ขี้ตุ่น และ ขี้อ้น

                

          ใครที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงสมุนไพรมักไม่คุ้นเคยคำเรียก ขี้ตุ่น และ ขี้อ้น จึงมักทำให้คนทั่วไปนึกถึง มูล(ภาษาชาวบ้านก็เรียกขี้)ของสัตว์ที่เรียกว่า ตัวตุ่น และ ตัวอ้น
          แต่ในผู้ที่สนใจสมุนไพรและเรียนรู้ตำรับยาพื้นบ้าน พบว่าในตำรับยาต่าง ๆ นั้นมีส่วนประกอบของขี้ตุ่นไม่น้อยกว่า 50 ตำรับ และชวนให้มือใหม่ในวงการสมุนไพรหลายคนเข้าใจผิดคิดว่า เป็นตำรับที่นำเอามูลสัตว์มาเป็นส่วนประกอบ แท้จริงแล้ว ขี้ตุ่น และ ขี้อ้น ในตำรับยาตามภูมิปัญญาดั้งเดิมนั้นหมายถึงพืชสมุนไพร 2 ชนิด เนื่องจากผลของพืชชนิดนี้มีลักษณะคล้าย ขี้หรือมูล ของตัวตุ่นและตัวอ้น เราจึงเรียกกันแบบนั้น
          สำหรับต้นขี้ตุ่น มีการกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย จึงมีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่าง ๆ เช่น ข้าวจี่เล็ก ขี้ตุ่น ขี้แมว (ภาคอีสาน) ปอกระเจาขาว (ภาคเหนือ) เป็นต้น ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Helicteres angustifolia L. เรามารู้จักกันเพื่อให้ใช้ได้ถูกต้น ต้นขี้ตุ่นจัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรงแต่สูงได้ถึง 3 เมตร ลำต้นและกิ่งมีขนสีน้ำตาลรูปดาวขึ้นปกคลุมหนาแน่น ใบ รูปใบหอก ปลายมน เรียวแหลม โคนมนหรือกลม ขอบเรียบ แผ่นใบบางคล้ายกระดาษถึงหนาคล้ายแผ่นหนัง ผิวด้านบนมีขนรูปดาวประปราย ดอกออกเป็นกระจุกสั้น ตามซอกใบ กลีบดอกสีชมพูอมม่วงหรือขาว มี 5 กลีบ แยกกัน ผล แบบผลแห้งแตก รูปไข่ แบ่งเป็นพู 5 พู ตามยาว มีขนฟูปกคลุมหนาแน่นที่ผล เมล็ด รูปไข่ หรือสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน เมื่อแห้งมีสีดำ
          ขี้ตุ่นมีการกระจายอยู่ในประเทศจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งฟิลิปปินส์ด้วย สำหรับในประเทศไทยมีการกระจายทั่วตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง เขาหินปูน พบได้ในความสูงจากระดับน้ำทะเล 50-900 เมตร ดอกของขี้ตุ่นสวยงามดี จะออกดอกและเป็นผล ช่วงเดือนเมษายนถึงสิงหาคม 
          ตำรายาพื้นบ้านอีสาน ใช้ราก ซึ่งมีรสเฝื่อนขม นำรากมาทุบกับเกลือใช้อมแก้ปวดฟัน นอกจากนี้รากยังใช้รักษาอาการเหยี่ยวหยาด (ปัสสาวะไหลซึม) ใช้แก้กษัยเส้น(อาการเสียดท้องบริเวณหัวหน่าว ปัสสาวะสีแดงเหลืองเป็นตะกอน) โดยผสมกับสมุนไพรอื่น ต้มน้ำดื่ม และใช้รักษาแผลเบาหวานโดยการต้มน้ำอาบ รวมถึงมีการใช้โดยนำรากผสมตัวยาอื่น ๆ เข้ายารักษาพิษงู
          ใบมีรสเฝื่อนขม ใช้ตำพอกหรือทา แก้คางทูม สมานบาดแผล ทั้งต้นมีรสเฝื่อนขม ใช้ขี้ตุ่น 1 กำมือต้มน้ำดื่มแก้ปวดเกร็งท้อง แก้หวัดแดด แก้อาหารเป็นพิษ แก้ฝีประคำร้อย ขับเสมหะ และแก้ปวดเมื่อยเนื่องจากถูกความร้อนความเย็นหรือแดดและลมมาก หากมีอาการแข้งขาปวดเมื่อย ใช้ต้นขี้ตุ่น 1 กำ ต้มน้ำหรือชงกับเหล้ากินได้เช่นกัน  ส่วนของเปลือกใช้แก้ไข้จับสั่น ฝาดสมาน เมื่อนำรากมาผสมกับรากตูมขาว รากชะมวงและลำต้นกำแพงเจ็ดชั้น ต้มน้ำดื่ม เป็นยาระบาย ผิวลำต้นของขี้ตุ่นเมื่อขูดออกผสมกับเปลือกยางบง ใช้ทำธูปหอมได้ แต่มีข้อห้ามคือการนำขี้ตุ่นมาต้มกินนั้นห้ามใช้กับ สตรีมีครรภ์เพราะอาจทำให้แท้งลูกได้
ในต่างประเทศก็มีการใช้ประโยชน์ด้านสมุนไพรของต้นขี้ตุ่นกันมากมายด้วย โดยเฉพาะในหมู่ประเทศ จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่นและเกาหลี ประเทศจีนใช้รากของขี้ตุ่นเป็นยาแก้มะเร็ง รักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบและแก้หวัด ในไต้หวันใช้รากกับลำต้นของต้นขี้ตุ่นเป็นยาขับพิษ ลดอาการเจ็บปวด ลดอาการอักเสบและป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย  ในด้านการศึกษาทางการด้านเภสัชวิทยาของประสิทธิภาพจากรากลำต้นของขี้ตุ่น พบว่ามีคุณสมบัติดังกล่าว โดยเฉพาะการป้องกันการเกิดเนื้องอก
          นอกจากนี้การศึกษาวิจัยในประเทศจีนยังพบว่า งานวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากรากของขี้ตุ่นมีคุณสมบัติในการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ จาการศึกษาสารสกัดจากรากขี้ตุ่นพบสารในกลุ่มไตรเตอปีนอยด์ (Triterpinoids) ในปริมาณค่อนข้างสูง ซึ่งสารชนิดนี้มีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งใหญ่ และระงับการสร้างเยื่อไยในตับ อย่างไรก็ตามงานศึกษาวิจัยเหล่านี้ ยังไม่ถึงขั้นจะผลิตออกมาเป็นยาสำเร็จรูป เป็นแนวโน้มให้เห็นศักยภาพของสมุนไพรชื่อคล้ายมูลสัตว์ต้นนี้เท่านั้น
          ขี้ตุ่น แม้ชื่อฟังดูไม่เพราะ แต่เป็นสมุนไพรที่มีความน่าสนใจ หากได้ศึกษากลับไปจัดการความรู้ในภูมิปัญญาดั้งเดิม และลงทุนศึกษาวิจัยด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ สมุนไพรที่ชื่อเหมือนของเสียนี้อาจกลับมาเป็นสมุนไพรที่หอมและมีคุณค่าต่อสุขภาพเราได้.