อยากกินผักจนต้องซื้อเงินผ่อน!
แต่ไหนแต่ไร ครอบครัวของเราไม่นิยมของเงินผ่อน จนมาพบของดีที่เราอยากได้มานาน...ในเมื่อไม่มีเงินก้อน แต่เขาให้ผ่อนได้ เกียรติภูมิที่เคยสะสมไว้จึงถึงคราแตกกระจายทันที เพราะประเมินแล้วฟันธงได้ว่า คุ้มเกินคุ้ม...
ของดีที่ว่า ก็คือ ผักสดนานาพันธุ์จาก “โครงการผักประสานใจ ผู้ผลิตเพื่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม” หรือเรียกกันย่อ ๆ ในหมู่สมาชิกว่า CSA โดยปลูกกันใน ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ บ้านป่าคู้ล่าง ต.สมเด็จเจริญ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี นี่เอง
เอ! แล้ว CSA นี่มันอะไรกัน ...
ขอไขคำตอบแบบคร่าว ๆ นะคะ CSA ย่อมาจาก Community Supported Agriculture แปลไทยตรง ๆ ก็คือ ชุมชนให้การสนับสนุนการเกษตร ... ส่วนรายละเอียดว่า CSA เริ่มมาจากไหน อย่างไร ในเมืองไทยมีกี่ที่ ฯลฯ ขอยกยอดไปพูดในอนาคตเมื่อมีโอกาสอันควร สำหรับครั้งนี้ขออธิบายถึง CSA บ้านป่าคู้ล่างเท่านั้น เพื่อความกระชับฉับไว (ถ้าสนใจ ค่อยสอบถามกันนอกรอบได้ค่ะ)
CSA ป่าคู้ล่าง ต่อเนื่องมาจาก CSA ของกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ที่เริ่มขึ้นเมื่อปี 2547 ในยามนั้นมีเกษตรกร ๓-๔ ราย ร่วมกันปลูกผักอินทรีย์ ทุกวันเสาร์จะตัดผักบรรจุถุงขนขึ้นรถขับออกจากหมู่บ้านตั้งแต่ตีสอง วันอาทิตย์ เพื่อส่งให้ผู้บริโภค ๓-๔ คน ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งจ่ายเงินล่วงหน้า ๑ ปี ให้เกษตรกรเพื่อเป็นทุนปลูกผักและมีกำไรเล็กน้อยไว้เป็นรายได้ รวมถึงเป็นกำลังใจให้เกษตรกรก้าวต่อไปบนหนทางเกษตรอินทรีย์
แต่หนทางนี้ช่างยากลำบาก !!! ... เกษตรกรบางรายหันกลับไปทำเกษตรเคมีเหมือนเดิม ผู้บริโภคบางคนก็ย้ายถิ่นที่อยู่จึงต้องเลิกรับผักไปโดยปริยาย แต่ขณะเดียวกันนั้นก็มีเกษตรกรรายใหม่ ๆ สมัครใจเข้ามาสู่ระบบนี้มากขึ้น เหมือน ๆ กับที่มีผู้บริโภครายใหม่ก้าวเข้ามาเป็นกำลังใจให้กับพวกเขาอย่างต่อเนื่อง
ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ มาถึงปัจจุบัน CSA เริ่มมั่นคงมากขึ้น ด้วยจำนวนสมาชิกฝั่งเกษตรกรผู้ผลิตราว ๑๐ ราย ที่อยู่กับระบบไม่หนีหายไปไหน โดยส่วนใหญ่คือเกษตรกรในพื้นที่บ้านป่าคู้ล่างนั่นเอง ขณะที่สมาชิกฝั่งผู้บริโภคราว ๒๐ คนก็เหนียวแน่นมั่นคงอยู่ร่วมกันมากว่า ๓ ปีเข้าไปแล้ว อีกทั้งระหว่างนี้ก็มีผู้บริโภคหน้าใหม่สมัครเข้ามาร่วมประสานใจกันอยู่เรื่อย นับรวมถึงปัจจุบันไม่ต่ำกว่า ๔๕ ราย ... เป็นตัวเลขที่ทำให้เกษตรกรมีกำลังใจทำเกษตรอินทรีย์ต่อไปได้
คุณนายฯ เองก็เป็นผู้บริโภคหน้าใหม่กับเขาด้วย เพิ่งเริ่มรับผักเมื่อกลางปี ๒๕๕๐ นี้เองค่ะ โดยใช้ระบบจ่ายปีละ ๓ งวด ตามประสาคนมีฐานะ(ยากจน) ^_^ ๕๕๕ เมื่อต่างก็ช่วยเหลือให้กำลังใจ ประสานใจกันขนาดนี้ จึงมีการเยี่ยมเยือนระหว่างกันเสมอ ๆ ปีละ ๒ ครั้ง ครั้งแรกนัดพบกันที่กรุงเทพฯ เกษตรกรจะถือโอกาสแนะนำตัว บอกเล่าความรู้สึก รวมถึงรายงานการใช้จ่ายทุนที่ได้รับไปจากผู้บริโภคให้ฟัง ส่วนผู้บริโภคจะถ่ายทอดปัญหาและคำแนะนำให้เกษตรกรเพื่อให้ระบบมีการพัฒนาและเข้มแข็งมากขึ้น
ส่วนการพบกันครั้งที่สอง ผู้บริโภคเป็นฝ่ายไปเยี่ยมเยือนเกษตรกรถึงฟาร์ม เพื่อเรียนรู้การผลิตเกษตรอินทรีย์และพักอยู่กับเกษตรกร ๑ คืน เพื่อสร้างความเข้าใจในวิถีชีวิตของเกษตรกรให้มากขึ้น และทำให้การรับผักครั้งต่อ ๆ ไป เกิดความซาบซึ้งถึงความยากลำบากของผู้ปลูก รวมทั้งยังรับประทานผักได้อร่อยขึ้น เพราะคิดถึงคนปลูกอีกด้วย
การเยี่ยมเยือนเช่นนี้มีมา ๓ ปีแล้ว ระยะหลังเริ่มขยายเป็น ๓ ครั้งต่อปี และเริ่มมีผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกรับผัก CSA สนใจขอร่วมเดินทางไปด้วยหลายราย (ซึ่งส่วนใหญ่จะประทับใจจนต้องเดินทางกลับในฐานะสมาชิก CSA ... นี่ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงของคุณนายฯ เลยนะคะเนี่ย) จึงกลายเป็นการไปเยี่ยมฟาร์ม ๒ ครั้งต่อปี และเกษตรกรมาเยี่ยมผู้บริโภคปีละครั้ง ... อบอุ่นจริงๆ การเดินทางไปเยี่ยมเยือนเกษตรกรของเหล่าสมาชิกและผู้สนใจระบบ CSA ครั้งล่าสุด ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา และแน่นอนว่า คุณนายฯ ไม่พลาดการติดสอยห้อยตามไปด้วยในฐานะสมาชิกหน้าใหม่
บ้านป่าคู้ล่างเป็นชุมชนกะเหรี่ยงโป พวกเขายังมีภาษาพูด มีวัฒนธรรม การแต่งกาย อาหารรวมถึงการแสดงและประเพณีแบบกระเหรี่ยงโปอยู่ในชุมชน แต่พวกเขาก็พูดภาษาไทยได้เพราะเป็นคนไทยคนหนึ่งเหมือนกัน
มาถึงปุ๊บก็มีอาหารพื้นบ้านวางรออยู่ กลางวันนี้เราจึงได้ลิ้มรสแกงหยวกไก่ และ เซอเกซาวาย เมนูเด็ดของชาวป่าคู้ล่าง
สำหรับแกงหยวกไก่ คือแกงที่ใส่หยวกกล้วยกับไก่และเครื่องพริกแกงแบบกะเหรี่ยง ส่วนเซอเกซาวาย คือน้ำพริกกวนนั่นเอง (“เซอเก” หมายถึง “น้ำพริก” ส่วนคำว่า “ซาวาย” แปลว่ า “กวน” ค่ะ) อร่อยมาก ๆ จนหลายคนพุงกางไปตาม ๆ กัน ถึงขั้นต้องนอนฟังชาวบ้านเล่าเรื่องการเพาะปลูกและประวัติชุมชนกันเลยทีเดียว
งานเยี่ยมเยือนครั้งนี้ ชาวบ้านได้เชิญ “คุณหมอตีนเปล่า” ผู้ไม่มีใบปริญญามาการันตี แต่มีความรู้จากการศึกษาและดำรงชีวิตตามแนวทางศาสตร์การแพทย์แผนโบราณทั้งของไทย จีน อินเดีย มากว่า ๒๐ ปี จนมีสุขภาพแข็งแรง แถมผิวพรรณผุดผ่อง หน้าใสเด้ง อ่อนกว่าอายุจริงหลายปีมาให้ความรู้กับผู้เดินทางมาเยี่ยมเยือนด้วย
คุณนายฯ ขอสรุปความรู้สั้น ๆ มาฝากเป็นของขวัญให้กับคุณผู้อ่านในครั้งนี้นะคะ
เคล็ดลับสุขภาพดี หน้าใส ชีวิตยืนยาว มีอยู่ว่า ...
ต้องปฏิบัติตามหลัก ๙ อ. อันประกอบไปด้วย อารมณ์ ที่ดีอยู่เป็นนิจ อากาศ ที่บริสุทธ์หายใจเข้าไปให้เต็มปอด อุจจาระ ที่ต้องขับถ่ายก่อน 7 โมงเช้าของทุกวันจะดีเยี่ยม อาโป หรือน้ำ ที่ควรดื่มแต่น้ำอุ่นตลอดวัน ออกกำลังกาย สม่ำเสมอด้วยวิธีการที่ไม่ต้องรุนแรง เช่น ชี่กง โยคะ อาหาร ปลอดสารพิษโดยเฉพาะผัก อาชีพ ที่ห้ามค้าสัตว์ ห้ามค้ามนุษย์ ห้ามค้าอาวุธ ห้ามค้ายาพิษ ห้ามค้าสิ่งมึนเมาและเสพติด เอนกาย พักผ่อนให้เหมาะสมแก่วัยและสภาพของร่างกาย และมี อิทธิบาทสี่ ในการดำรงชีวิตคือ ... เมื่อสิ่งที่ทำอยู่ประสบความสำเร็จ คนเราก็จะไม่ต้องทุกข์ ไม่ต้องเครียด สุขภาพจึงดีขึ้นทันตาเห็น
ฟังแค่นี้ก็พอจะเห็นเลา ๆ ถึงความเชื่อมโยงระหว่างหลักในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพกับการทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นวิถีที่สอดรับกับองค์ประกอบแห่งความสุขในชีวิตทั้งของฝ่ายผู้ปลูกและผู้ซื้อ
แหม! ยังมีเรื่องราว ณ บ้านป่าคู้ล่าง ที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟังอีกมาก โดยเฉพาะเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับวิถีการทำเกษตรอินทรีย์ในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้ ... แต่คงต้องขอไปต่อฉบับหน้าแล้วละคะ ตอนนี้คุณนายฯ ขอลาไปปฏิบัติตามหลัก ๙ อ. ก่อนนะคะ
โดย กองบรรณาธิการจดหมายข่าวเพื่อนธรรมชาติ ฉบับที่ 1/2552
วันที่ลงข้อมูล 16 ธันวาคม 2552










