ประเทศไทยวันพรุ่ง "ศูนย์กลางแห่งความอยู่ดีมีสุขของโลก"
นอกจากขยายและเพิ่มพลังทุนนิยมรากหญ้าจะเป็นคำตอบแล้ว ทางกลับกัน จะทำอย่างไรให้องค์กรธุรกิจระดับชาติที่ทำตลาดในระบบทุนนิยมกระแสหลัก ลดดีกรีความเป็นทุนนิยมสามานย์ลง อาจทำได้ด้วยการแก้ไขกฎหมาย แต่ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ การชี้ให้ภาคธุรกิจได้เห็นทางเลือกที่ดีกว่า ด้วยการเผยแพร่วิธีคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว วิธีคิดแบบนี้สามารถแสวงหากำไรได้ แทนที่จะไป "เหยียบตาปลา" ทำให้พวกเขาเสียผลประโยชน์
จังหวะนี้เหมาะมากที่เราจะช่วยกันเผยแพร่แนวคิดการทำธุรกิจแบบ "triple bottom line" ซึ่งหมายถึง การพัฒนาบนความสมดุลของ 3 P อันได้แก่ P-People P-Planet P-Profit
เหล่านี้คือการทำธุรกิจเพื่อสังคม (Social Business) ที่หมายถึง กิจการแสวงหากำไรที่มีเป้าหมายทางสังคม ซึ่งกำลังเป็นที่ขานรับของภาคธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ดังการให้บริการสินค้าและบริการที่เป็นมิตรด้านสิ่งแวดล้อม
"ภาคธุรกิจเป็นภาคที่มีทรัพยากรมากที่สุด ถ้าภาคธุรกิจไม่ทำก็ไม่เกิดผล"
อีกขาหนึ่งคือการปรับโครงสร้างระบบตลาด ที่ภาคธุรกิจจะต้องค้นหาและบุกเบิกสร้างตลาดฐานพีระมิด (BOP-Bottom of Pyramid) ให้กว้างขึ้น เน้นการให้บริการในปริมาณมาก คุณภาพสูง และมีสังคมเป็นหัวใจสำคัญ ถึงจะนำไปสู่คำตอบเรื่องการสร้างตลาดภายในประเทศได้อย่างยั่งยืน
ถามว่าขนาดของตลาดคนจนมีแนวโน้มใหญ่แค่ไหน เมื่อเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจโลกหรือคุ้มค่าที่ภาคธุรกิจจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์หรือไม่ สฤณีบอกว่าถ้าตั้งใจพัฒนาโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมไม่ควรพุ่งเป้าไปที่ "ขนาด" ของตลาด แต่ควรเพ่งมองไปยัง "ผลกระทบ" ต่อ "ผู้คน"
"ถ้าเราให้ความสำคัญกับสเกล รับรองได้ว่า ทุกอย่างจะกลับมาเป็นปัญหาอีหรอบเดิม"
สำหรับจุดยืนระบบเศรษฐกิจไทยวันพรุ่งนั้น ?
เห็นโมเดลของเศรษฐกิจประเทศไทยวันพรุ่งที่ควรจะเป็นคือ "Well Being Center of the World" หรือ "ศูนย์กลางแห่งความอยู่ดีมีสุขของโลก" เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ มีฐานมั่นด้านศาสนาและจิตใจ รวมทั้งค่านิยมของการมีใจบริการ
นิยามของ "Well Being" ในมิติของระบบเศรษฐกิจหมายถึง การส่งเสริมธุรกิจสะอาด อาทิเช่น เกษตรอินทรีย์ พืชสมุนไพร อาหารออร์แกนิก ท่องเที่ยวชุมชน หรือการส่งเสริมสินค้าวัฒนธรรม ตลอดจนการปฏิบัติธรรม เป็นต้น ถ้าวาง Positioning ประเทศไทยเป็นแบบนี้ เป้าหมายอันดับแรกที่สำคัญที่สุด ก็คือ เพื่อให้คนไทย "ส่วนใหญ่" ได้รับผลประโยชน์ในทางยั่งยืนมากกว่าที่ผ่านมา นั่นหมายความว่า โมเดลธุรกิจนี้จะต้องช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ตามมา ก็คือ โมเดลนี้เกี่ยวพันกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนค่อนข้างมาก จำเป็นที่รัฐต้องเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับคนทุกฝ่าย
ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสินค้าสาธารณะ ทำอย่างไรที่จะบริหารให้เกิดประโยชน์ต่อคนระดับรากหญ้า ไม่ใช่มีแค่คนรวยสิบเปอร์เซ็นต์และผู้ใช้บริการได้ประโยชน์
กระบวนการสำคัญในการบริหารและจัดสรรความเป็นธรรมที่เป็นไปได้ คือ การใช้โมเดลของกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) มาจับ ซึ่งหมายถึง การใช้วิธีคิดทางธุรกิจในการแก้ปัญหาสังคม
ที่มา : สฤณี อาชวานันทกุล
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
8 มกราคม 2553










