เห็นค่าของทุกข์ ใจก็เป็นสุข

                                                                                                             บทความโดย พระไพศาล วิสาโล
                                                                                ตีพิมพ์ในนิตยสารซีเครท : No.230 กุมภาพันธ์ 2018

           

          หญิงวัย 40 ป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว   เธอเป็นชาวคริสต์ ทุกวันเธอจึงสวดวิงวอนพระเจ้าขอให้ช่วยเธอให้พ้นจากโรคร้าย  เธอไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเท่านั้น แต่ยังทำเพื่อลูก  เธอไม่อยากเห็นลูกซึ่งยังเล็กต้องเห็นเธอในสภาพที่ทุกข์ทรมานด้วยโรคร้าย  แต่ไม่ว่าเธอจะวิงวอนพระเจ้าอย่างสุดจิตสุดใจเพียงใด  อาการของเธอกลับแย่ลงเรื่อย ๆ  พร้อม ๆ กับความเจ็บปวดที่รุนแรงขึ้น แม้หมอจะให้มอร์ฟีนเต็มที่แล้วก็ตาม  ในที่สุดเธอก็เข้าสู่ระยะสุดท้ายของโรค  เธอรู้ดีว่าความตายกำลังใกล้เข้ามา  ไม่ใช่เป็นปีหรือเป็นเดือน  แต่เป็นแค่อาทิตย์เท่านั้น  
          เธอทุกข์ทั้งกายและใจ  นอกจากปวดกายแล้วยังรู้สึกผิดหวังที่พระเจ้าไม่ช่วยเธอเลย  ใครที่มาเยี่ยมเธอ อดสงสารไม่ได้ที่เห็นเธอมีสีหน้าอมทุกข์และกระสับกระส่าย  แต่แล้ววันหนึ่งเธอกลับมีอาการนิ่งสงบ   เธอพูดกับเพื่อนที่มาเยี่ยมว่า เธอยอมรับความตายได้แล้ว
          เธออธิบายต่อว่า  “ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าความตายคือสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ความเจ็บปวดสิ้นสุด  มันเป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ลูกไม่เห็นฉันทุกข์ทรมานอีกต่อไป   ฉันยังจะได้สอนลูก ๆ  ด้วยว่า จะตายอย่างไรโดยไม่กลัว  นี้คือสิ่งที่ฉันจะทำให้แก่ลูกได้ในฐานะที่เป็นแม่”
          นับแต่นั้นเธอก็ไม่มีอาการกระสับกระส่ายอีกเลย  แม้ความเจ็บปวดไม่ได้ลดลง  สุดท้ายเธอก็จากไปอย่างสงบท่ามกลางลูก ๆ และมิตรสหาย ซึ่งอดแปลกใจไม่ได้ในความเปลี่ยนแปลงของเธอ
          ทั้ง ๆ ที่กำลังจะตาย แต่อะไรทำให้เธอนิ่งสงบได้  คำตอบก็คือ  การเห็นชัดถึงคุณค่าของความตาย   ความตายไม่เพียงยุติความเจ็บปวดที่รุมเร้าร่างกายของเธอเท่านั้น  แต่ยังเป็นโอกาสที่เธอจะได้สอนลูกว่าคนเราควรตายอย่างไร  สำหรับเธอ  นี้เป็นคำสอนที่สำคัญมาก ซึ่งแม่ควรจะมอบให้แก่ลูก ด้วยการเป็นแบบอย่างให้ลูกเห็น
          จะว่าไปแล้ว นอกจากการสอนให้ลูกรู้จักการดำเนินชีวิต อะไรจะสำคัญเท่ากับการสอนให้ลูกรู้วิธีตาย  อย่างหลังนั้นใช่ว่าจะสอนกันได้ง่าย ๆ  และไม่ค่อยมีคนสอนกันเท่าใด  แต่ถ้าจะมีใครสักคนเป็นผู้สอน คนนั้นควรเป็นแม่
          เป็นเพราะเห็นชัดถึงคุณค่าของความตาย  เธอจึงยอมรับความตาย โดยไม่ผลักไสหรือต่อต้านขัดขืน  จะว่าเธอยิ้มรับความตาย ก็คงไม่ผิด  และนั่นทำให้ใจเธอไม่เป็นทุกข์แม้กายจะปวดก็ตาม
          อะไรเกิดขึ้นกับเรา ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า เรามองหรือรู้สึกกับมันอย่างไร  แม้จะเป็นเหตุร้าย แต่ถ้าเห็นคุณค่าของมัน มองมันในแง่บวก หรือยอมรับมันได้ ใจก็ไม่เป็นทุกข์  แม้สิ่งนั้นได้แก่มะเร็ง ความเจ็บปวด หรือความตายก็ตาม
          ความเจ็บปวดหรือโรคร้าย  หากมองว่ามันกำลังสอนธรรมให้แก่เรา เช่น  แสดงไตรลักษณ์ หรือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  ใจเราก็จะเปิดรับ และใคร่ครวญด้วยปัญญามากขึ้น  ในทางตรงข้ามหากเห็นมันเป็นสิ่งเลวร้าย ใจก็จะโอดครวญ ก่นด่า หรือผลักไสต่อต้าน ซึ่งมีแต่ทำให้ทุกข์มากขึ้น  แม้แต่ความอยากให้มันหายไป ก็ทำให้เราทุกข์ได้
          หลวงปู่ขาว อนาลโย จึงแนะนำว่า “อันความอยากหายจากทุกขเวทนานั้น อย่าอยาก ยิ่งอยากให้หายเท่าไรก็ยิ่งเพิ่มสมุทัยตัวผลิตทุกข์มากยิ่งขึ้นเท่านั้น  แต่ให้อยากรู้อยากเห็นความจริงของทุกขเวทนาที่แสดงอยู่กับกายกับใจเท่านั้น”
          ท่านอาจารย์พุทธทาสก็สอนเช่นกันว่า “ความเจ็บไข้มาเตือนให้เราฉลาด”  คือ มาสอนให้เราเห็นสัจธรรมของสังขาร จะได้คลายความยึดติดถือมั่น ซึ่งเป็นต้นตอแห่งความทุกข์ใจ
          แม้จะทำได้ยาก แต่หากเราลองนำคำสอนนี้ไปใช้กับเหตุการณ์อื่น ๆ ที่เบาบางกว่า เช่น อุปสรรค ความล้มเหลว  คำต่อว่าด่าทอ  หากเราเห็นคุณค่าของมัน เช่น ฝึกให้เราเข้มแข็ง ฉลาดกว่าเดิม มีประสบการณ์มากขึ้น รวมทั้งรู้ว่ามันเป็นธรรมดาโลก  เราก็จะยอมรับมันได้มากขึ้น และเป็นทุกข์เพราะมันน้อยลง

          สุขหรือทุกข์ ไม่ได้อยู่ที่ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเรา แต่อยู่ที่ว่าเรารู้สึกหรือมองมันอย่างไรต่างหาก

 

ที่มา : www.visalo.org