ในอดีต "ไข้ทับระดู" เป็นไข้ที่น่ากลัวสำหรับผู้หญิงมาก
เพราะบางคนเป็นแล้วอาจถึงแก่ชีวิตได้ เนื่องจากสมัยก่อนการเดินทางไปโรงพยาบาลเป็นเรื่องยากลำบาก
สุขอนามัยส่วนตัวยังไม่ได้ดีพอ เวลาที่มีประจำเดือน ปากมดลูกจะเปิด
ก็เหมือนกับการที่เราเปิดประตูเมือง เปิดโอกาสให้ข้าศึก (ก็คือเชื้อโรค)
บุกรุกเข้าไปในร่างกายได้ง่ายขึ้น
สมัยปู่ย่าตายาย หรือในชนบทที่ห่างไกล ไม่มีการใช้ผ้าอนามัยเหมือนในปัจจุบัน
อาจจะใช้วัสดุที่ไม่สะอาดหรือใช้ผ้าเก่ามาซับเลือด แล้วนำมาซักใช้ใหม่อีก
การอาบน้ำชำระล้างร่างกายก็นิยมลงไปอาบในแม่น้ำลำคลอง
วิถีชีวิตเหล่านี้เรียบง่ายแบบธรรมชาติ แต่ถ้าไม่เข้าใจก็เสี่ยงกับการติดเชื้อได้ง่าย
ถึงอย่างไรคนในชนบทก็ยังรู้จักใช้สมุนไพรรักษาตัวเอง และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ใครมีตำรับยาดี เวลามีคนเจ็บป่วยก็จะบอกต่อ ๆ กัน อย่างเช่นตัวอย่างที่มีผู้เล่าให้ฟังว่า
"เมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้ว คุณสำลีมีอาชีพขับรถสามล้อ
วันหนึ่งขณะจอดรถรับผู้โดยสารอยู่ มีผู้โดยสารคนหนึ่งกำลังจะขึ้นรถ
มีคนมาหาลุงผู้โดยสารคนนั้นและบอกว่ามีคนเป็นไข้ทับระดู เป็นหนักมากจนไม่ได้สติ
ลุงผู้นั้นบอกว่าไม่เป็นไรหรอก จึงพากันไปบ้านคนไข้ แล้วจัดการต้มยาให้คนไข้กิน
สักพักคนไข้อาการดีขึ้น
คุณสำลีคนขับสามล้อสนใจตำรับยานี้ จึงซักไซร้ถามลุงคนนั้น
ได้ความว่า ใช้ต้นบานไม่รู้โรย (ดอกขาว)
ถอนทั้งต้นและราก เฉพาะที่ข้อลำต้นมีสีเขียว
เลือกเอาต้นที่ดอกเริ่มบานใหม่ ๆ ประมาณ 1 กำมือ ใส่น้ำให้ท่วมยา
ต้มเดือนนาน 15-30 นาที กินครั้งละ 1 แก้ว กินบ่อย ๆ ทุกครั้งที่หิวน้ำ
ยานี้มีรสจัดกินง่าย
คุณสำลีจำไว้และเคยนำไปใช้ได้ผลดีหลายครั้ง ภรรยาคุณสำลีเองก็ใช้อยู่เสมอ
มียาอีกตำรับหนึ่ง คุณสง่า บุญเพ็ง ได้ความรู้จากคุณปู่ คุณปู่เคยหาหญ้าดอกขาวมาให้คนไข้กินบ่อย
ๆ คุณสง่าเลยจำไว้และใช้ได้ผลไม่น้อยกว่า 10 ราย คุณสง่ามีความมั่นใจในตำรับยานี้มาก
บอกว่าหายทันใจจริง ๆ เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า
"ไข้ทับระดู จะเป็นในระหว่างที่มีระดูได้ครึ่งวัน
หนึ่งวัน หรือสองวัน ก็จะมีอาการปวดหัว ตัวร้อน มีไข้ บางครั้งเบาบางครั้งหนัก
หรือบางครั้งปวดหัวตัวร้อนอยู่ระดูก็มาพอดี แล้วอาการก็หนักขึ้น
จะเป็นอย่างนี้เกือบทุกเดือน ให้เอาหญ้าดอกขาวทั้งต้นและรากมาตำพอแหลก
ผสมกับน้ำซาวข้าว ถ้าตำหญ้าดอกขาวได้ครึ่งแก้ว
ให้ใช้น้ำซาวข้าว 3 แก้ว ผสมเข้ากันแล้วแช่ทิ้งไว้ 5-10 นาที
จึงคั้นเอาน้ำกิน ครั้งละ 1 แก้ว ถ้าอาการหนักมากให้กิน 2-3
แก้วเลย เมื่ออาการทุเลาลงก็กินลดลงเหลือครึ่งแก้ว หรือ 1
แก้ว วันละ 3-4 ครั้ง กินไปครึ่งชั่วโมง ผู้ป่วยจะเรอหรือท้องลั่น
ซึ่งแสดงว่าโรคนั้นยอมแพ้แล้ว กินไป 2 วันก็หาย"