พอใจสิ่งที่มี (ตอน 2)
พระไพศาล วิสาโล
ทำไมเราต้องคอยให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งจากเราไปเสียก่อนเราถึงจะเห็นคุณค่าของสิ่งนั้น ทำไมเราไม่เห็นคุณค่าเมื่อสิ่งนั้นยังอยู่กับเราในขณะนี้ สิ่งที่เรามีอยู่ในขณะนี้ล้วนมีค่ามีประโยชน์ทั้งนั้น แต่เราอาจจะมองข้ามไป คนเราทุกวันนี้เป็นทุกข์ก็เพราะอยากจะได้นั่นอยากจะได้นี่ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่เรายังไม่มี คนเราทุกข์เพราะอยากได้สิ่งที่ยังไม่มี แต่เราไม่ค่อยตระหนักเลยว่าสิ่งที่เรามีตอนนี้มันมีค่ามาก เช่น เรามีอวัยวะครบสามสิบสอง แต่เราไม่เคยตระหนักเลยว่ามันมีค่า เราคิดแต่ว่าถ้าได้เป็นผู้อำนวยการ เป็นผู้จัดการ หรือมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้ มีเงินมีทองมากกว่านี้ เราถึงจะมีความสุข ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่เรายังไม่มี แต่สิ่งที่เรามีล่ะ เรามองข้ามไปได้อย่างไร
มีผู้หญิงคนหนึ่งเล่าว่า วันดีคืนดีมีของมาตกลงมากระแทกหัวจนสลบ พอตื่นขึ้นมาตาก็เริ่มมองไม่เห็น เห็นแต่แสงรางๆ หูฟังได้ยินแต่ไม่รู้เรื่องเลย การรับกลิ่นก็มีปัญหา มีอะไรมาถูกตัวก็เจ็บง่าย เรียกว่าประสาทสัมผัสผิดเพี้ยนไปหมด เธอบอกว่าเหมือนกับตกนรก เพราะทำอะไรไม่ได้เลย ต้องเก็บตัวอยู่ในบ้าน ไม่มีความสุขเลย แต่ผ่านไปสามสี่เดือน วันหนึ่งเธอก็เริ่มได้กลิ่นอาหาร เขาว่ามันเป็นกลิ่นที่หอมมาก วิเศษมาก ทั้งที่เป็นแค่อาหารธรรมดาๆ ส่วนประสาทสัมผัสอื่น ๆ ก็ค่อย ๆ กลับคืนมา เริ่มมองเห็นชัดเจนขึ้น ฟังภาษาคนรู้เรื่อง ถึงตอนนี้เธอจึงรู้ว่าการที่ตามองเห็น หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ถือว่าเป็นความอัศจรรย์แล้ว ทั้งที่แต่ก่อนเธอไม่เคยนึกเลยว่ามันมีคุณค่าหรือมีความสำคัญเลย เธอบอกว่า “ฉันรู้สึกละอายใจที่ไม่เคยซาบซึ้งสิ่งที่มีอยู่ใกล้แค่เอื้อม”
เราไม่รู้หรอกว่าการที่มีอวัยวะครบทั้งสามสิบสองมันสำคัญอย่างไร ต่อเมื่อมันขาดหายไป เช่น เกิดอุบัติเหตุ จนตาบอด แขนขาด ขาพิการ ถึงจะรู้ว่าการมีอวัยวะครบนั้นเป็นความสุขอย่างยิ่ง เรื่องอื่น เช่น เป็นผู้อำนวยการ เป็นรัฐมนตรี มีบ้านหลังใหญ่ กลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย
อย่างไรก็ตามถึงจะขาดอวัยวะบางอย่างไป ไม่มีสุขภาพดีเหมือนเก่า ก็ยังไม่สาย เรายังสามารถเป็นสุขเหมือนเดิมหรือยิ่งกว่าเดิมได้ ถ้ารู้จักวางจิตวางใจให้ถูกต้องชาวญี่ปุ่นชื่อโอโตทาเกะ เกิดมาไม่มีขา มีแขนงอกออกมานิดเดียวเป็นปุ่มเล็กๆ ปัจจุบันอายุเกือบ ๔๐ แล้ว เขาเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า “ไม่ครบห้า” ไม่ครบห้าก็คือว่า แขนสอง ขาสองหายไปเหลือแค่หัว ไปไหนต้องอาศัยรถเข็นไฟฟ้า เขาบอกว่า “ผมเกิดมาพิการแต่ผมสนุกและเป็นสุขทุกวัน” แม้เขาจะพิการแต่เขาก็พอใจสิ่งที่ตัวเองมี
เห็นไหมว่าคนเราไม่ใช่ว่าต้องสวย ต้องรวย ต้องสง่า ต้องแข็งแรง ถึงจะมีความสุข ตรงข้ามคนที่มีสิ่งเหล่านี้ที่ว่ามา แต่ฆ่าตัวตายก็มีเยอะ ถ้าเราได้มาเห็นคนที่พิการหรือขาดโอกาสแบบเรา เราถึงจะรู้ว่าเราโชคดีกว่าคนอื่นมาก แต่คนที่พิการก็อย่าคิดว่าตนโชคร้าย เราสามารถพัฒนาตนจนไม่แพ้ใครก็ได้ มีอีกคนหนึ่งน่าทึ่งมาก ชื่อโทนี่ เมเลนเดส เขาเป็นนักดนตรีที่ไม่มีแขนเลยสักข้าง แต่เขาสามารถเล่นกีตาร์คลาสสิกได้เพราะมาก หลายคนซาบซึ้งจนน้ำตาไหล เขาใช้แค่ขากับนิ้วเท้าเท่านั้นในการดีดกีตาร์ ดนตรีทำให้เขาเป็นคนที่มีความสุขมาก
มักมีคนถามเขาว่าปาฏิหาริย์อยู่ที่ไหน โทนี่ก็จะตอบว่า เมื่อผมเห็นแขนของคุณ เห็นคุณยกแขนขึ้นมาทำอะไรก็ได้ สำหรับผมนั่นแหละคือปาฏิหาริย์ การที่เรามีสองมือสองเท้านั่นแหละคือปาฏิหาริย์ แต่เรากลับไม่ค่อยเห็นคุณค่า คำถามคือเราจะรอให้เราสูญเสียสิ่งเหล่านั้นไปก่อนหรือถึงจะตระหนักว่าครั้งหนึ่งเราเคยมีปาฏิหาริย์อยู่กับตัว










