ริดสีดวงทวารมักจะเป็นกับคนที่มีอาการท้องผูกเรื้อรัง
เนื่องจากต้องนั่งเบ่งถ่ายนานๆ เป็นประจำ นอกจากนี้ยังพบในสตรีมีครรภ์ได้บ่อย
สาเหตุเกิดจากเส้นเลือดดำที่บริเวณทวารหนักถูกกดอยู่เป็นเวลานานๆ
เมื่อถ่ายอุจจาระทำให้ผนังของเส้นเลือดปริแตก มีเลือดสดๆไหลออกมาได้
โดยทั่วไปริดสีดวงทวารจะไม่รุนแรงหรือเป็นอันตราย เพียงแต่จะเป็นๆ
หายๆ ชวนให้รำคาญ ยกเว้นในรายที่มีเลือดออกเรื้อรัง อาจทำให้ร่างกายเสียเลือดจนร่างกายซีดเซียว
อ่อนเพลีย กลายเป็นโรคโลหิตจางได้ และถ้าไม่ดูแลปล่อยปละละเลย
บางครั้งริดสีดวงอาจเกิดการอักเสบหรือหลุดออกมาข้างนอก ทำให้รู้สึกเจ็บปวด
ถ้าปวดรุนแรงอาจทำให้นั่ง ยืน เดิน ไม่สะดวกได้
สมุนไพรที่ใช้รักษาริดสีดวงทวาร
ที่น่าสนใจที่สุด คือ ต้นเพชรสังฆาต มีลำต้นเป็นเถาเป็นไม้เลื้อย
ลำต้นรูปสี่เหลี่ยมเป็นครับ ผิวเรียบมีรอยดอกบริเวณข้อ ใบเดี่ยวออกตามข้อ
ใครที่เป็นริดสีดวงทวาร ให้เอาเพชรสังฆาติมาตำกับมะขามเปียก
ปั้นเป็นเม็ดเท่าเม็ดพุทรากินวันละ 3 เม็ด วันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร
หรือใช้ครั้งละหนึ่งข้อ หั่นเป็นแว่นเล็กๆ พอกลืนได้ แต่ต้องห่อด้วยมะขามเปียกหรือเนื้อกล้วยสุก
หุ้มหรือผักต้มสุกห่อไว้กันไม่ให้ระคายคอ หากกินเพชรสังฆาตสดๆ
จะรู้สึกคันคอมาก เพราะเถาของเพชรสังฆาตมีผลึกแคลเซียมออกซาเลทอยู่มาก
ปัจจุบันมีการเอาเถาเพชรสังฆาตมาตากแห้ง และบดเป็นผงบรรจุแคปซูลจำหน่ายแล้ว
ให้กินเพชรสังฆาตติดต่อกัน 2 สัปดาห์ หัวริดสีดวงจะค่อยๆยุบ
ฝ่อลงไปเอง
หากท่านใดที่มีหัวริดสีดวงโพล่ออกมาและอักเสบปวดมาก
จนเดินไม่สะดวก ขอแนะนำให้เอาใบพลูมาตำให้ละเอียดละลายลงในน้ำอุ่น
แล้วนั่งเอาหัวริดสีดวงลงไปแช่ประมาณ 20 นาที ทำวันละ 2 ครั้ง
เช้า-เย็น อาการปวด บวมอักเสบ จะลดลงมาก เพราะใบพลูมีสารที่ช่วยให้ปลายประสาทชา
และลดอาการอักเสบได้ดี
คนเป็นริดสีดวงทวารควรดูแลตัวเอง ระวังอย่าให้ท้องผูก
โดยการดื่มน้ำมากๆ กินผักผลไม้เป็นประจำ แต่ถ้ายังมีอาการท้องผูกอีกมีผู้แนะนำให้ใช้
"เม็ดแมงลัก" กินช่วยระบาย ได้ผลดีมาก โดยใช้เม็ดแมงลัก
1-2 ช้อนชา แช่น้ำให้พองดี แล้วละลายน้ำตาลพอหวาน กินก่อนนอน
ตอนเช้าจะถ่ายง่าย อุจจาระไม่แข็ง ไม่เจ็บปวด มีคนที่เป็นริดสีวงทวารเคยใช้ได้ผลแนะนำมา
เวลาถ่ายอุจจาระอย่านั่งเบ่งถ่ายนานๆ หลีกเลี่ยงการยืนนานๆและยกของหนัก
ถ้าเลือดออกมากจนซีดให้รับประทานอาหารที่บำรุงเลือด ได้แก่
พวกเครื่องในสัตว์ เช่น ตับ ม้าม เลือด เนื้อสัตว์ นม ใข่
ผักใบเขียว เป็นต้น