7 สมุนไพรใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบัน
ตั้งแต่กลางปี 2550 มูลนิธิสุขภาพไทยมีโอกาสร่วมงานกับกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
กระทรวงสาธารณสุข เพื่อรับผิดชอบ โครงการส่งเสริมภูมิปัญญาพื้นบ้านและสนับสนุนการใช้ยาแผนไทย
ในสถานบริการของรัฐ มีวัตถุประสงค์พื้นๆ แต่ทำไม่ง่าย คือจะทำอย่างไรหนอ ? เพื่อให้สถานีอนามัย และโรงพยาบาลของรัฐ ใช้สมุนไพรและยาแผนไทย หรือยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติเพิ่มขึ้น
ปัจจุบันสถานบริการของรัฐประมาณ ร้อยละ 90 ให้บริการด้านการแพทย์แผนไทย ถ้าดูข้อมูลเจาะลึกว่าคนที่ไปโรงพยาบาลนิยมใช้บริการอะไร การศึกษาในโครงการวิจัยเรื่อง การวิจัยบูรณาการการแพทย์แผนไทยในระบบบริการสาธารณสุขแผนปัจจุบัน โดยคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ จากข้อมูลโรงพยาบาล 333 แห่งทั่วประเทศ โรงพยาบาลถึง 318 แห่ง (ร้อยละ 93.4) หรือเกือบทั้งหมดมีบริการนวดไทย รองลงมา อบ ประคบ (ร้อยละ 83.8) รักษาด้วยยาไทย (ร้อยละ 63.1) และดูแลหลังคลอด (ร้อยละ 45.3) การให้บริการการนวดไทยพบมากเกือบทุกโรงพยาบาลที่ให้บริการการแพทย์แผนไทย ส่วนใหญ่เป็นการนวดแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อถึงร้อยละ 70.1
ส่วนข้อมูลที่ทางมูลนิธิสุขภาพไทยทำการสำรวจภายใต้โครงการนี้ กับ 20 สถานบริการสุขภาพของรัฐ จาก 5 จังหวัดในพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งทั้งระดับสถานีอนามัยและโรงพยาบาลชุมชน พบว่าในช่วงปีงบประมาณ 2548 2549 มูลค่ารวมของการใช้บริการด้านการแพทย์แผนไทย 9,195,109 บาท เป็นมูลค่าการนวดไทย 3,700,552 บาท ที่เหลือแบ่งเป็นการใช้ยาแผนไทยในรายการบัญชียาหลัก 1,008,087 บาท นอกบัญชียาหลัก 4,486,470 บาท รวม 5,494,557 บาท
หมายความว่าประชาชนทั่วไปยังนิยมใช้สมุนไพรอย่างหลากหลายโดยเฉพาะที่อยู่นอกบัญชียาหลัก ซึ่งมีมากกว่าที่ราชการประกาศใช้ยาสมุนไพรในบัญชียาหลักไว้เพียง 19 ตำรับ และยังแสดงให้เห็นศักยภาพของสมุนไพรที่มีมากกว่า 19 ตำรับนี้ด้วย (ดูรายละเอียดบัญชียาหลักที่ www.thaihof.org)
เมื่อมูลนิธิสุขภาพไทยทำงานไปเกือบปี ซึ่งปิดโครงการเมื่อ 30 เมษายนที่ผ่านมานี้ ผู้อ่านที่อยู่ในเขตภาคกลางหากผ่านไปสถานบริการทั้ง 20 แห่งที่ได้ทำงานร่วมกันมาอย่างดี ก็แวะเวียนไปใช้บริการยาไทยได้ คือ จังหวัดปทุมธานี 1)โรงพยาบาลลาดหลุดแก้ว 2)โรงพยาบาลสามโคก 3)สถานีอนามัยธาตุทอง 4)สถานีอนามัยตำบลคลองพระอุดม จังหวัดสิงห์บุรี 5)โรงพยาบาลสิงห์บุรี 6) สถานีอนามัยตำบลคอทราย 7) สถานีอนามัยตำบลจักรสีห์ 8) สถานีอนามัยตำบลประศุก จังหวัดอ่างทอง 9)โรงพยาบาลวิเศษชัยชาญ 10)โรงพยาบาลสามโก้ 11) สถานีอนามัยตำบลโพสะ12)สถานีอนามัยตำบลสี่ร้อย จังหวัดสุพรรณบุรี 13)โรงพยาบาลอู่ทอง 14)โรงพยาบาลเดิมบางนางบวช 15) สถานีอนามัยตำบลบ่อกรุ 16)สถานีอนามัยบ้านหนองข้าวงาย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 17)โรงพยาบาลท่าเรือ 18)โรงพยาบาลบางซ้าย 19)สถานีอนามัยปากจั่น 20)สถานีอนามัยท่าช้าง
ข้อมูลเบื้องต้นที่ได้จากทั้ง 20 แห่ง พบความเปลี่ยนแปลงหลังที่น่าสนใจ ในช่วงปีงบประมาณ
2549 2550 มูลค่าการใช้ยาแผนไทยเพิ่มขึ้น คือในรายการบัญชียาหลัก 1,580,287 บาท นอกบัญชียาหลัก 5,041,225 บาท รวม 6,621,512 บาท และข้อมูลจากเดือนตุลาคม 2550 ถึง กุมภาพันธ์ 2551 เพียงแค่ 5 เดือน มูลค่าการใช้ยาแผนไทยในรายการบัญชียาหลัก 860,368 บาท นอกบัญชียาหลัก 2,201,382 บาท รวม 3,061,750 บาท
เมื่อวิเคราะห์เป็นรายเดือนพบว่า มูลค่าการใช้ยาช่วงที่ 1 (ต.ค.48 ก.ย.49) เฉลี่ยเดือนละ 457,796.33 บาท มูลค่าการใช้ยาช่วงที่ 2 (ต.ค.49 ก.ย.50) เฉลี่ยเดือนละ 551,792.67 บาท มูลค่าการใช้ยาช่วงที่ 3 (ต.ค. 50 ก.พ.5 1 ) เฉลี่ยเดือนละ 612,350 บาท ซึ่งมีอัตราเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงที่ 1 ถึงร้อยละ 20 และร้อยละ 33 ตามลำดับ นับว่าน่ายินดีอย่างยิ่ง
ตำรับยาที่สถานบริการของรัฐทั้ง 20 แห่งนี้บริการให้กับประชาชนทั่วไปมีมากกว่า 20-30 ตำรับ ขึ้นกับความพร้อมของแต่ละที่ แต่ที่พูดเป็นเสียงเดียวกันถึงความนิยม 7 อันดับแรก และสถานบริการหลายแห่งนำยาแผนไทยเหล่านี้มาใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบันด้วย เริ่มจากสมุนไพรยอดฮิตอมตะนิรันดร์กาล ขมิ้นชัน และ ฟ้าทะลายโจร ขณะนี้ติดใจชาวบ้านไปจนถึงดอกเตอร์ทั้งหลาย ขมิ้นชันใช้ทดแทนยาลดกรดในกระเพาะอาหาร และใช้แก้ท้องอืดเฟ้อได้ดี สำหรับฟ้าทะลายโจร มีสรรพคุณ ทั้งแก้ไข้ เจ็บคอ และท้องเสีย ปัจจุบันในสถานบริการของรัฐหลายแห่งจ่ายฟ้าทะลายโจรทดแทนยาแก้ไข้ เจ็บคอ สมุนไพรยอดนิยมที่อยู่ในกลุ่มบัญชียาหลักอีกขนานคือ ยาอมมะแว้ง หรือโบราณเรียก ยาประสะมะแว้ง ขณะนี้ชาวบ้านชอบมาก ใช้อมแก้ไอได้ดี รสชาติถูกปากคนไทย ใช้พกติดตัวสะดวกกว่ายาน้ำแก้ไอด้วย
ส่วนสมุนไพรนอกบัญชียาหลักที่นิยมสูงอีก 4 ตำรับคือ เพชรสังฆาต ใช้แก้ริดสีดวงทวาร โบราณหมอยาแนะให้ใช้เถาสักหนึ่งองคุลียัดในกล้วยแล้วกลืน เพื่อไม่ให้คันคอ ปัจจุบันบดผงใส่แคปซูลกินง่าย ได้ผลดี มะขามแขก ใช้ทดแทนยาระบายหรือช่วยให้ขับถ่าย ซึ่งน่าภูมิใจที่คนไทยถ่ายทั้งทีไม่ต้องเป็นหนี้ต่างชาติเที่ยวซื้อยาฝรั่งมาระบายท้อง ยาสหัสธารา ยาขนานนี้กำลังได้รับความนิยมเพิ่มเรื่อยๆ เพราะใช้ทดแทนยาฝรั่งแก้อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้ และขนานสุดท้ายที่กำลังมาแรงแบบเงียบๆ คือ ยาธาตุเปลือกอบเชย ตำรับนี้มูลนิธิสุขภาพไทยรู้จักดี เพราะต้มยาส่งเสริมมานานกว่า 20 ปี ขณะนี้มีการศึกษาวิจัยสมัยใหม่ยอมรับในสรรพคุณแก้ท้องอืดเฟ้อ ช่วยย่อยอาหารได้อย่างดี สถานบริการหลายแห่งนำมาทดแทนยาธาตุน้ำแดงซึ่งเป็นยาแผนปัจจุบัน และคอนเฟิร์มหนักแน่นจากผู้ใช้ว่า รสชาติยาธาตุเปลือกอบเชยกินง่ายกินได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และรสอร่อยกว่ามาก
ผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดที่มูลนิธิสุขภาพไทย เพราะเราอยากให้ช่วยกันสนับสนุนให้ สถานบริการทั้งของรัฐ เอกชน ตลอดจนประชาชนมีการดูแลสุขภาพด้วยภูมิปัญญาไทย
อย่างเหมาะสม เพื่อการพัฒนาสุขภาพอย่างยั่งยืน และเพื่อการพึ่งตนเองของประชาชน
และของประเทศอย่างแท้จริง .