พอใจสิ่งที่มี (ตอน 1)
พระไพศาล วิสาโล
มีนักเล่นหุ้นคนหนึ่งเล่าว่า วันหนึ่งเขาไปที่ตลาดหุ้น เจอคุณป้าคนหนึ่ง คุยไปคุยมาก็รู้ว่าแกเพิ่งขายหุ้นไปเมื่อสองสามวันก่อน ได้กำไรมา ๑๐ ล้านบาท เขาก็เลยแสดงความยินดีด้วย แต่คุณป้ากลับตอบว่า ยินดีอะไรกัน ถ้าฉันขายหุ้นวันนี้ฉันได้กำไรไปแล้ว ๒๐ ล้าน นี่ขนาดได้ ๑๐ ล้านแกยังไม่มีความสุขเลย เพราะไปคิดว่าฉันน่าจะได้มากกว่านี้ เห็นไหมว่าคนเราได้เท่าไรก็ยังไม่มีความสุข ตราบใดที่ใจเราวางไว้ไม่ถูกเราก็จะทุกข์ได้ง่ายๆ
วันรุ่งขึ้นคุณป้าไม่มาตลาดหุ้น ชายคนนั้นจึงไปถามโบรคเกอร์ว่าคุณป้าหายไปไหน ก็ได้คำตอบว่าคุณป้าเข้าโรงพยาบาลไปแล้ว แกเครียดจนล้มป่วย คงไม่ได้เครียดเรื่องอะไรนอกจากเรื่องที่ได้กำไรแค่ ๑๐ ล้านบาท แม้ได้โชคได้ลาภมา ๑๐ ล้านบาทก็ยังทุกข์ เพราะแกคิดว่าไม่น่ารีบขายหุ้น น่าจะขายวันนี้ แต่ลองคิดดูถ้าแกขายหุ้นวันนี้ได้กำไร ๒๐ ล้านบาท แล้วมารู้ภายหลังว่า ถ้าแกขายหุ้นในวันพรุ่งนี้ จะได้กำไร๓๐ ล้านบาทแล้วแกจะมีความสุขไหมกับกำไร ๒๐ ล้านบาทที่ได้ในวันนี้ หรือถ้าขายหุ้นวันนี้ได้กำไรมา ๒๐ล้าน แต่ว่ามีเพื่อนอีกคนขายหุ้นตัวเดียวกันตอนใกล้จะปิดตลาด ป้าขายบ่ายสองโมงได้กำไร ๒๐ ล้านบาท เพื่อนขายบ่ายสี่โมงได้กำไร ๓๐ ล้านบาท แล้วแกจะมีความสุขไหมเมื่อรู้ว่าคนอื่นได้มากกว่า
คนเราได้เท่าไรก็ไม่มีความสุขตราบใดที่คอยเปรียบเทียบกับคนอื่น ได้ ๖๐๐ บาทก็ทุกข์เพราะคนอื่นได้ ๒,๐๐๐ บาท ได้ ๑๐ ล้านก็ทุกข์เพราะคนอื่นเขาได้ ๑๕ ล้าน หรือถ้าไม่เปรียบเทียบกับคนอื่น ก็ไปคิดว่าฉันน่าจะได้มากกว่านี้ ใจของเราถ้าวางไว้ไม่เป็น มันก็คอยแต่จะหาความทุกข์ใส่ตัวและจะมีความทุกข์อยู่เรื่อยๆ เพราะการเปรียบเทียบ
คนไทยมีนิสัยอย่างหนึ่งคือชอบต่อราคา ถ้าที่ไหนไม่ให้ต่อราคาก็ไม่ชอบ เมื่อปีที่แล้วอาตมาพาญาติโยมไปประเทศพม่า ไม่ได้ไปเที่ยวอย่างเดียวแต่ไปดูงานการศึกษาของพระที่นั่น คนไทยไปแล้วอดซื้อสินค้าพม่าไม่ได้ สินค้าในประเทศพม่าราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสินค้าของไทย มีคนไทยคนหนึ่งอุตส่าห์ต่อราคาจาก ๕๐๐ เหลือ ๓๐๐ พอได้ก็ดีใจ กลับขึ้นรถทัวร์ ครั้นรู้ว่าเพื่อนซื้อของชนิดเดียวกันแต่ซื้อได้ถูกกว่า คือซื้อได้ ๒๐๐ จากเดิมที่ดีใจกลายเป็นเสียใจไปเลย นั่งซึมอยู่บนรถ ไม่สนใจเจดีย์สวยงามสองข้างทางอีกเลย อาตมาเลยบอกคนไทยที่ไปพม่าด้วยกัน ว่าเวลาซื้อของต้องท่องคาถานี้ไว้เสมอจะได้ไม่ทุกข์ คือ “พอใจสิ่งที่มี ยินดีสิ่งที่ได้”
เราซื้อของได้ถูกก็ควรจะพอใจแล้ว เพราะถ้าไปที่เมืองไทยก็ต้องจ่ายแพงกว่านี้ ทีนี้ถึงแม้จะมีคนซื้อได้ถูกกว่าเราก็ช่างเขา ทำไมเราไม่อนุโมทนากับเขาว่า ยินดีด้วยนะที่เพื่อนซื้อของได้ถูกมาก ๆ ถ้าเราหัดชื่นชมยินดีกับเขาบ้าง เราก็จะไม่ทุกข์ แต่ที่เราทุกข์เพราะเราคิดจะแข่งขันหรือเปรียบเทียบกับคนอื่นในทุกเรื่อง ถ้าซื้อของฉันต้องซื้อได้ถูกกว่า ถ้าได้อะไรฉันก็ต้องได้มากกว่า การคิดแบบแข่งขันหรือเปรียบเทียบจะทำให้เราทุกข์อยู่ตลอดเวลา คนไทยเราทุกข์เพราะเหตุนี้มาก
ถ้าคนเราพอใจสิ่งที่มี ความสุขก็เกิดขึ้นได้ง่ายมาก เราจะไม่รู้สึกว่าต้องดิ้นรนแสวงหาสิ่งต่างๆ ไม่จบไม่สิ้น การพอใจสิ่งที่มีหรือสันโดษ ช่วยให้เราอยู่กับปัจจุบันได้อย่างมีความสุข อยู่กับปัจจุบันมีความหมายหลายแง่ ความหมายหนึ่งคือใจไม่อาลัยในอดีตหรือไม่กังวลกับอนาคต แต่ยังหมายถึงการพอใจและชื่นชมสิ่งที่เรามี
สิ่งต่างๆ ที่เรามี เรามักจะเห็นคุณค่าของมันก็แค่สองช่วง ช่วงแรกคือตอนที่ยังไม่ได้มันมา ตอนที่เห็นมันวางขายอยู่ในห้าง มันจะมีเสน่ห์มาก เตะตาเราเต็มที่ แต่พอเราได้มันมาแล้วเสน่ห์ของมันก็จะลดลง จนเราแทบจะไม่สนใจเลย อาจจะทิ้งๆ ขว้างๆ เสียด้วยซ้ำ เพราะเห็นมันเป็นของเก่า ไม่ทันสมัย มันจะมีคุณค่าอีกทีก็ตอนที่มันหายไป
อันนี้รวมถึงคนด้วย ตอนที่ยังไม่ได้เขาเป็นแฟน หรือเป็นสามีภรรยา เขาจะมีความหมายต่อจิตใจเรามาก ถึงจะไม่เห็นตัว แค่ได้ยินเสียง เห็นบ้านหรือเห็นเสื้อผ้าของเขาตากอยู่ เราก็มีความสุขแล้ว แต่พอได้เขามาแล้ว เสน่ห์ของเขาก็จะลดลง ยิ่งอยู่ด้วยกันไปนาน ๆ ก็จะยิ่งรู้สึกเบื่อหรือรำคาญ บางทีไม่อยากเห็นหน้าด้วยซ้ำ มีคนเล่าให้อาตมาฟังว่า ตอนที่เขาจีบแฟนใหม่ ๆ เวลาเห็นภาพถ่ายแฟน ก็อยากจะให้ภาพถ่ายนั้นกลายมาเป็นตัวจริง แต่พอได้แต่งงานกัน อยู่ด้วยกันมาสิบกว่าปี เห็นหน้าแฟนทีไร นึกอยากให้เขากลับไปเป็นภาพถ่ายเสียเหลือเกิน เราจะมาคิดถึงเขา
อีกตอนหนึ่งที่เราจะเห็นคุณค่าของเขาก็คือตอนที่เขาจากไปแล้ว จะเป็นเพราะเขาทิ้งเราไปหรือเสียชีวิตก็ตาม ถึงตอนนั้นจึงจะเห็นว่าเขามีความสำคัญต่อชีวิตของเราอย่างไร แต่ก็สายไปแล้ว
โปรดติดตามต่อในตอนที่ 2 ...










