พลังจิตอาสา คุณค่าแห่งชีวิต

          มูลนิธิสุขภาพไทยร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ทำโครงการพลังอาสาสมัครสร้างสุขให้เด็กในสถานสงเคราะห์ มีอาสาสมัครจำนวน 1,000 กว่าคน ที่หมุนเวียนเข้ามาเป็นอาสาสมัคร ในจำนวนนี้มีอาสาสมัครถึง 187 คนที่เป็นอาสาสมัครดูแลเด็กอย่างต่อเนื่อง อาสาสมัครทุกคนเสียสละแรงกายแรงใจมาช่วยแบ่งปันความรัก ความสุข ให้กับเด็กๆในสถานสงเคราะห์อย่างเต็มกำลัง
          เพื่อเป็นการยกย่องให้เกียรติและส่งเสริมคุณค่าการเป็นอาสาสมัครของทุกคน มูลนิธิสุขภาพไทย ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สสส. ได้จัดงาน"จิตอาสา คุณค่าแห่งชีวิต"ขึ้นในวันที่ 16 พ.ย.56 ณ สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพิการทางสมองและปัญญา(บ้านเฟื่องฟ้า)  และยังได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เพื่อให้นิสิต นักศึกษาที่เรียนรู้ตรงกับคณะ สาขาวิชา ได้มาเรียนรู้งานอาสาในสถานสงเคราะห์ ด้วยเพราะอยากให้คนรุ่นใหม่ได้หันมามองปัญหาสังคม  โดยเฉพาะเด็กที่ขาดโอกาส เช่น เด็กที่ไม่มีพ่อแม่ ครอบครัว หรือเกิดมาร่างกายสติปัญญาไม่ สมบูรณ์ เด็กเหล่านี้ไม่ได้ต้องการทรัพย์สิน เงินทอง เพียงต้องการความรักและความอบอุ่นช่วยส่งเสริมพัฒนาการ และต้องการความเอาใจใส่ดูแลเท่านั้น เพียงแบ่งเวลาในบางช่วงด้วยการมาเป็นอาสาสมัคร ดูแลน้องๆ ในสถานสงเคราะห์ก็ถือเป็นการทำบุญอีกรูปแบบหนึ่ง

   

          นางญาณี เลิศไกร อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)  กล่าวว่า การที่มหาวิทยาลัยเข้ามาให้ความร่วมมือนำนิสิต นักศึกษาเรียนรู้งานอาสาสมัครในสถานสงเคราะห์ของ กระทรวง พม.ซึ่งถือว่าตรงกับวิสัยทัศน์ข้อหนึ่งของกระทรวง คือเราต้องการดูแลสังคม แต่ดูแลโดยใช้การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่างหลากหลาย การที่นิสิต นักศึกษามหาวิทาลัยเข้ามาร่วมก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยกัน เพราะ กระทรวง พม.ไม่ได้มีงานเฉพาะสถานสงเคราะห์เพียงอย่างเดียว ทุกคนเห็นตรงกันว่ารัฐบาลหากขยายสถานสงเคราะห์คงเต็มประเทศไปหมด เพราะปัญหาสังคมมีมากมายไม่ได้หยุดอยู่กับที่เลย ดังนั้น ด้วยภาระงานที่หนักมาก กิจกรรมอาสาสมัครก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยดำเนินการตามพันธกิจเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายอาสาสมัครร่วมกัน ซึ่งเรากำลังขยายพื้นที่ไปยังภูมิภาคอื่นๆ ด้วย
          “จิตอาสา คุณค่าแห่งชีวิต คุณค่าของคนเป็นผู้ให้และคุณค่าของคนเป็นผู้รับ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดคุณค่าทางใจมากกว่าคุณค่าทางเงิน สถานสงเคราะห์ พี่เลี้ยงของเราไม่ใช่บริการไม่ดี แต่ด้วยข้อจำกัดต่างๆ ด้วยภาระงานที่มีมาก อัตรากำลังน้อย การดูแลอาจจะไม่ทั่วถึง ดังนั้น การมีอาสาสมัครเข้ามาช่วยก็เป็นส่วนหนึ่งในการมาช่วยพัฒนาร่วมกัน คุณค่าของการเป็นผู้ให้ในรูปแบบของจิตอาสา ด้วยการสร้างอาสาสมัครของสถานสงเคราะห์และมูลนิธิสุขภาพไทยนั้น ได้มาถูกทางแล้วที่จะเติบโตในการทำงานที่เห็นคุณค่าสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นด้วยใจ ด้วยความเสียสละ เป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาเป็นอาสาสมัครถือเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับสังคมหวังว่าเราจะมีนางฟ้า มีเทพบุตรเพิ่มขึ้นอีกหลายๆ คน เพื่อช่วยกันสร้างสรรค์ สร้างประโยชน์ให้สังคมร่วมกัน ”
          น้อง
“นิกกี้” นายสัณหณัฐ ดีทองอ่อน  นักศึกษาปี 3 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจและภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้เข้ามาลงพื้นที่ทำงานจิตอาสาในการดูแลเด็กพิการบ้านปากเกร็ดในกิจกรรมรวมพลคนอาสา พลังอาสาสร้างสุขให้เด็กในสถานสงเคราะห์ และโดยส่วนตัวก็ชอบทำกิจกรรมอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่เคยลงพื้นที่ในสถานสงเคราะห์เช่นนี้ อีกทั้งรู้สึกดีใจที่ได้เข้าเรียนและเป็นนักศึกษาที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้ทำงานจิตอาสาตรงนี้ และสิ่งหนึ่งที่มีอยู่ในใจอยู่แล้วคือจุดมุ่งหมายมาทำงานเพื่อสังคม เช่นเดียวกับ น้อง “โต๋ว” นายรัชต์ โชคธนานุกูล ปี 3 เอกจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คำพูดสั้นๆ แต่มีความหมายว่า การมาเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ต้องการมาเห็นการทำงานในการดูแลเด็กของพี่ๆ จิตอาสาบ้านเด็กอ่อนพญาไท ซึ่งจากที่เห็นพี่ๆต้องมีความอดทน ใจดี ใจเย็นมีเมตตา อย่างไรก็ตามการมาในครั้งนี้ของตนเองมาด้วยใจล้วนไม่ได้ถูกบังคับ และจะนำข้อมูลที่ได้ในวันนี้ไปบอกต่อให้เห็นถึงปัญหาเด็กถูกทิ้งเพื่อให้สังคมไม่ละเลยและให้คำนึงถึงว่ายังมีเด็กที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่อีกมาก เพื่อไม่ให้คนเห็นแก่ตนเองมากจนเกินไป
          ส่วนน้อง
“กีตาร์” น.ส.ณัฐริกา กองทอง ปี 2 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า สิ่งที่ได้รับในการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นของเด็กที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งมหาวิทยาลัยหัวเฉียวฯ ได้ลงพื้นที่บ้านเฟื่องฟ้า ก็ได้มองเห็นความบกพร่องของเด็กที่ไม่เหมือนกัน และสิ่งที่เราทำได้คือยอมรับเด็กเหล่านั้น และสอนให้เขาดูแลตัวเองได้ ซึ่งต้องใส่ใจ รวมทั้งต้องมองด้วยว่าคนเราเกิดมาพื้นฐานไม่เท่ากันแต่สิ่งหนึ่งที่เด็กในสถานสงเคราะห์มีมากกว่าคนมีครบ 32 ประการคือความดี ซึ่งสังคมในปัจจุบันหาได้น้อยมาก ทั้งนี้ก่อนมาตนต้องการมาให้ความรักความอบอุ่นกับเด็ก แต่เมื่อมาถึงกลับตรงกันข้ามเรากลับได้ความรักความอบอุ่นจากเด็กเหล่านั้น และน้อง “อั้น” นายวุฒิพงษ์ สารารัตน์  ปี 1 คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สิ่งที่ได้เรียนรู้จากน้องๆ บ้านนนทภูมิ คือเด็กเหล่านั้นไม่ได้มองว่าตัวเองพิการ และยังทำตัวเหมือนคนปกติ แต่สิ่งหนึ่งที่เขามีมากกว่าคนปกติคือความต่อสู้และเป็นคนดี ก็รู้สึกภูมิใจที่ได้มาทำตรงนี้เพื่อให้ตัวเองมองว่าคนเราไม่ว่าจะปกติหรือพิการชีวิตก็ต้องสู้
        

 

          ด้าน
นายสุจิตต์ ไตรพิทักษ์ กรรมการบริหารแผนคณะที่ 4 สสส. กล่าวว่า “การทำงานอาสาสมัครหรือจิตอาสามีมานานแล้ว แต่ด้วยปัญหาสังคมที่มีมากขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็ไม่มีงบประมาณทั้งหมดที่จะแก้ปัญหาหลากหลายในสังคมได้ จึงต้องพึ่งพาอาสาสมัครหรือคนที่มีจิตที่จะให้ การทำงานอาสาสมัครระบบเดิมมีปัญหาเรื่องความเข้าใจและการสื่อสารระหว่างคนทำงานและอาสาสมัคร มองว่าเป็นภาระแทนที่จะมาแล้วเกิดการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  จึงพยายามทำงานอาสาสมัครให้เกิดเป็นระบบ มีประสิทธิภาพทั้งผู้รับและผู้ให้ โดยผู้เป็นอาสาสมัครต้องดูสมาร์ท มีคุณค่าและความภาคภูมิใจในตนเอง
          วันนี้ ได้คำตอบของความสำเร็จที่มีคุณค่า สมความตั้งใจของกระทรวง พม.และองค์กรที่เป็นเครือข่ายความร่วมมือที่จะเชื่อมงานสถานสงเคราะห์ คนที่ด้อยโอกาส และการที่อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้เน้นย้ำว่าจะนำความรู้ กระบวนการ ไปขยายต่อยังสถานสงเคราะห์อื่นๆ ที่มุ่งประโยชน์สูงสุดไปที่ตัวน้องๆ ที่ไม่มีพ่อ แม่ ให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากเรา ทำให้งานอาสาสมัครมีคุณค่า และการที่เชื่อมโยงไปสู่นักศึกษาด้วยการปรับความคิดกระบวนการ เกิดองค์ความรู้นำไปใช้จริงในองค์กร หน่วยงาน ก็ถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ จึงขอให้น้องๆ มีพลังเริ่มต้น เพื่อขยายต่อเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีแตกกิ่งก้านสาขาออกไป เพื่อสังคมที่เป็นสุข”     

 

 

     รับชมรายงานข่าวรวมพลจิตอาสา คุณค่าแห่งชีวิต ทางสถานีโทรทัศน์  ThaiPBS