ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย


ยอ ยาไทย :ใครจะรู้ดีไปกว่าเรา



     ในปัจจุบันคงไม่มีผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรใดฮิตและฮอตเท่า น้ำโนนิ(NONI) หรือน้ำคั้นจากลูกยอ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่ได้โด่งดังเฉพาะไทยแต่ดังไปทั่วโลก หากไปค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เนท จะพบบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายถึง 542 บริษัท ที่กำลังเร่งทำการตลาดขายผลิตภัณฑ์ ก่อนที่จะถูกฟ้องร้องว่าโฆษณาเกินจริง
     ผลิตภัณฑ์เหล่านี้อ้างถึงสรรพคุณต่างๆ มากมาย แต่ยังขาดการศึกษาวิจัยที่ยอมรับได้ แต่ด้วยวิธีการตลาดทำให้ทั้งคนไทยและฝรั่งหลงเข้าใจว่าสรรพคุณของผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการทดลองทางคลินิกหรือมีคนไข้กินแล้วหายมาแล้ว โดยเฉพาะกรณีตัวอย่างผู้ป่วยที่ใช้ยอทดลองทางคลินิกแล้วบอกว่าได้ผล ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่การรักษาโรคมะเร็ง โรคปวดข้อ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคปวดศีรษะและความเครียด โรคภูมิแพ้ แต่แท้ที่จริงข้อมูลที่อ้างนั้นขาดความถูกต้องทางวิชาการ

      ส่วนสรรพคุณอื่นๆ ที่อ้างในผลิตภัณฑ์ ถ้าพูดภาษาชาวบ้าน ก็บอกได้ว่าพ่อค้าจำขี้ปากเรามาพูด หมายความว่า คนไทยแต่เดิมรู้จักกินและใช้ยอเป็นทั้งอาหารและยารักษาโรค หรือใช้บำรุงสุขภาพกันทุกบ้าน การใช้ยอยังแพร่หลายในประเทศที่มีต้นยอเป็นพืชท้องถิ่น เช่นในหมู่เกาะฮาวาย หมู่เกาะตาฮิติ ประเทศมาเลเซีย อินเดีย อินโดนีเซีย และพม่า

      ชาวบ้านในประเทศเหล่านี้ มีการใช้ยอในในรูปของยาคล้ายกันทุกประเทศ คือ ใช้ผลยอ แก้ท้องอืด จุก เสียดแน่น แก้ท้องผูก แก้ลมวิงเวียน แก้ปวดประจำเดือน แก้หวัด แก้ไอ แก้ปวดหลังปวดเอว แก้ปวดหัว แก้คลื่นไส้อาเจียน ในบางประเทศยังใช้ผลยอรักษาโรคเบาหวาน ลดความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด

      ในเมื่อชาวพื้นเมืองรวมทั้งคนไทยรู้จักกินยอมากแต่ไหนแต่ไร ทำไมเราต้องควักเงินในกระเป๋าที่ละหลายพันบาทให้กับบริษัทค้าน้ำลูกยอ มาดูวิธีกินและใช้ยอในการดูแลสุขภาพของบรรพบุรุษไทยกัน
      วิธีที่ง่ายที่สุด คือ จิ้มเกลือกิน การใช้ผลยอสุกจิ้มเกลือกินนี้ เป็นที่นิยมที่สุดในหมู่ชาวบ้านไทยในอดีต เพราะยุ่งยากน้อยที่สุด ประกอบกับมีการปลูกต้นยอกันทุกบ้าน เพราะเป็นต้นไม้มงคล หรือปลูกยอจะนำโชคมาให้ พอถึงการใช้ก็มักจะไม่มีการแปรรูป และสมัยก่อนยังไม่มีเทคโนโลยี่ไฮเทคในการถนอมอาหาร ไม่มีซุปเปอร์มาร์เก็ตให้เลือกซื้ออะไรก็ได้ ดังนั้นทุกบ้านจึงมีไหเกลือ เวลาต้องการกินลูกยอก็นำมาจิ้มเกลือกินได้ทันใจ

      คนไทยแต่เดิมรู้ว่า ยอเป็นยาร้อน ผู้เฒ่าแม่แก่ก็จะกินเพื่อบำรุงธาตุไฟ เพราะเมื่ออายุมากขึ้นธาตุไฟก็ร่อยหรอลงไป ทำให้เวลากินอาหารแล้วไม่ค่อยย่อย มือเท้าก็ไม่ค่อยมีแรง คนสูงอายุจึงกินยอกันทุกวัน นอกจากบำรุงธาตุไฟแล้ว ยังกินยอแก้หวัด คลายเครียด แก้ปวดหัว ปวดข้อ แก้ประจำเดือนไม่ปกติ หรือบางรายก็นำผลยอสุกจิ้มน้ำผึ้งกินก็มี
      บางท้องถิ่นของไทยใช้วิธีกินยอเป็นอาหาร คือ ใช้ลูกยอดิบมาทำส้มตำ กินเพื่อแก้หวัด คลายเครียด ทำให้หลับสบาย หรือนำผลยอไปแกงเลียงแกงส้ม นิยมกินเพื่อแก้หวัดเช่นกัน

      ผลยอแก่ยังสามารถนำไปฝานตากแห้งแล้วบดเป็นผงชงกับน้ำร้อน หรือปั้นเป็นลูกกลอน เก็บไว้กินเป็นยาแก้หอบหืด แก้แพ้อากาศ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ และน้ำลูกยอที่นิยมในเวลานี้ คนไทยรุ่นปู่ย่ารุ่นยาย รู้จักทำกินกันมาตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว
      โดยนำผลยอแก่จัด4 ส่วนและใบยอ 1 ส่วนมาต้ม อาจจะใส่น้ำมะขาม น้ำผึ้ง น้ำตาลกรวด แต่งรสตามใจชอบ ให้กินแต่น้ำ จะช่วยแก้หวัด ช่วยให้ฟื้นไข้เหมาะกับผู้ป่วยเรื้อรัง

     ส่วนคนที่มักจะปวดเมื่อย ปวดท้อง ปวดหัว ไมเกรน ปวดหลัง และต้องการยาเจริญอาหาร หรือมีอาการปวดประจำเดือนรวมทั้งต้องการขับประจำเดือนจะใช้วิธี นำผลยอมาดองเหล้า โดยนำผลยอดิบกับสมุนไพร เช่น ฝักเพกา เถาวัลย์เปรียง น้ำผึ้ง หรือผลยอดิบกับฝาง กำลังวัวเถลิง เถาวัลย์เปรียง หรืออาจใช้ผลยอหั่นตากแห้ง กับฟ้าทะลายโจร เพกา โสมป่า ยาดองยอเป็นยาร้อน ห้ามสตรีที่มีครรภ์รับประทานเพราะอาจทำให้แท้งได้

      ในกรณีที่ต้องการเก็บไว้กินนานๆ จะนำผลยอมากวน วิธีการทำยอกวน คือ นำยอสุกทั้งผลใส่เกลือไม่ต้องมาก ใส่น้ำลงไปนิดหน่อย ตั้งบนไฟอ่อนๆ จากนั้นคนไปจนละลายเอง ตั้งไฟและคนต่อจนจนแห้งสนิท (ปั้นเป็นก้อนแล้วไม่ติดมือ) แล้วจึงนำยอกวนมาปั้นเป็นก้อนเท่าปลายนิ้วก้อย ตากแดดพอแห้งหมาดๆ (หยิบไม่ติดมือ) อย่าให้แห้งจนแข็งมาก เก็บใส่ขวดโหลเอาไว้รับประทาน
      หรือจะกวนยอในตำรับโบราณที่กล่าวว่า ใช้แก้เสียงแหบแห้ง ให้นำลูกยอ 20 ลูก บ่มให้สุก น้ำตาลทรายกรวด 1 เฟื้อง พริกไทย 1 เฟื้อง น้ำตาลทรายกรวด 1 เฟื้อง ดีเกลือ 2 ไพล 3 สิ่งข้างท้ายกวนให้เข้ากัน แล้วทั้งหมดตั้งไฟเคล้ากวนให้เหนียวเป็นตังเม ปั้นกินเป็นลูกกลอน วิเศษนักแล

      การเก็บลูกยอไว้กินนานๆ อีกวิธีหนึ่งก็คือ ๆ การทำมัมมี่ยอ ฟังดูอาจน่ากลัวแต่ไม่ต้องกลัว ให้นำผลยอแก่จัดมาวางเรียงใส่โหลเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นโรยเกลือไว้ จากนั้นก็จะปิดผนึกฝาโหลทิ้งไว้ 2-3 ปีจึงเปิดออกมาใช้ ผลยอจะเหี่ยวแห้งแต่คงลักษณะของลูกยออยู่ นำผลยอมาชงน้ำรับประทานเป็นยา หรือนำผลยออันเหี่ยวแห้งนั้นมารับประทานเลยก็ได้ บางท่านเรียกวิธีนี้ว่า บ๊วยยอ

      นี่เป็นเพียงตัวอย่างของการกินยอ ซึ่งบรรพบุรุษของเรารู้จะใช้ และเชื่อว่าในเขตแคว้นแดนไทยยังยังมีเทคนิคและวิธีการกินยออีกมากมาย ต่อจากนี้เป็นหน้าที่ของคนรุ่นเราในการสืบสานภูมิปัญญาของท่านทั้งหลายเอาไว้ในวิถีชีวิตของเรา วิถีของชาติไทยที่เป็นอิสรภาพที่คนไทยพึ่งตนเองได้

     ช่วยกันสืบสานและพัฒนา บนพื้นฐานที่สามารถนำความรู้มาใช้ให้เกิดแก่สาธารณชน เป็นที่น่าดีใจว่า การวิจัยขั้นต้นของคณะเภสัชศาสตร์แห่งหนึ่งพบว่า ยอต้มน้ำ(แบบโบราณ) ให้ผลในการเพิ่มภูมิคุ้มกันดีนักแล

      แสดงว่าคนไทยเชี่ยวชาญในการใช้ยอพอตัว รู้มาก่อนมิสเตอร์โนนิ ยกทัพมาตีไทย





©Copyright Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003