หมอพื้นบ้านไทยดีเด่นแห่งชาติ “พรมมา แสงชมภู”

                 

          ในพื้นที่ชุมชนกุดหว้า อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ยังคงมีหมอพื้นบ้านที่ใช้สมุนไพรในการรักษาผู้ป่วยแต่ละครอบครัวและชุมชนมายาวนานกว่า 63 ปี จนเป็นที่ยอมรับนับถือของผู้คนโดยทั่วไป และเรียกขานหมอพื้นบ้านว่า “หมอพรมมา แสงชมภู” ซึ่งปัจจุบันมีอายุถึง 86 ปีแล้ว แต่ยังคงยืนหยัดใช้ความรู้ที่ตนมีรักษาผู้ป่วยต่อไป     
          ความรู้ความชำนาญของ “หมอพรมมา” นั้น เป็นที่พึ่งของคนชุมชนกุดหว้าและชุมชนใกล้เคียง ซึ่งกรรมการวิชาชีพสาขาแพทย์แผนไทยได้ประเมินแล้ว และได้มอบใบประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนไทย ประเภทเวชกรรมไทยให้แก่ “หมอพรมมา” เมื่อปี 2554 ถือเป็นการการันตีความสามารถของหมอพื้นบ้านแห่งเมืองกาฬสินธุ์หรือเมืองน้ำดำว่าเป็นของแท้ ไม่มีหลอกลวง    
          ล่าสุด กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ก็ได้มอบรางวัลและเกียรติบัตรหมอไทยดีเด่นประจำปี 2558 ให้แก่ หมอพรมมา ภายในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 12 ด้วย โดย หมอพรมมา กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจที่ได้รับรางวัลนี้ เพราะในการให้การรักษาคนป่วยก็ตั้งใจว่าจะหายาสมุนไพรให้ลูกหลานกิน 
          สำหรับความชำนาญในการรักษาของหมอพรมมานั้น เจ้าตัวระบุว่า ชำนาญในการรักษาโรคสตรี (ประจำเดือนผิดปกติ ตกขาว ยาบำรุงน้ำนมในสตรีหลังคลอด) โรคกระเพาะอาหาร โรคนิ่วในไต โรคหอบหืด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคตับ โรคริดสีดวงทวาร และอาการไข้ต่างๆ เป็นต้น โดยส่วนใหญ่จะใช้สมุนไพรเป็นตำรับยาต้มและยาฝน แต่ก่อนรักษานั้นจะต้องถามผู้ป่วยก่อนว่า แพทย์แผนปัจจุบันวินิจฉัยว่าป่วยเป็นอะไรก่อน จากนั้นจึงตรวจโดยการดูลักษณะทางกายภาพของผู้ป่วย ซักถามอาการป่วยจากตัวผู้ป่วยและญาติ จึงจัดยาและให้คำแนะนำต่างๆ   
          ประสบการณ์การรักษาที่สั่งสมมากว่า 63 ปี จึงทำให้หมอพรมมาเป็นที่ยอมรับ โดยแต่ละเดือนมีผู้ป่วยมาขอให้หมอรมมารักษาเฉลี่ยประมาณเดือนละ 50 คน สำหรับจุดเริ่มต้นของการประสิทธิประศาสตร์ความรู้ด้านนี้ หมอพรมมา เล่าว่า เริ่มตั้งแต่เมื่ออายุ 11 ปี หลังจากเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก็ได้บวชเป็นสามเณรที่วัดป่ากุดหว้า ขณะที่บวชได้ศึกษาธรรมมะและยาสมุนไพรจากตำราใบลานที่เขียนด้วยอักษรธรรมและอักษรลาว จากหลวงปู่เสน และได้ช่วยเตรียมยาสมุนไพรในการรักษาคนป่วยในชุมชน จนกระทั่งหลวงปู่เสนมรณภาพ จึงรับการรักษาเองจนอายุ 23 ปี จึงลาสิกขา และยังคงใช้ยาสมุนไพรรักษาผู้คนเรื่อยมา  
          ส่วนการดำเนินงานในปัจจุบัน เพื่อสืบสานภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรรักษาผู้ป่วยให้คงอยู่ต่อไป หมอพรมมา กล่าวว่า ได้ตั้ง “กลุ่มสมุนไพรขันติธรรม” ขึ้น เพื่อถ่ายทอดภูมิปัญญาความรู้เรื่องตำรับสมุนไพรให้กับชาวบ้านในตำบลกุดหว้า เพราะตัวยาที่ใช้นั้นเป็นสมุนไพรที่มีอยู่ในท้องถิ่นของชุมชนกุดหว้าเกือบทั้งหมด และการปรุงยาของตนก็เป็นกรรมวิธีง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ควรแก่การสืบทอดองค์ความรู้ รวมทั้งเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ป่าชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติท้องถิ่น ในการใช้เป็นอาหาร เครื่องใช้ และยารักษาโรค   
         “อยากถ่ายทอดให้คนในท้องถิ่นเรียนรู้วิธีการเก็บยา การใช้ยาอย่างยั่งยืน คือ เก็บบางส่วนเอาเฉพาะที่ต้องการ โดยไม่ทำลายต้นไม้ หรือสัตว์ป่า และมีการปลูกทดแทนอยู่เสมอ เพื่อต่อไปในอนาคตคนชุมชนต้องสามารถดูแลสุขภาพตัวเองด้วยยาสมุนไพร โดยการปลูกสมุนไพรไว้ใช้ทุกหลังคาเรือน และสามารถดูแลสุขภาพยามเจ็บป่วยเบื้องต้นให้คนในครอบครัวได้ อีกทั้งยังอยากให้สืบทอดภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านให้แก่ชนรุ่นหลังไว้ให้คงอยู่สืบไป”    
         นอกจากนี้ หมอพรมมา ยังเป็นผู้สูงอายุต้นแบบของชุมชนและได้รับการยกย่องเป็นคนดีศรีสาธารณสุขกุดหว้าด้านการแพทย์แผนไทยด้วย โดยเคล็ดลับการมีอายุยืนของหมอพรมมา คือ รับประทานแต่ผัก และผลไม้พื้นบ้าน งดเว้นเนื้อสัตว์ ปฏิบัติธรรม ทำให้สุขภาพแข็งแรง ซึ่งนอกจากการเป็นบุคคลต้นแบบแล้ว ที่บ้านของหมอพรมมา ยังเป็นแหล่งเรียนรู้สมุนไพรของชุมชนกุดหว้า เนื่องจากบริเวณบ้านได้ปลูกสมุนไพรไว้มากมายหลายชนิด เป็นผู้ให้ความรู้แก่หน่วยงาน นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เยาวชนที่ท้องถิ่น หรือบุคคลที่สนใจเรื่องสมุนไพร มีการแปลคัมภีร์ใบลานเกี่ยวกับสมุนไพรของหลวงปู่เสน เป็นการถอดตำรับยาออกจากคัมภีร์ และยังเป็นผู้ให้องค์ความรู้แก่นักศึกษาปริญญาโท คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เรื่อง “การศึกษาภูมิปัญญาหมอยาฝนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย” ด้วย

 

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 ก.ย.2558