อาหารไทยกำลังดังเป็นที่นิยมไปทั่วโลกเวลานี้
นอกจากความเยี่ยมยอดของพืชผักและเครื่องปรุงต่างๆ แล้ว ฝีมือปลายจวักจากการปรุงของแม่ครัวก็ถือเป็นเคล็ดลับสำคัญที่จะทำให้อาหารมีรสชาติอร่อย
สะอาดถูกอนามัย น่ากินขนาดไหน
การใช้สมุนไพรในการรักษาโรคต่างๆ นั้นก็ไม่ต่างกัน ยาถึงจะมีสรรพคุณดีแค่ไหน
ถ้าปรุงไม่เป็นใช้ไม่ถูกวิธีก็อย่าหวังจะได้ยาดี นักนิยมสมุนไพรทั้งหลายจึงควรมีความรู้ขั้นพื้นฐานในการปรุงยากันไว้บ้าง
การปรุงยาก็คือการสกัดเอาตัวยาออกจากไม้ยาหรือสมุนไพรนั่นเอง
ต่อไปนี้จะขอขยายความวิธีการปรุงยาที่ดูแลแสนจะธรรมดา แต่ถ้าทำให้ถูกต้องและแม่นยำแล้ว
รับรองว่าสูตรยาสมุนไพรของทุกท่านจะเห็นผลจนน่าอัศจรรย์ใจ
1.ยาต้ม
การต้มยาเป็นการสกัดตัวยาให้ออกจากไม้ยาด้วยน้ำร้อน เป็นวิธีที่นิยมใช้มากที่สุด
เพราะน้ำหาได้ง่ายมาก หม้อกับเตาก็มีอยู่แล้วทุกบ้าน ด้วยเหตุนี้
เมื่อเราไปอ่านพบว่าต้นไม้ต้นนี้ใช้กินแก้โรคนั้นโรคนี้ก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าคงใช้ต้มกิน
เพราะเป็นวิธีพื้นๆ ที่ใช้กันอยู่ทั่วไป เราใช้วิธีต้มกับส่วนของต้นไม้ที่เนื้อแน่นแข็ง
เช่น ลำต้น ราก เพราะพวกนี้ต้องโดนน้ำเดือดนานๆ จึงจะยอมปล่อยตัวยาออกมา
วิธีต้มมีข้อดีอยู่ที่เป็นวิธีที่สะอาด ปลอดภัยจากเชื้อโรค
การเตรียมยา ไม้ที่มีเนื้อแข็งมาก ใหญ่โตมากๆ ควรจะหันเป็นชิ้นเล็กๆ
หรือหั่นเป็นแท่งเล็กๆ สั้นๆ เสียก่อน เพื่อให้ตัวยาออกง่ายขึ้น
ต้นไม้พวกหญ้าหรือไม้เล็กๆ ที่ใช้ทั้งต้น มีกิ่งก้านเกะกะก็ควรจับมาขดมัดให้เป็นท่อนเสียก่อน
เวลาต้มกิ่งก้านจะได้ไม่ลอยพ้นน้ำ และเวลารินก็สะดวก ควรใช้ยาไม่น้อยกว่า
1 กำมือ จะใช้มากกว่านั้นก็ได้
การใส่น้ำ ควรใส่น้ำให้ท่วมเลยยาเอาไว้เพื่อให้ยาทั้งหมดถูกน้ำสกัดได้ทั่วถึง
ถ้ายาลอยน้ำก็กดให้จมลงไปเพื่อวัดดูกะขนาดว่าเมื่อต้มเสร็จแล้วระดับน้ำอยู่เสมอยาพอดี
ถ้าใส่น้ำมากไปตัวยาจะไม่เข้มข้นพอ
ระยะเวลาต้ม เมื่อน้ำเดือดนิยมปล่อยให้เดือดต่อไปอีกโดยใช้ไฟอ่อนๆ
อย่างน้อย 10 นาที เพราะเวลาเท่านี้ความร้อนของน้ำแทรกซึมไปทุกส่วนของเนื้อยาแล้ว
วิธีที่นิยมอีกวิธีคือ ปล่อยให้น้ำเดือดต่อไปโดยใช้ไฟอ่อนๆ
นานถึง 30 - 45 นาที เพื่อให้ตัวยาออกมาให้หมด และได้ยาเข้มข้นขึ้น
จะใช้วิธีไหนนั้นขึ้นอยู่กับว่าต้องการยาเข้มข้นมากน้อยเพียงใด
ขนาดรับประทาน เนื่องจากยาต้มมีตัวยาไม่เข้มข้นจึงต้องกินเข้าไปมากๆ
คือกินครั้งละ1/2 - 1 แก้ว
ยาเก็บได้นานเท่าใด ยาต้มก็เหมือนน้ำต้มแกง ที่เมื่อตั้งทิ้งไว้ข้ามวันก็บูดเสีย
ดังนั้นยาต้มจึงไม่ควรต้มทิ้งไว้ข้ามวันข้ามคืน ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้ข้ามวันข้ามคืน
เช่น ยาหม้อใหญ่ๆ กินวันเดียวไม่หมด ก็ต้องเอายามาอุ่นเช้า
อุ่นเย็น เหมือนกับเราอุ่นแกง ไม่ให้บูดเสีย และอย่าลืมเติมน้ำให้ท่วมยาไว้เสมอด้วย
2.ยาชง
การชงยาเป็นการสกัดตัวยาด้วยน้ำร้อนเช่นกัน ใช้กับส่วนของต้นไม้ที่บอบบางอ่อนนุ่ม
เช่น ใบไม้ ดอกไม้ที่ไม่ต้องโดนน้ำเดือดนานๆ ตัวยาก็ออกมาได้
การชง ใช้ยาที่หั่นเป็นชิ้นบางๆ เล็กๆ 1 หยิบมือ (ใช้นิ้วโป้ง
นิ้วชี้ นิ้วกลาง หยิบขึ้นมา) ใส่ไว้ในแก้ว เติมน้ำร้อนเดือดจัดลงไปให้เต็มแก้ว
ปิดฝา ปล่อยไว้จนเย็น ให้ตัวยาออกมาเต็มที่ การชงยาเรามักจะใส่ยาน้อย
ใส่น้ำร้อนมาก เพื่อให้ความร้อนของน้ำมีมากพอที่จะสกัดตัวยาออกได้มากๆ
ยาชงมีข้อดีกว่ายาต้มตรงที่ตัวยาที่ระเหยได้นั้นหนีไปไหนไม่ได้เพราะถูกฝาปิดกั้นเอาไว้
ขนาดรับประทาน เนื่องจากยาชงมีตัวยาไม่เข้มข้นจึงต้องกินครั้งละมากๆ
คือครั้งละ 1 แก้วขึ้นไป