทานทัดใบมะตูมให้กับพระยาแรกนาหรือคู่สมรสพระราชทานก็จะได้รับใบมะตูมทัดหูเช่นกัน
มะตูมมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aegle marmelos Correa มะตูมเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง และเป็นต้นไม้ที่มนุษย์สามารถนำมาใช้ประโยชน์แทบทุกส่วน ในสังคมไทยมีความคุ้นเคย
และใช้ประโยชน์จากต้นมะตูมมานานแล้วเช่นกัน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงมีดำริ
ให้สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ทำการสะสมพันธุ์ของมะตูมไว้เพื่อทำการศึกษา เท่าที่ทราบข้อมูลพบว่า สายพันธุ์มะตูมในประเทศไทยมีอยู่ 3 สายพันธุ์ คือมะตูมธรรมดา
ซึ่งมีผลกลมขนาดเท่าลูกเบสบอล มะตูมไข่มีผลเท่าไข่เป็ด และมะตูมนิ่มเป็นมะตูม
ที่มีเปลือกนิ่มกว่ามะตูมปกติ ซึ่งเป็นมะตูมที่มีการกล่าวถึงในตำรายาไทยหลายแห่ง
แต่เมื่อตอนกลางเดือนกรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมานี้เอง อาจารย์อุษาได้มีโอกาส
ไปสำรวจพรรณไม้พื้นบ้านอีสานที่จังหวัดอำนาจเจริญ ได้ไปพบเห็นต้นไม้ประหลาดต้นหนึ่ง ที่จริงต้นไม้นี้คือต้นมะตูม แต่ลูกอ่อนที่เพิ่งเกิดยาวประมาณฝ่ามือกว่า ๆ สอบถามจาก
เจ้าของทราบว่าเมื่อแก่เต็มที่ความยาวมากกว่า 1 ฟุต ชาวบ้านไม่ได้ตั้งชื่อเฉพาะ อ.อุษาเลยเรียกมะตูมนี้ว่า มะตูมศอก
ตามปกติจะมีการนำใบอ่อนของมะตูมมาบริโภคมากที่สุด โดยเฉพาะชาวอีสาน
จะปลูกต้นมะตูมตามบ้านเรือนทั่วไป จึงมีการกินใบอ่อนของมะตูมเป็นผักเกือบทุกมื้อ ส่วนของผลใช้ประโยชน์เมื่อแก่ ถ้าใครเคยกินเนื้อในมะตูมที่สุกแก่
่เต็มที่จะมีรส
หอมหวานอร่อยมาก หรือใครที่เที่ยวอินเดียแบบนอนตามวัดก็มักจะลิ้มรสผลมะตูมได้ไม่ยาก และเมื่อทำให้ผลมะตูมแตกส่วนของเปลือกที่แข็งมากจะมีน้ำยางใส ๆ เยิ้มออกมาซึ่งใช้เป็นกาวได้ ในอดีตคนอีสานคุ้นเคยกับการใช้ยางจากมะตูมเป็นกาวเหมือนคนสมัยนี้รู้จักใช้กาว ลาเท็กซ์ หรือ กาวยูฮู
คนไทยภาคกลางมีเทคโนโลยีพื้นบ้านในการนำผลมะตูมไปทำเป็นของหวาน คือมะตูมเชื่อม และต่อมาได้มีการนำผลมาตากแห้งทำเป็นน้ำมะตูมหรือเป็นชาชงดื่ม ส่วนมะตูมศอกแห่งแดน
อีสานนั้นเนื่องจากมีผลยาวคล้ายผลฝัก จึงมีเนื้อมะตูมตรงแกนกลางมากกว่ามะตูมทั่วไป เมื่อผลมะตูมศอกแก่เต็มที่ซึ่งมักจะเป็นช่วงเกี่ยวข้าวประมาณเดือนพฤศจิกายน ชาวบ้านจึงนำเอาเนื้อมะตูมสุกข้างในมาตำส้มรับประทานได้ แสดงว่าจำนวนเนื้อมีมากพอสมควร นอกจากนี้ในตำรายาไทยยังใช้มะตูมเป็นยาหลายตำรับ เช่น ใช้ผลดิบแห้งชงน้ำดื่ม แก้ท้องเสีย แก้บิด ผลสุกเป็นยาระบาย ช่วยย่อยอาหาร ใบสดคั้นน้ำกินแก้หลอดลมอักเสบ เปลือกรากและต้น รักษาไข้มาลาเรีย
ผู้อ่านอาจนึกสงสัยว่า มะตูมศอกต้นนี้เป็นประเภทนักล่าฝัน(รางวัลหวย)ชอบนักหรือไม่ ขอตอบว่าไม่ใช่ เพราะมะตูมศอกต้นนี้ไม่ได้มีต้นเดียวในหมู่บ้าน แต่มีมะตูมศอกคล้ายกัน
อีกหลายต้น อธิบายทางวิชาการได้ว่า เคยมีการศึกษาร่วมกันของนักวิชาการอินเดียและไทย เกี่ยวกับลักษณะทางพันธุกรรมของมะตูมพบว่าในประเทศอินเดียสามารถแบ่งพันธุกรรมของมะตูม
ได้เป็น 3 กลุ่ม แต่ในประเทศไทยพบว่ามะตูมไทยมีพันธุกรรมที่หลากหลายกว่าแบ่งได้ถึง 8 กลุ่ม แสดงว่าเมื่อพันธุ์มะตูมมาจากต่างประเทศพอมาถึงเมืองไทยอันอุดมสมบูรณ์ มีระบบนิเวศน์ที่หลากหลายจึงทำให้พันธุกรรมของมะตูมพัฒนาขยายไปถึง 8 กลุ่ม ซึ่งหลักวิชาการในการแยกกลุ่ม คือ ดูปริมาณของไวตามินซี ดูน้ำหนักของผล ดูความยาวของผล ดูจำนวนเมล็ดต่อผล ดูน้ำหนักของเมล็ดต่อผล ดูปริมาณเยื่อใยและดูก้านใบ ถ้ามองจากหลักฐาน
วิชาการเหล่านี้ ทำให้คิดได้ว่ามะตูมศอกน่าจะเป็นพันธุกรรมใหม่อีกกลุ่มหนึ่งก็เป็นได้
ในสังคมอินเดียที่มีการใช้มะตูมกันมาก จึงมีการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับมะตูม
พอสมควร เช่น รายงานทางการแพทย์จากอินเดียว่าสารสกัดจากใบมะตูมสามารถทำให้เนื้อตับ
และไตที่ผิดปกติเนื่องจากภาวะของเบาหวานกลับเข้าสู่สภาวะเกือบปกติได้ และยังช่วยในการฟื้นตัว
ของตับอ่อนที่ถูกทำลายได้ด้วย ยังมีรายงานทางวิทยาศาสตร์อีก 2-3 ชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า
สารสกัดจากมะตูมป้องกันไม่ให้สารพันธุกรรม (DNA) ถูกทำลาย โดยเป็นผลการทดลอง
ทั้งจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและในตัวสัตว์ทดลอง โดยนำเนื้อเยื่อและสัตว์ทดลองไปฉายรังสี และยังมีการศึกษาทั้งการป้องกันและการฟื้นตัวของเซลล์ และพบว่ามะตูมไม่เกิดพิษ
แบบเฉียบพลันและกึ่งเฉียบพลันในหนูทดลองด้วย
ในประเทศจีนยังได้มีการศึกษาคุณค่าทางอาหารในมะตูมพบว่ามีเบต้าแคโรทีนสูง
และมีกรดอะมิโนถึง 17 ชนิด มะตูมเป็นพืชที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพจริง ๆ ฝากเชิญชวน
แฟนพันธุ์แท้สมุนไพร ถ้าอยากเห็นผลมะตูมศอก ขอเชิญชมในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ
ครั้งที่ 4 วันที่ 29 ส.ค. 2 ก.ย. 50 ที่ อิมแพคเมืองทองธานี พบกันที่บูธมูลนิธิสุขภาพไทย.