วิถีชีวิตชุมชน ถูกซัดหายไปจากการพัฒนา


          ไม่มีใครไม่ต้องการความเจริญ แต่เมื่อความเจริญเดินไปผิดลู่ผิดทาง จึงคล้ายเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำลายคุณค่ามากมายแม้แต่วิถีชีวิตดั้งเดิมจนไม่เหลือซาก
          ภาพสื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไปจนถึงภาพถ่ายที่นักเดินทางและช่างภาพหลายคนเคยบันทึกไว้ ทำให้ภาพจำของ 'ทวาย' ไม่แตกต่างจากดินแดนสวรรค์อันอุดมสมบูรณ์ด้วยแมกไม้ ป่าเขา แม่น้ำ ทะเล และวิถีชีวิตแบบพื้นบ้านที่หาที่ไหนไม่ได้แล้วในโลกทุนนิยมใบนี้
          อาจด้วยสภาพภูมิประเทศที่ส่วนมากเป็นป่าเขา และมีทั้งแม่น้ำสายใหญ่คอยหล่อเลี้ยงให้ทวายเป็นดินแดนที่ชุ่มชื้นตลอดทั้งปี มิหนำซ้ำยังมีทรัพยากรทางทะเลให้ชาวทวายได้บริโภคกันชนิดไม่น่าจะมีวันหมด เรียกได้ว่า "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" ก็คงไม่ผิดนัก
          แต่เหมือนเปลวไฟกำลังเผาไหม้ภาพเหล่านั้นเป็นจุณ เพราะทวายในวันนี้ต้องต่อสู้กับความเจริญที่ทั้งคนนอกและคนในพยายามยัดเยียดให้ โดยไม่ถามสักคำว่าชาวทวายอยากได้มันหรือไม่...

ถนนสู่ความเจริญ?

          หลังพ้นพรมแดนไทย - เมียนมาร์ ที่ด่านบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี คล้ายเป็นโลกอีกใบหนึ่ง เพราะถนนลาดยางมะตอยสีดำและราบเรียบกำลังเปลี่ยนเป็นถนนสีขาวที่ลากเลื้อยไปบนแนวเขาหลายต่อหลายลูก เพื่อไปยังจุดหมายใดจุดหมายหนึ่ง
          ถึงแม้สองข้างทางยังมีภาพแม่น้ำและป่าเขาให้ได้เห็นเรื่อยๆ แต่ด้วยสภาพถนนเต็มไปด้วยหลุมบ่อและกองหินที่รอการก่อสร้างเป็นถนนสายนี้จนเสร็จสมบูรณ์ก็ไม่ได้ชวนให้ชื่นชมบรรยากาศริมทางด้วยชื่นใจนัก เพียงแค่มองออกไปก็พอจะรู้ว่าทั้งฝุ่นผงที่ฟุ้งกระจายและไอแดดที่ส่องลงพื้นถนนสีขาวๆ โดยปราศจากร่มไม้ช่วยกรองนั้นแย่แค่ไหน
          นั่นคือหลักฐานชิ้นสำคัญอันประจักษ์ว่าการเข้ามาของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างแก่เมืองทวายที่เคยสงบเงียบและเรียบง่ายแห่งนี้
          ประเทศเมียนมาร์ซึ่งปิดประเทศมานานเกือบห้าทศวรรษเป็นหนึ่งสาเหตุให้ทรัพยากรของเมียนมาร์ค่อนข้างสมบูรณ์ เมื่อรัฐบาลเมียนมาร์ตัดสินใจเปิดประเทศจึงเป็นที่หมายปองจากนานาประเทศ แน่นอนว่าไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านักลงทุนรู้สึกว่าถึงเวลาเข้าไปหาผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด เมียนมาร์จึงได้ฉายาจากนักลงทุนต่างชาติว่า "ดินแดนสวรรค์, ดาวจรัสแสงดวงใหม่, เพชรน้ำงาม, สาวเนื้อหอม" ซึ่งนัยยะของฉายาเหล่านี้ก็พอจะเดากันได้...
          และกลุ่มทุนไทยก็เช่นเดียวกัน ในปี 2553 บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้ทำสัญญากับการท่าเรือของเมียนมาร์เพื่อรับสิทธิพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย รวมทั้งนิคมอุตสาหกรรมและเส้นทางคมนาคมเชื่อมระหว่างประเทศไทยกับเมียนมาร์...ถนนคลุกฝุ่นสายนี้
          จากการเสวนาวิชาการเรื่อง 'โครงการท่าเรือน้ำลึกทวายมองให้ไกลกว่าผลประโยชน์' โดย วีรวัธน์ ธีรประสาธน์ ประธานมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2555 มีข้อมูลว่าชาวบ้านระบุว่าตั้งแต่บริษัทเข้ามาปักหลักในพื้นที่ พวกเขาก็เริ่มทำมาหากินลำบาก และใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้ดังเดิม เช่น ปลูกพืชผลตามฤดูกาลไม่ได้ ถูกจำกัดพื้นที่เพาะปลูก หรือมีเจ้าหน้าที่โครงการแจ้งให้ย้ายไปปลูกที่อื่น
          ถนนของหมู่บ้านถูกรถบรรทุกขนาดใหญ่สัญจรไปมาตลอดเวลาจนสภาพใช้การไม่ได้โดยเฉพาะในฤดูฝน ส่วนในหน้าแล้งก็เกิดปัญหาฝุ่นคลุ้งตลบไปทั่ว...
          นับจากข้อมูลที่ประธานมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติได้อธิบายไว้ล่วงมาถึงต้นปี 2557 สภาพถนนดังกล่าวก็ยังไม่แตกต่างจากเดิมนัก และภาพที่น่าเวทนาอีกอย่างนอกจากโรคทางเดินหายใจจากฝุ่นผงที่ชาวบ้านต้องได้รับ ก็คืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านซึ่งขี่จักรยานยนต์บนถนน 'หลุมดวงจันทร์' แล้วพลาดพุ่งตกข้างทางต่อหน้าต่อตาเรา

'มาบตาพุด - ทวาย' แฝดมรณะ!

          ปฏิเสธไม่ได้ว่าตั้งแต่ได้ยินชื่อโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตนิคมอุตสาหกรรมทวาย ชวนสร้างจินตนาการว่าเป็น 'อภิมหาโครงการ' ที่จะสร้าง 'อภิมหาความเจริญ' และหลายคนเข้าใจว่าโครงการเหล่านี้สำเร็จแล้ว แต่ล่าสุดความคืบหน้าของโครงการท่าเรือน้ำลึกยังไปไม่ถึงดวงดาว ไม่แตกต่างจากถนนดวงจันทร์ที่จะลากโยงไปหากันนั่นเอง
          "ตอนนี้เมียนมาร์เปิดประเทศ แต่ว่าสิ่งที่เข้ามาและได้ประโยชน์มากกว่า เป็นนักลงทุนครับไม่ใช่ประชาชน โครงการท่าเรือน้ำลึกทวายเป็นโครงการยักษ์ใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จริงๆ โครงการท่าเรือน้ำลึกทวายไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อ 15 ปีก่อนมีโครงการวางท่อก๊าซมาจากยานาดาไปที่เมืองไทย โครงการเหล่านี้ทำให้ประชากรหลายหมู่บ้านนับหมื่นคนต้องอพยพไปจากพื้นที่ และที่นี่ก็มีปัญหาเกี่ยวกับโครงการสร้างถนนใหญ่และเขื่อน ถ้าทุกอย่างสำเร็จประชาชนต้องอพยพหมด นอกจากนี้พื้นที่นี้ยังเป็นพื้นที่ทับซ้อนระหว่างรัฐบาล KNU กับรัฐบาลเมียนมาร์ ทำให้เมื่อชาวบ้านเรียกร้องสิทธิก็มักถูกปัดความรับผิดชอบจากสองรัฐบาล" Thant Zin ผู้จัดการโครงการสมาคมพัฒนาทวาย (DDA) เล่าให้ฟัง
          คนไทยคงจะทราบดีว่าบ้านเราก็มีท่าเรือน้ำลึกคล้ายๆ แบบนี้เช่นกัน นั่นคือ ท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งในช่วง 6-7 ปีผ่านมา จากข้อมูลข่าวสาร และความเคลื่อนไหวขององค์กรอนุรักษ์ หรือองค์กรพัฒนาเอกชน ชี้ให้เห็นแล้วว่า การพัฒนา 'อีสเทิร์นซีบอร์ด' ล้มเหลวและก่อปัญหามากมายแค่ไหน โดยเฉพาะเรื่องมลภาวะที่เกิดขึ้นจนลุกลามกระทบไปทั่ว
          แต่ที่น่าตระหนกไปกว่าคือท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย หากเสร็จจะใหญ่กว่าที่มาบตาพุดถึง 10 เท่า มิหนำซ้ำยังลอกแบบกันไปชนิดเป็นแฝดคนละฝา คิดกันเล่นๆ ว่ามาบตาพุดสร้างความเสียหายเท่าใดก็ต้องคูณ 10 เข้าไปสำหรับท่าเรือน้ำลึกทวาย
          "มาบตาพุดเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือไม่ มีรัฐบาลไหน มีนักการเมืองหรือผู้ที่เกี่ยวข้องคนไหนบ้างที่กล้าบอกว่ามาบตาพุดเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน แล้วคุณเอา 10 เท่าของมาบตาพุดไปไว้ที่ทวาย มันยั่งยืนหรือ เพราะมันขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง ถามว่ารักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือเปล่า EIA ของทวายยังไม่มีเลย จะเกิดผลกระทบอะไรกับทรัพยากรและพื้นที่เกษตรที่สมบูรณ์ในทวาย มีการศึกษาหรือไม่ มันเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมไหม มีการรักษาคุณภาพชีวิตไหม มันไม่มีทั้งสิ้น" วีรวัธน์ ธีรประสาธน์ เคยให้ข้อมูลนี้ไว้
          นับเป็นภาพที่น่ากลัวเกินจินตนาการหากอภิมหาโครงการนี้สำเร็จ แต่น่าแปลกที่ช่วงต้นโครงการกลับไม่มีเสียงคัดค้านจากชาวบ้านเลย ทว่าถึงวันนี้ไม่เป็นอย่างที่เคย เพราะชาวบ้านมือเปล่ากำลังรวมตัวรวมใจกันต่อสู้กับอำนาจทุนนิยมที่บ้าคลั่งและถั่งโถมอย่างสุดชีวิต

จุดพลังด้วยวังปลา

          ในเมียนมาร์เราจะเห็นคนเคี้ยวหมากกันเป็นปกติวิสัย โดยเฉพาะเมืองชนบทหรือห่างไกลจากความเจริญทางวัตถุอย่างทวาย หนึ่งในผลิตผลขึ้นชื่อของทวายจึงเป็นอื่นไม่ได้นอกจากหมากคุณภาพดี ตั้งแต่เด็กจนถึงวัยชราต่างเคี้ยวหมากและบ้วนน้ำหมากให้เห็นจนชินตา พื้นดินที่นี่จึงมีรอยแดงๆ เปรอะไปทั่ว แต่อีกไม่นานร่องรอยน้ำหมากอาจถูกกลบด้วยปูนซีเมนต์ หรือหากเลวร้ายกว่านั้นที่นี่อาจไม่มีชาวทวายดั้งเดิมอาศัยอยู่เพราะถูกขับไล่
          เมื่อปัญหามาเคาะประตูบ้าน ชาวทวายซึ่งส่วนหนึ่งคือชาวกะเหรี่ยง KNU จึงไม่ทนรอให้ถูกกระทำเหมือนที่พวกเขาเคยพิพาทกับรัฐบาลทหารของเมียนมาร์ จนกระทั่งพื้นที่ทวาย - มะริด กลายเป็นทุ่งสังหารนานหลายปี
          แต่ทันทีที่เสียงปืนสงบลง ความเข้าใจแรกคือสันติสุขจะคืนสู่แผ่นดินนี้อีกครั้ง ทว่า ไม่ใช่เลย เพราะการเจรจาหยุดยิงจากรัฐ คือการเปิดทางให้ทุนต่างชาติเข้ามาได้โดยสะดวก
          เมื่อวันที่ 5 ก.พ.2557 ที่ผ่านมาจึงเกิดกิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นพลังของชาวบ้านที่พร้อมใจกันประกาศว่าจะไม่ยอมให้ใครเข้ามาตักตวงผลประโยชน์จากบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขาเด็ดขาด...
          บนหาดทรายริมแม่น้ำกะมอทเวย์ ชาวบ้านจาก 20 หมู่บ้านทั้งเดินเท้าและล่องเรือมาจากหมู่บ้านของตน รวมตัวกันโดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นใครหรือนับถือศาสนาอะไร เพราะพวกเขามีจุดประสงค์เดียวคือทวงคืนสายน้ำและชีวิตผ่านสัญลักษณ์ 'พิธีเลี้ยงปลา'
          "ชีวิตคนที่นี่อยู่กับแม่น้ำ ไม่แตกต่างจากปลา พอพวกเขามาสร้างถนน สร้างเหมือง สร้างท่าเรือ ที่นี่ก้ไม่เหมือนเดิม ปลาบางชนิดก็ใกล้สูญพันธุ์ ชีวิตของคนที่นี่ก็เหมือนปลาครับ...ใกล้สูญพันธุ์" ซิ่ง เด็กหนุ่มวัย 17 ปี จากบ้านกะแรกิ เล่าให้ฟังด้วยภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำเพราะเขาเคยไปเรียนที่กาญจนบุรีถึง 7-8 ปี
          "เมื่อก่อนป่าที่นี่มีเก้ง มีกวาง มีกระต่าย แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีให้เห็นแล้ว" พอถามต่อว่าเพราะชาวบ้านจับกินจึงหมดหรือเปล่า ซิ่งรีบสวนทันควันว่าถ้าชาวบ้านกินจะไม่มีวันหมด แต่การเข้ามาทำลายป่าเพื่อสร้างนู่นสร้างนี่สัตว์ป่าก็หนีไปอยู่ฝั่งหนึ่งที่ยังสมบูรณ์อยู่
          กิจกรรมที่เกิดขึ้นบนหาดทรายริมน้ำนอกจากชาวบ้านได้มาพบปะสังสันท์กันแล้ว พิธีการก็ทำให้คนภายนอกขนลุกขนชันได้ทีเดียว เพราะจากปากคำของซิ่ง ชาวบ้านที่มารวมตัวกันนี้มาด้วยใจ และแต่ละคนนับถือศาสนาแตกต่างกัน ทว่า เมื่อถึงพิธีกรรมของศาสนาใดทุกคนจะพร้อมใจกันร่วมพิธีอย่างเต็มใจ และทรงพลัง
          "พวกเราต้องดูแลต้นไม้ กอไผ่ ใบหญ้า ที่ถูกตัดไป พวกเราต้องดูแลไม่ให้มันสูญหายไป และเมื่อก่อนน้ำไม่เคยขุ่น แต่เดี๋ยวนี้น้ำขุ่น และน้ำท่วมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คนโบราณมีคำพูดหนึ่งว่า...คนเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยใส่ใจคำของคนโบราณ สิ่งที่พระเจ้าสร้างกำลังสูญหายไป แม่น้ำที่ไม่เคยตื้นเขินก็ตื้นเขิน แม่น้ำที่ไม่ควรลึกก็ลึกกว่าที่เคยเป็น มีคนมาทำลายแผ่นดินของเรา มีคนมาทำลายแม่น้ำของเรา พวกเราต่างรู้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไรและเพราะใคร แต่พวกเราจะดูแลรักษามันให้ลูกหลานได้อยู่อาศัย ได้ใช้ประโยชน์ แต่ถ้าต้นไม้ กอไผ่หายไปเราจะโทษพระเจ้าไม่ได้" นายทหารใหญ่ของ KNU (สงวนชื่อ) กล่าวต่อหน้าชาวบ้าน
          นอกจากนี้ แฟรงกี้ นักพัฒนาสังคมชาวย่างกุ้งยังเล่าเสริมภายหลังว่า...
          "คนที่นี่อยู่ได้เพราะมีน้ำที่ดี แต่ในปี 2013 เราทำวิจัยพบว่ามีปลามากกว่า 79 ชนิด อยู่ในแม่น้ำที่นี่ ความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติถ้าเราไม่รักษา ถ้ามีโครงการก่อสร้างต่างๆ เข้ามาปลาจะหายไป เราจึงทำเป็น 'วังปลา' ชาวบ้านก็คุยกัน เพราะถ้าเราไม่ทำที่นี่ รอบๆ แม่น้ำกะมอทเวย์มีกิจการเยอะ ทั้งเหมืองแร่ ตัดไม้ทำลายป่า ถ้าชาวบ้านรวมตัวและให้ความสำคัญต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมก็จะเป็นพลัง อย่างน้อยคนที่จะเข้ามาทำอะไรก็ได้ เขาต้องระมัดระวังด้วย"
          เรื่องราวของท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย, แม่น้ำ, ป่าไม้ และชาวบ้าน จึงเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนให้มากถึงมากที่สุด เพราะไม่ใช่แค่ความเจริญแบบฉาบฉวยจะมาแปรเปลี่ยนหลายอย่าง แต่อาจเป็นการฉกฉวยไปจนถึงทำลายทุกสิ่งที่เป็นทวาย
          ด้วยขนาดโครงการใหญ่กว่ามาบตาพุด 10 เท่า ความเสียหายจากความไม่รับผิดชอบอาจไม่ใช่แค่ 10 เท่า แม้แต่หมากสักต้นหรือสักผลเดียวก็อาจไม่เหลือ...ยังไม่ต้องกล่าวถึงชีวิตชาวทวายเลย

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ  5 มี.ค.57