ปลูกผักสวนครัวกระถาง

                                                

          การปลูกผักไม่จำเป็นต้องปลูกลงดินเสมอไป  หากเราไม่มีบริเวณบ้านหรือมีพื้นที่น้อย  เราก็สามารถปลูกในกระถาง กระบะ กะละมังหรือภาชนะอื่นๆ ก็ได้  แม้กระทั่งบนดาดฟ้าก็ปลูกผักไว้รับประทานได้

  การปลูกผักกระถาง
          ดังนั้นหากเรามีพื้นที่จำกัดหรือพื้นที่เป็นพื้นที่มีสภาพดินไม่เหมาะสม  แต่ต้องการปลูกผัก  เราสามารถปลูกผักในกระถาง   โดยเลือกชนิดของผักที่มีรากหยั่งไม่ลึกมากนัก และหาภาชนะปลูกให้เหมาะสม  เช่น กระถาง  กระบะไม้  กะละมัง ตะกร้า ถุงปุ๋ย  ยางรถยนต์เก่า  ภาชนะเก่า  ชึ่งอาจใช้เป็นภาชนะปลูกแบบตั้งพื้นหรือติดกับกำแพง หรือแขวนลอยฟ้าก็ได้
          การปลูกผักในกระถางนี้นอกจากจะทำให้เรามีผักไว้รับประทานแล้ว  ยังสามารถจัดวางให้สวยงามเป็นไม้ประดับในบ้านเรือนได้อีกด้วย
          ผักรากหยั่งตื้น   ได้แก่  ผักชี  ต้นหอม  คะน้า  ผักบุ้งจีน  ผักกาดขาว  ผักกาดเขียว  ผักกาดหอม  กะหล่ำปลี  สะระแหน่   ขึ้นฉ่าย  ตั้งโอ๋  เป็นต้น
          ผักรากหยั่งลึกปานกลาง   ได้แก่  กะเพรา โหระพา  แมงลัก พริก  มะเขือ  มะเขือเทศ  แตงกวาถั่วแขก   ถั่วฝักยาว เป็นต้น

 ขั้นตอนการปลูก
          1.เตรียมภาชนะและดินปลูก
           เตรียมภาชนะที่จะใช้บรรจุดินปลูก  เช่นกระถาง หรือกระบะ  โดยทั่วไปควรจะใช้กระถางหรือกระบะมีความสูงประมาณ 30-50 เซนติเมตร
ส่วนผสมของดินปลูก มีดังนี้
                    - ดินร่วน   1    ส่วน
                    - ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยชีวภาพ  1  ส่วน
                    - ขี้เถ้าแกลบหรือขุยมะพร้าว 1  ส่วน
                    นำส่วนผสมคลุกเล้าให้เข้ากันแล้วบรรจุลงในกระถางหรือกระบะ  รดน้ำหรือน้ำผสมน้ำหมักชีวภาพให้ชุ่ม   ก็พร้อมที่จะปลูกผัก
           2.การปลูก
            วิธีการปลูกผักในกระถาง มี 2 วิธี ได้แก่ การเพาะกล้าด้วยเมล็ด แล้วย้ายกล้าไปปลูก  และการปักชำด้วยส่วนต่างๆของผัก
            ชนิดของผักที่ต้องเพาะเมล็ดก่อนปลูก เช่น ผักชี คะน้า ผักบุ้งจีน  ผักกาดขาว  ผักกาดเขียว ผักกาดหอม  กะหล่ำปลี  หัวไชเท้า มะเขือ มะเขือเทศขึ้นฉ่าย  กะเพรา โหระพา ตั้งโอ๋  เป็นต้น
            ชนิดผักที่สามารถใช้ส่วนต่างๆ นำไปปักชำได้เลย เช่น ใช้หัว หอมแบ่ง กุ่ยฉ่าย ขิง ข่า  ใช้ยอด  สะระแหน่  ใช้กิ่งอ่อนกิ่งแก่ เช่น กะเพรา  แมงลัก  ใช้กิ่งอ่อน เช่น โหระพา  ใช้ต้น เช่น ชะพลู  ตะไคร้  ใช้ราก เช่น ผักบุ้งจีน ผักชี  ขึ้น ฉ่าย ผักชีฝรั่ง เป็นต้น
           3.การเพาะกล้า
             1) นำเมล็ดผักที่จะปลูกแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน
             2) เตรียมดินสำหรับเพาะกล้าโดยใช้ดิน 1 ส่วน ผสมกับปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยชีวภาพ 1 ส่วน  ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วใช้ตะแกรงร่อนให้ได้ส่วนผสมที่ละเอียดนำมาบรรจุในกระบะหรือกระถาง  หรือถาดหลุมสำหรับเพาะกล้า 
             3) นำเมล็ดผักที่แช่น้ำแล้วมาโรย หรือหยอดลงในถาดหลุม  แล้วใช้กระดาษหนังสือพิมพ์มาปิดทับไว้แล้วรดน้ำลงไปบนกระดาษหนังสือพิมพ์ให้ชุ่ม
             4) นำภาชนะเพาะกล้าไปตั้งไว้ในที่ร่มรำไร  รดน้ำเช้าเย็น  เมื่อต้นกล้าเริ่มงอก ให้เอากระดาษหนังสือพิมพ์ออก  รดน้ำเช้าเย็น
             5)เมื่อต้นกล้างอกใบจริง หรือประมาณ 3  สัปดาห์ให้ย้ายต้นกล้าไปปลูกในกระถางหรือกระบะ
           4.การดูแลรักษา
            ตั้งกระถางไว้ในที่แสงแดดส่องถึงอย่างน้อยครึ่งวัน  ผักกินใบ เช่น ผักคะน้า กวางตุ้ง ผักกาดหอม กะหล่ำปลี ผักบุ้ง เป็นผักที่ต้องการแสงแดด เช่นเดียวกับผักกินผล  เช่น พริก มะเขือเทศ มะเขือ ถั่วฝักยาว ก็ต้องการแสงแดดอย่างเพียงพอ ผักที่ต้องการแสงแดดรำไร ก็มักจะเป็นพวกผักสวนครัว เช่น สะระแหน่  ช้าพลู โหระพา กะเพรา ผักชีฝรั่ง ดังนั้นจึงควรจัดวางกระถางหรือภาชนะปลูกในตำแหน่งที่เหมาะสม   หากเป็นพื้นที่ที่มีแสงแดดจัดตลอดทั้งวัน  เช่น ดาดฟ้า หรือระเบียง อาจต้องใช้      แสลนพรางแสงบ้าง  โดยเฉพาะในช่วงที่ยังเป็นต้นอ่อน
            โดยทั่วไปการปลูกผักในกระถาง มักจะต้องรดน้ำเป็นประจำทุกวัน  อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง  อย่าให้ขาดน้ำมิฉะนั้นพืชจะไม่เจริญเติบโต  ยกเว้นในฤดูฝน ก็อาจจะรดน้ำวันเว้นวัน หรือดูตามความเหมาะสม   สิ่งจำเป็นที่ต้องคำนึงถึงก็คือธาตุอาหารสำหรับผัก  เนื่องจากการปลูกผักในกระถางทำให้มีธาตุอาหารจำกัด   ดังนั้นจะต้องเสริมด้วยปุ๋ยหมักชีวภาพ  และน้ำหมักชีวภาพ   โดยใช้น้ำหมักชีวภาพชนิดบำรุงใบและต้น ผสมน้ำ รดทุก 3 วันในช่วงที่ต้องการเร่งการเจริญเติบโต ในช่วงที่ต้องการเร่งดอกเร่งผลก็ให้ใช้น้ำหมักชีวภาพชนิดบำรุงดอกผลและฮอร์โมนชีวภาพผสมน้ำรดทุก 3 วัน เช่นเดียวกัน หากมีโรคแมลงรบกวนก็ให้ใช้น้ำหมักสมุนไพรผสมน้ำฉีดพ่นทุก 3 วัน   พืชผักก็จะเจริญเติบโตแข็งแรง  ให้ใบ ให้ดอก ให้ผล อย่างงาม
          5.การเก็บเกี่ยว
             การเก็บเกี่ยวผักเพื่อนำมารับประทาน  ผักใบหลายชนิดไม่จำเป็นต้องถอนทั้งต้น  เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง ปูเล่  เราสามารถเด็ดใบแก่หรือใบอ่อนมารับประทาน ยังคงให้เหลือต้นอยู่ ใบอ่อนก็จะแตกแขนงออกมาให้รับประทานได้อีกหลายครั้ง
             ส่วนผักสวนครัว เช่น สะระแหน่ ขึ้นฉ่าย กะเพรา โหระพา แมงลัก ตำลึง ชะพลู  พวกนี้ยิ่งเด็ดยอดก็จะยิ่งแตก และไม่ควรถอนทั้งต้น  ผักจะแตกยอดอ่อนให้เรารับประทานหมุนเวียนได้ตลอดปี

 

  ทีมา : คมสันต์ หุตะแพทย์ /ณัฐภูมิ สุดแก้ว  มูลนิธิศูนย์สื่อเพื่อการพัฒนา 
           หนังสือ คู่มือพึ่งตนเอง 37 หลักสูตรเพื่อสุขภาพแลพความงาม