แนวทางการฟื้นฟูจิตใจและการปรับตัว

พระไพศาล วิสาโล

ประชาชนควรได้รับการสนับสนุนให้มีการฟื้นฟูจิตใจและการปรับตัวที่ดีขึ้น
โดยอาศัยประสบการณ์การเผชิญภัยพิบัติในที่ต่าง ๆ ดังมีแนวทางพอจะสรุปได้ดังนี้

๑.ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น

การสูญเสียคนรัก อวัยวะ ทรัพย์สินเงินทอง และวิถีชีวิตที่คุ้นเคยเป็นความเจ็บปวดที่ไม่มีใครปรารถนา
แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว มันก็คือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้

บางครั้งความจริงก็เป็นเรื่องที่เจ็บปวด แต่การจะพ้นจากความเจ็บปวดได้ ต้องเริ่มต้นจากการ
ยอมรับความจริงดังกล่าว ยอมรับว่าเราได้สูญเสียคนรัก อวัยวะ ทรัพย์สินเงินทอง และวิถีชีวิต
ที่คุ้นเคยไปแล้ว ทั้งหมดนี้แม้เราจะรักและหวงแหนเพียงใด แต่บัดนี้ได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว
วันนี้เราจะต้องมีชีวิตอยู่โดยไม่มีเขาหรือไร้สิ่งเหล่านั้น

การสูญเสียใด ๆ ก็ตาม แม้จะเป็นเรื่องที่เจ็บปวด แต่หากยอมรับว่ามันเป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว
การที่จะทำใจยอมรับการสูญเสียก็เป็นไปได้ง่ายขึ้น ตรงกันข้ามการปฏิเสธและไม่ยอมรับว่ามันเป็นความจริง
จะทำให้เขาไม่ยอมรับการสูญเสียและไม่ยอมกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงในปัจจุบันการช่วยให้ผู้สูญเสีย
ยอมรับความจริงอันเจ็บปวด และพร้อมจะอยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบันเป็นขั้นตอนสำคัญในการช่วยให้เขา
ปรับตัวกับชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ดังจะได้กล่าวต่อไปผู้ที่มีศรัทธาแน่นแฟ้นในศาสนามีแนวโน้ม
ที่จะยอมรับความจริงอันเจ็บปวดได้ง่ายกว่า เช่น พุทธศาสนิกชนอาจมองว่าความสูญเสียนั้นเป็นเรื่อง “อนิจจัง”
หรือเป็นเรื่องของบุญกรรม ส่วนชาวมุสลิมหรือชาวคริสต์ก็อาจมองว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ศาสนาเป็น
“ทุนทางสังคม” ที่ยังมีพลังในการเยียวยาจิตใจของผู้สูญเสีย จึงไม่ควรที่จะมองข้าม

๒ ตระหนักรู้และยอมรับความรู้สึกที่เจ็บปวด

ความเจ็บปวด ความเศร้าโศกเสียใจ และความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับทุกคนที่สูญเสียคนรัก
หรือพลัดพรากจากสิ่งที่รัก เมื่อคุณมีความรู้สึกดังกล่าว แม้จะเป็นทุกข์เพียงใด แต่ก็ขอให้ยอมรับว่าเป็นเรื่องธรรมดา
ไม่ปฏิเสธผลักไสหรือกดมันเอาไว้ การปฏิเสธผลักไสมันไม่ช่วยให้มันหายไปจากจิตใจ อย่างมากก็เพียงแต่ระงับไปชั่วคราว
แต่ในที่สุดก็จะกลับมารบกวนอีก หาไม่ก็จะถูกเก็บกดเอาไว้เพื่อรอวันระเบิดออกมา

ทุกครั้งที่อารมณ์ความรู้สึกดังกล่าวเกิดขึ้น ให้ตระหนักรู้ในอาการดังกล่าว แต่ไม่ควรปล่อยใจให้จมติดหรือหมกมุ่นหมุนวนอยู่
ในอารมณ์ความรู้สึกดังกล่าว เพราะจะยิ่งทำให้อารมณ์ความรู้สึกดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม
หากความเศร้าโศกเสียใจท่วมท้นจิตจนอยากร้องไห้ ไม่ควรหักห้ามใจการได้ร้องไห้จะช่วยให้ความรู้สึกดังกล่าวคลี่คลายลง
ขณะเดียวกันก็ควรยอมรับด้วยว่าการที่จิตใจจะกลับคืนมาเป็นปกติดังเดิมนั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา
ดังนั้นจึงต้องมีความอดทนกับความทุกข์ที่รบกวนจิตใจ ด้วยความเชื่อมั่นว่าในที่สุดอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นก็จะหายไป
แล้วเราจะกลับมายิ้มแย้มแจ่มใสได้ใหม่

๓ อุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับ

การที่สูญเสียบุคคลที่รักไปอย่างกะทันหัน โดยไม่ทันได้ล่ำลา ย่อมสร้างความทุกข์แก่ผู้ที่ยังอยู่
ยิ่งการจากไปนั้นเกิดจากภัยพิบัติหรืออุบัติเหตุที่สร้างความทุกข์ทรมานแก่ผู้ที่ล่วงลับ ก็ยิ่งสร้างความเศร้าโศกเสียใจ
และห่วงกังวลแก่ผู้ที่ยังอยู่ การที่ได้ทำอะไรให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปตามความเชื่อทางศาสนา เช่น ถ้าเป็นชาวพุทธก็อุทิศส่วนกุศลไปให้
จะช่วยลดความเศร้าโศกเสียใจและห่วงหาอาลัยไปได้มาก เพราะอย่างน้อยก็ทำให้มั่นใจและสบายใจว่าได้มีส่วนช่วยให้เขา
ไปประสบสุขในสัมปรายภพ นอกจากนั้นอาจช่วยลดความรู้สึกผิดสำหรับผู้ที่สูญเสียคนรักต่อหน้าต่อตาโดยช่วยอะไรไม่ได้
หรือรู้สึกผิดที่มีส่วนชักนำให้ไปอยู่ในสถานที่เกิดเหตุ

การอุทิศส่วนกุศลสามารถทำได้หลายวิธีเช่น ใส่บาตร ถวายสังฆทาน บริจาคสิ่งของเช่นอาหารแก่ผู้ยากไร้
มอบทุนการศึกษาแก่เด็กยากจน พิมพ์หนังสือแจกเป็นธรรมทาน หรืออุปสมบท ปฏิบัติธรรม เป็นต้น
โดยหลังจากได้ทำกิจอันเป็นบุญกุศลแล้ว ให้น้อมจิตอุทิศบุญกุศลที่ได้บำเพ็ญแก่ผู้ที่จากไป โดยอาจมีการกรวดน้ำด้วยก็ได้

๔ พูดคุยและปรึกษาผู้อื่น

เมื่อความทุกข์ท่วมท้นจิตใจ ไม่ควรเก็บไว้คนเดียว ควรหาโอกาสเล่าความรู้สึกหรือปรึกษาผู้ที่เราไว้วางใจ
การได้พูดหรือระบายความรู้สึกออกมาจะช่วยให้จิตใจเบาสบายขึ้น อารมณ์ความรู้สึกที่เป็นลบนั้น
หากปล่อยให้ค้างคาใจและยิ่งหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับมัน จะยิ่งรุนแรงเข้มข้นขึ้นและกลายเป็นสิ่งกดถ่วงหน่วงทับใจ
การได้พูดออกมาหรือเล่าให้ผู้อื่นฟัง ช่วยให้ความรู้สึกที่หนักอึ้งถ่ายเทออกไปจากจิตใจในระดับหนึ่ง

ญาติมิตรและมิตรสหายไม่ควรปล่อยให้ผู้สูญเสียอยู่คนเดียว ควรเข้าไปเยี่ยมเยียนและไต่ถามทุกข์สุข
เปิดโอกาสให้เขาได้เล่าถึงความรู้สึกภายใน แม้จะไม่คำแนะนำให้เขา แต่เพียงแค่มีน้ำใจต่อเขาและรับฟังสิ่งที่เขาพูดอย่างเต็มที่
โดยไม่ตำหนิหรือคิดแต่จะสอน ก็จะช่วยเขาได้มาก

๕ ปรับตัวเข้ากับชีวิตที่แปรเปลี่ยน

บุคคลที่เรารักหรือสิ่งที่เราหวงแหน ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในชีวิตของเรา แต่มาวันนี้ไม่มีบุคคลผู้นั้นหรือสิ่งนั้นอีกต่อไป
นั่นหมายความว่าชีวิตที่เราคุ้นเคยนั้นได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว ชีวิตที่ไม่มีเขาหรือสิ่งนั้นคือชีวิตใหม่ในปัจจุบันที่เราต้องทำความคุ้นเคย
และปรับตัว การปรับตัวนอกจากจะหมายถึงการทำใจแล้ว ยังรวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือการปรับบทบาทเสียใหม่
เช่น หากผู้สูญเสียเป็นพ่อ แม่ที่ยังอยู่ก็อาจต้องทำหน้าที่เหมือนพ่อด้วย หากผู้สูญเสียเป็นผู้หารายได้หลักของครอบครัว
ผู้ที่ยังอยู่ก็ต้องหันมาประกอบอาชีพหรือเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น หากสูญเสียอวัยวะจนพิการ ก็จำต้องเรียนรู้ที่จะดำรงอยู่อย่างดีที่สุด
ภายใต้ข้อจำกัดของร่างกายโดยทั่วไปแล้ว ผู้คนมักจะสูญเสียเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งขณะที่สิ่งอื่น ๆ ยังดำรงอยู่ เช่น สูญเสียคนรัก
แต่ยังมีบ้านเรือนและทรัพย์สินเงินทอง

หรือสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง แต่คนในครอบครัวยังอยู่ครบ การปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องที่แม้จะยาก
แต่ก็ไม่ยากเท่ากับการที่ต้องสูญเสียทุกอย่าง ทั้งคนรัก บ้านเรือน ทรัพย์สินเงินทอง เครื่องมือประกอบอาชีพ ดังที่เกิดกับผู้คนเป็นอันมาก
จากมหันตภัยครั้งนี้ ดังนั้นการช่วยเหลือจากผู้อื่น เช่น ญาติมิตร ชุมชน หรือหน่วยราชการจึงมีความสำคัญต่อการปรับตัวดังกล่าว
เช่น ช่วยสร้างบ้านเรือน ช่วยดูแลลูกหลาน ช่วยทำงานบ้าน หรือแนะนำอาชีพใหม่

อย่างไรก็ตามการยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือจะต้องไม่ทำให้เขาสูญเสียความสามารถในการพึ่งตนเอง จนต้องพึ่งพาภายนอกสถานเดียว
ต้องไม่ลืมว่าการปรับตัวเข้ากับชีวิตที่เปลี่ยนไปนั้น บุคคลที่สำคัญที่สุดในกระบวนการดังกล่าวก็คือตัวผู้ประสบภัยนั้นเอง
ดังนั้นการที่ผู้ประสบภัยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและกำหนดวิถีชีวิตของตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก
ไม่ว่าจะทำโดยตรงหรือโดยผ่านการมีส่วนร่วมในชุมชน

๖ ดูแลรักษาสุขภาพและพักผ่อนให้พอเพียง

ใจและกายนั้นสัมพันธ์กัน หากใจเป็นทุกข์ก็อาจฉุดให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ ขณะเดียวกันร่างกายที่เจ็บป่วยก็ยิ่งทำให้จิตใจยิ่งอ่อนแอ
และเป็นทุกข์ได้ง่าย ตรงกันข้ามกับร่างกายที่แข็งแรง สดชื่นแจ่มใส ก็อาจช่วยฟื้นฟูจิตใจให้ดีขึ้นได้

ดังนั้นผู้สูญเสียจึงควรที่จะดูแลรักษาสุขภาพให้ดี เช่น พักผ่อนให้พอเพียง ไม่อดหลับอดนอน กินอาหารถูกสุขลักษณะ
และออกกำลังกายสม่ำเสมอญาติมิตรควรดูแลเอาใจใส่ในเรื่องนี้ด้วย เช่น ชักชวนให้ไปออกกำลังกายด้วยกัน
ทำอาหารให้กินหรือซื้ออาหารมาให้หากผู้สูญเสียไม่มีกะจิตกะใจจะดูแลตนเองในเรื่องนี้

๗ เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสแห่งการพัฒนาตน

ความทุกข์หรือความสูญเสียนั้นมิได้มีแต่โทษอย่างเดียว หากยังมีคุณด้วย กล่าวคือช่วยให้ผู้ที่ปรับตัวผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวมา
ได้มีจิตใจที่เข้มแข็งขึ้น สามารถอดทนต่อความสูญเสียพลัดพรากได้มากขึ้น โดยเฉพาะความสูญเสียพลัดพราก
ที่มีความรุนแรงน้อยกว่าที่เคยประสบ และมีความเห็นอกเห็นใจในผู้ที่ประสบความสูญเสียอย่างเดียวกับตน
อีกทั้งยังมีบทเรียนหรือความเข้าใจในชีวิตมากขึ้น เช่น เห็นถึงความไม่แน่นอนของชีวิตและโลก
ตระหนักว่าความสูญเสียพลัดพรากและความตายนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลาโดยไม่อาจคาดการณ์ได้

ผู้ที่มีความตระหนักเช่นนี้ย่อมเห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมต่อความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
หมั่นสร้างคุณงามความดีหรือบุญกุศลขณะที่ยังมีโอกาสอยู่ ขณะเดียวกันก็มีแนวโน้มที่จะปล่อยวางมากขึ้น
ไม่ยึดติดหรือสำคัญมั่นหมายว่าสิ่งต่าง ๆ จะมีความคงทนยั่งยืน

ในประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาพบว่ามีบุคคลจำนวนไม่น้อยที่บรรลุธรรมหลังจากประสบกับความพลัดพรากสูญเสียอย่างใหญ่หลวง
เช่น นางกีสาโคตมีซึ่งสูญเสียลูกน้อย หรือนางปฏาจาราซึ่งสูญเสียสามี ลูกทั้งสองคน รวมทั้งพ่อแม่และน้องชาย
ตลอดจนบ้านเรือนและทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มี ทั้งสองท่านเป็นทุกข์จนถึงกับคลุ้มคลั่ง หากต่อมาได้สติ
เกิดระลึกได้ถึงความไม่แน่นอนของชีวิตและสรรพสิ่ง เป็นเหตุให้เกิดปัญญาเข้าใจสัจธรรมในที่สุด

ผู้ที่ประสบการสูญเสียพลัดพรากล้วนมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสแห่งการพัฒนาทางจิตใจ
เพื่อมีชีวิตที่เป็นสุขมากขึ้นในโลกที่ผันผวนปรชยวนแปรเป็นนิจ อย่างไรก็ตามการที่ผู้สูญเสียจะเข้าถึงสภาวะดังกล่าวได้
ต้องอาศัยเวลาและการชี้แนะที่เหมาะสม รวมทั้งการใคร่ครวญชีวิตจิตใจของตนเองอย่างลึกซึ้ง
โดยอาศัยการทำสมาธิภาวนาหรือการปฏิบัติตามแนวทางศาสนาของตน

ทั้งนี้พึงตระหนักว่าความเข้าใจอย่างลึกซึ้งนั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการสั่งสอนหรือการยัดเยียดความเห็นลงไป.



...หน้าแรก...




©Copyright Thai Holistic Health Foundation. All Rights Reserved.2002-2003