ยกร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่

 

          เนื่องจากพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ได้บัญญัติหลักการในการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่โดยมีเนื้อหาครอบคลุมการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญารวมถึงการคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า แต่กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนี้ไม่สามารถใช้ได้อย่างสมบูรณ์ เพราะบทบัญญัติบางมาตราไม่สอดคล้องตามข้อเท็จจริงทางด้านวิชาการและสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน ทั้งยังสร้างภาระให้แก่ประชาชนและเป็นอุปสรรคต่อการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันให้กับประเทศ โดยเฉพาะการที่ไทยต้องเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี(AEC) ในอนาคตอันใกล้นี้ 
        นางมัณฑนา มิลน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 โดยร่างฉบับแรกได้ผ่านความเห็นชอบของครม.และเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา(สคก.) พิจารณา ทาง สคก.มีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงแก้ไขร่างใหม่ โดยแยกให้ชัดเจนระหว่างหลักการด้านการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่และการอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรมพืช กรมวิชาการเกษตรจึงได้ยกร่างพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ตามข้อเสนอของ สคก. โดยได้แยกหมวดหมู่เกี่ยวกับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่พื้นเมืองเฉพาะถิ่น พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
          ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้มีการปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่และขยายฐานพันธุกรรมพืชเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันทำให้การคุ้มครองพันธุ์พืชป่า พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป และพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเอื้อต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางทรัพยากรพันธุกรรมพืชให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
          นอกจากนั้น ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรมพืชในชุมชน โดยชุมชนสามารถนำพันธุ์พืชใดๆ ก็ได้ ที่ชุมชนพิจารณาว่ามีศักยภาพในการแข่งขันมาขอขึ้นทะเบียนได้ หากมีการนำพันธุ์พืชที่ขึ้นทะเบียนไว้ไปศึกษาวิจัยและเกิดประโยชน์ทางการค้า ชุมชนจะได้รับการแบ่งปันผลประโยชน์โดยตรง ที่สำคัญยังเป็นการเตรียมพร้อมสนับสนุนประเทศไทยในการเข้าสู่ AEC รวมทั้งให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกเมล็ดพันธุ์ (Seed Hub) ของอาเซียนในอนาคตด้วย “กรมวิชาการเกษตรขอยืนยันว่า การปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชครั้งนี้ ยังคงสิทธิเกษตรกร สิทธิชุมชน และการแบ่งปันผลประโยชน์ไว้เช่นเดิม ไม่ได้เอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการเกษตรมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศหรือเกษตรกร”

          ทางด้าน นางชุติมา รัตนเสถียร ผู้เชี่ยวชาญด้านคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สาระสำคัญของการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เฉพาะที่เป็นองค์ประกอบของพันธุ์พืชใหม่เท่านั้น ทั้งยังกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว พร้อมกำหนดแนวทางการใช้ประโยชน์พืชพื้นเมืองทั่วไป พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น และพืชป่า รวมถึงการขึ้นทะเบียนชุมชนและสิทธิชุมชน และยังมีการปรับปรุงคณะกรรมการเพื่อความเหมาะสมในการให้คำแนะนำรัฐมนตรี เพื่อออกกฎระเบียบและปฏิบัติตามพ.ร.บ.นี้ ขณะเดียวกันยังกำหนดอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน
          เบื้องต้นกรมวิชาการเกษตรแก้ไขและเพิ่มเติมคำนิยามต่างๆ อาทิ ทรัพยากรพันธุกรรม สารพันธุกรรมพืชป่า พืชพื้นเมืองทั่วไป สภาพทางพันธุกรรม และนักปรับปรุงพันธุ์พืช ให้มีความเหมาะสม และเกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งยังได้แก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาด้านการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ให้มีความเหมาะสม เพื่ออำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้นักปรับปรุงพันธุ์พืช มายื่นจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์และพัฒนาการใช้ประโยชน์จากพืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น พืชพื้นเมืองทั่วไปและพืชป่า พร้อมส่งเสริมและกระตุ้นให้ชุมชนเกิดความตื่นตัวและมีส่วนร่วมในการดูแลบำรุงรักษาอนุรักษ์และใช้ประโยชน์พันธุ์พืชอย่างยั่งยืน
          หลักเกณฑ์การตั้งชื่อพันธุ์พืชที่ขอจดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชใหม่ เป็นเรื่องสำคัญที่กำหนดไว้ในร่างพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ เพื่อป้องกันการลักลอบกรณีที่นำพันธุ์พืชใหม่ที่จดทะเบียนแล้วไปจดทะเบียนซ้ำในชื่ออื่นทั้งในและต่างประเทศ แม้จะหมดระยะเวลาในการคุ้มครอง ชื่อพันธุ์พืชนั้นก็คงเป็นชื่อเดิม และเพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์ความตรงตามพันธุ์ ซึ่งจะช่วยปกป้องเกษตรกรและผู้บริโภคจากการละเมิดสิทธิ ในการนำพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับความคุ้มครองไปผลิตและจำหน่ายอย่างไม่ถูกต้องและไม่ได้มาตรฐานตามกฎหมาย
          นางชุติมา กล่าวด้วยว่า อายุหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ควรเป็นไปตามหลักที่ประเทศส่วนใหญ่ใช้กันอยู่ อาทิ ประเทศมาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่กำหนดอายุการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ไว้ที่ 20 ปี และ 25 ปี ขณะที่กฎหมายเดิมของไทยให้การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ที่ขอจดทะเบียนอยู่ที่ 12, 17 และ 27 ปี ซึ่งอาจทำให้นักปรับปรุงพันธุ์พืชของไทยเสียเปรียบได้ สำหรับสิทธิของผู้ทรงสิทธิในพันธุ์พืชใหม่นั้น ได้ปรับปรุงให้เกิดความชัดเจนและแยกแต่ละเรื่องออกจากกัน เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ โดยมีการเพิ่มเติมการคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืชในพันธุ์พืชใหม่ให้ครอบคลุมถึงผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ และเพื่อป้องกันการขโมยพันธุกรรมพืชของประเทศ
          อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรอยู่ระหว่างเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณา ก่อนเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้พิจารณาเห็นชอบ และนำไปสู่ขั้นตอนกฤษฎีกาแล้วเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึงจะประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายของประเทศได้ หากไทยไม่สามารถประกาศใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ได้ก่อนที่จะเปิด AEC เกรงว่า นักลงทุนจะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชเกื้อหนุนการผลิตและการค้ามากกว่า เช่น ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นต้น

 

ที่มา : แนวหน้าออนไลน์ 30 ส.ค.56