เพื่อนคู่ชีวิต
ผู้เขียน:
พระไพศาล วิสาโล
ไม่มีใครในโลกที่ไร้เพื่อน
เราทุกคนมีเพื่อนคู่ชีวิตกันทั้งนั้น อย่างน้อยๆ ก็สองล่ะที่คอยติดตามเราทุกฝีก้าว
ไม่ต้องเหลียวมองที่ไหนอยู่กับคุณอยู่นี่แล้ว ก็กายกับใจไงล่ะ
กายกับใจคือสองแรงแข็งขันที่คอยช่วยเหลือเราในทุกที่
เดือดร้อนเมื่อใด ก็ขอให้นึกถึงเพื่อนทั้งสองไว้ก่อน พูดง่ายๆ
ว่าเราจะสุขหรือทุกข์ก็ขึ้นอยู่กับกายใจนี้แหละ จะร้อนจะหนาว
ถ้ากายเฉย ใจสงบก็สบายไปแปดอย่าง
กายกับใจไม่ใช่แค่เพื่อนคู่ชีพของเราเท่านั้น ทั้งสองยังเป็นเพื่อน
"คู่ซี้" ของกันและกันด้วย ส่วนใดส่วนหนึ่งจะสุขสบายหรือเจริญงอกงามไม่ได้
ถ้าอีกส่วนหนึ่งไม่คอยช่วยเหลือหรือให้ความร่วมมือ ร่างกายจะแข็งแรงได้ก็ต่อเมื่อใจมีความตั้งมั่น
หมั่นลุ้นกายให้ออกกำลังสม่ำเสมอ และคอยเตือนกายให้กินอาหารที่ถูกสุขลักษณะ
ไม่ใช่กินแต่ของถูกปากอย่างเดียว ส่วนใจจะมีปัญญาและสมาธิได้
ก็ต้องอาศัยกายเป็นเครื่องมือในการอ่าน เขียน ค้นคว้า และปฏิบัติ
จะทำกรรมฐาน ก็ต้องใช้กายนี้แหละในการเดินจงกรมหรือตามลมหายใจ
ในยามที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทุกข์ยากเดือดร้อน ก็ต้องมีอีกฝ่ายหนึ่งเข้ามาช่วยเหลือถึงจะหมดปัญหาได้
เวลาร่างกายเกิดไม่สบาย กินยารักษาตัวอย่างเดียวใช่ว่าจะหายได้ง่ายๆ
กำลังใจก็สำคัญด้วย ใจที่สงบมีความหวัง ไม่กลัดกลุ้มกังวล ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อไม่นานมานี้ ผลการวิจัยในสหรัฐอเมริกายืนยันว่า ผู้ป่วยที่หมั่นทำสมาธิภาวนาหรือสวดมนต์
มีโอกาสที่จะหายป่วยได้เร็ว หรือรอดตายจากโรคร้ายได้มากกว่าคนที่รักษาทางกายล้วนๆ
แม้ในกรณีผู้ป่วยโคม่าที่ใกล้ตายหรือแทบจะหมดหวังในการรักษา
กำลังใจก็สามารถจะช่วย "ฉุด" กายให้ฟื้นตัวได้อย่างน่าพิศวง
คุณหมออมรา มลิลา ได้เล่าถึงชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งประสบอุบัติเหตุจนต้องเข้าห้อง
ไอซียู เพราะนอกจากบาดเจ็บทางสมองแล้ว ไตยังวายอย่างเฉียบพลัน
หมอประเมินว่ามีโอกาสรอดน้อยมาก
ในช่วงที่ชายผู้นั้นอยู่ในอาการโคม่า ไม่รู้สึกตัว เขาเล่าว่ารู้สึกลอยเคว้งคว้าง
บางครั้งใจเหมือนกับจะขาดหลุดไป แต่แล้วก็จะรู้สึกว่ามีมือมาจับมือหรือตัวเขา
พร้อมกับมีพลังส่งเข้ามา ทำให้ใจรวมตัวได้ เกิดความรู้สึกตัวขึ้นมา
มารู้ในเวลาต่อมาว่า พลังที่ส่งเข้ามานั้น เกิดจากพยาบาลผู้หนึ่งได้จับมือแผ่เมตตาให้กำลังใจ
ทุกครั้งที่ขึ้นเวร เธอจะทำเช่นนี้กับคนไข้โคม่าทุกคน และก่อนจะออกจากเวร
ก็จะบอกคนไข้ว่า ดิฉันจะลงเวรแล้ว ขอให้สบายทั้งคืนตลอดคืนนี้
พรุ่งนี้ค่อยพบกันใหม่
มีบางคืนที่คนไข้ผู้นี้เกิดทรุดหนัก หายใจแทบไม่ไหว รู้สึกว่าอยากหยุดหายใจตายไปเสีย
จะได้สิ้นเคราะห์เสียที แต่ใจหนึ่งก็นึกถึงพยาบาลผู้นั้นว่า
เธอจะเสียใจแค่ไหน หากมาพบว่าเตียงเขาว่างไปเสียแล้ว ซ้ำร้ายอาจโทษตนเองว่าทำอะไรบกพร่องหรือ
คนไข้จึงตาย เมื่อคิดเช่นนั้นแล้ว จึงพยายามหายใจต่อไป ตั้งใจว่าตอนเช้าเมื่อได้เจอหน้ากัน
ก็จะได้ร่ำลาพยาบาล และปลอบเธอไม่ให้เสียใจ
ครั้นพบหน้าพยาบาลตอนเช้า อาการของเขาก็ดีขึ้นจนลืมร่ำลา คนไข้ผู้นี้อธิบายตอนหลังว่า
ที่รู้สึกดีในตอนเช้านั้นก็เพราะใจเชื่อมั่นว่าระหว่างที่พยาบาลผู้นี้อยู่
หากเขาเป็นอะไรไป เธอก็สามารถช่วยได้เต็มที่ ใจที่ไม่กังวล ทำให้ร่างกายพลอยดีขึ้น
แต่พอตกกลางคืน มีอาการหนักขึ้นมาอีก ใจก็นึกถึงพยาบาล ไม่อยากให้เธอเสียใจ
จึงพาสังขารฝืนสู่กับความเจ็บป่วยอย่างสุดความสามารถ จนพ้นวิกฤต
กระทั่งหายเป็นปกติ ออกจากโรงพยาบาลได้ในที่สุด
กรณีข้างต้นบอกเราว่า ผู้ป่วยโคม่านั้น แม้ดูจากภายนอกจะไม่รู้สึกตัว
แต่จิตก็ยังสามารถรับรู้บางอย่างได้ รวมทั้งกระแสจิตที่เปี่ยมด้วยเมตตา
ดังนั้นเมตตาจิตและกำลังใจจากพยาบาลและญาติมิตร จึงมีความสำคัญต่อผู้ป่วยมาก
ใจนั้นสามารถสื่อถึงกันได้ โดยบางครั้งก็มีกายเป็นสื่อผ่าน และที่สำคัญก็คือ
ตัวอย่างข้างต้นชี้ว่า ใจของผู้ป่วยนั้นมีผลอย่างมากต่อร่างกายของเขา
แม้อาการทางกายของเราจะสาหัสจนหมอไม่คิดว่าจะรอด แต่เป็นเพราะกำลังใจของเขาที่หนุนเนื่องด้วยเมตตาจิต
(ทั้งของตนเองและของ พยาบาล) ร่างกายของเขาจึงดีขึ้นเป็นลำดับ
จนเป็นปกติในที่สุด
มีผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมากที่หายได้ ไม่ใช่เพราะการรักษาทางกายล้วนๆ
แต่เพราะรักษาใจให้เป็นปกติและผาสุก ไม่จมอยู่กับความสิ้นหวังหรือหวาดกลัว
หากพร้อมที่จะเผชิญกับอนาคตทุกรูปแบบ ใจเช่นนี้แหละที่สามารถเยียวยาฟื้นฟูร่างกายได้อย่างดี
ไม่ยิ่งหย่อนกว่ายาหรือการรักษาทางกาย บางครั้งอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่า ใจไม่ใช่ผู้ที่จะช่วยเหลือกายฝ่ายเดียว
กายก็สามารถช่วยเหลือใจได้เหมือนกัน เวลาโกรธ ลองหายใจเข้าลึกๆ
หายใจออกยาวๆ สัก ๒-๓ นาที เป็นอย่างน้อย ใจจะเบาสบายขึ้น เมื่อรู้สึกหดหู่
ท้อแท้ หรือเฉื่อยเนือย หากได้พักผ่อนนอนหลับให้เต็บอิ่ม จะรู้สึกดีขึ้นมา
ถ้าอารมณ์เกิดพลุ่งพล่าน ลองเปลี่ยนอิริยาบถ หันไปออกกำลังกาย
วิ่งจ๊อกกิ้ง เล่นกีฬาดูบ้างจะดีไหม
แม้แต่เวลาเซ็งสุดขีด ไปเที่ยวอย่างไรๆ ก็ไม่หาย หรือถึงหาย
ก็เพียงชั่วครู่ชั่วยาม พอเลิกเที่ยว ก็กลับเป็นอีก เจอแบบนี้เข้าอาจต้องอาศัยกายเข้ามาช่วยใจเสียแล้ว
ลองทำกายให้กระชุ่มกระชวยดู อย่าปล่อยให้ซึมกระทือไปเหมือนใจ
พยายามนอนและตื่นให้เป็นเวลา ตื่นเช้าๆ ยิ่งดี แล้วอย่านอนดึก
แต่ตื่นเช้าอย่างเดียวไม่พอ ควรออกกำลังกายด้วย เช่น วิ่งจ๊อกกิ้ง
สลัดความง่วงซึมออกไป หรือไม่ก็เล่น โยคะ ว่ายน้ำ จะลองแอโรบิคก็ได้ไม่ผิดกติตา
ใหม่ๆ จะรู้สึกว่ายากแสนยาก เพราะใจไม่ยอมเอาด้วย แต่ก็ต้องฝืนต้องลุ้นตัวเองให้ได้
นึกในใจว่า จะตายเพราะตื่นเช้าออกกำลังกายก็ให้มันรู้ไป
ลองทำให้ต่อเนื่องสักพัก จะรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องยาก และถ้าทำเรื่อยๆ
จนเป็นกิจวัตรหรืออยู่ตัวแล้ว การดำเนินชีวิต ในช่วงอื่นๆ ของวัน
ก็ควรทำให้เป็นกิจวัตรด้วย คือมีกำหนดว่าจะทำอะไร เมื่อไรไม่ต้องถึงกับตายตัว
แต่ก็พยายามทำให้ได้ตามนั้น ไม่เฉื่อยและเฉื่อยเนือยเหมือนก่อน
พร้อมกันนั้นอาหารการกินก็สำคัญ ควรเลี่ยงบุหรี่หรือ สิ่งเสพติดมึนเมา
วิธีนี้จะช่วยให้ความกระชุ่มกระชวยขยายจากเช้าไปจรดค่ำ แล้วจะพบว่าจิตใจเริ่มมีชีวิตชีวามากขึ้น
จะนึกจะคิด ก็มีสมาธิ จะทำอะไร ก็ลงมือทำได้อย่างไม่ลังเล ผัดผ่อนอีกต่อไป
ถ้าทำได้อย่างนี้ ก็แสดงว่าใจเราฟื้นแล้ว ไม่ใช่ฟื้นเพราะใคร
กายนั่นแหละมีส่วนอย่างสำคัญ
กายช่วยใจ ใจช่วยกาย กายกับใจจึงเป็นมิตรที่มีอุปการะมากดังนั้น
ถ้าจะเป็นอะไรขึ้นมาก็ขอให้ทรุดแค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง ถ้ากายทรุดก็อย่าปล่อยให้ใจทรุดด้วย
เพราะเราต้องอาศัยใจช่วยฉุดกายขึ้นมา ในทำนองเดียวกัน ถ้าใจทรุด
ก็อย่าปล่อยให้กายทรุดด้วย ต้องบำรุงรักษากายให้ดีเพื่อช่วยฉุดใจขึ้นมา
แต่โดยทั่วไปแล้ว เวลาส่วนใดส่วนหนึ่งของเราทรุด เราก็มักปล่อยให้ส่วนที่เหลือทรุดด้วย
ถ้าใจเครียด กังวล กลุ้มใจ ร่างกายก็ทำท่าจะป่วยเอา โรคเริ่มจะถามหา
ตั้งแต่ปวดหัว โรคกระเพาะ ไปจนถึงโรคหัวใจ เช่นเดียวกัน เวลาร่างกายเกิดไม่สบาย
ใจก็พลอยจะหมองหม่นไปด้วย ลงได้ทรุดทั้งกายและใจ ก็แย่เท่านั้นเอง
ควรพยายามรักษาหรือกู้ส่วนหนึ่งให้ได้ แล้วส่วนที่เหลือก็มีหวังว่าจะดีขึ้นตามมา
แต่ถ้าให้ดี เวลาเป็นอะไรไป พยายามฟื้นฟูเยียวยาทั้งสองส่วนไปพร้อมๆ
กัน จะให้ผลแน่นอนที่สุด และจะดียิ่งขึ้น ถ้าหมั่นดูแลรักษาทั้งกายและใจให้เจริญงอกงามอยู่เสมอ
แม้ในยามที่เป็นปกติ อย่ารอให้มีปัญหาเสียก่อน จึงค่อยขยับเขยื้อน
เมื่อกายและใจได้รับการดูแลรักษาเป็นกิจวัตรด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ
กินอาหารอย่างได้สมดุล นอนและตื่นเป็นเวลา ขณะเดียวกันก็หมั่นทำสมาธิภาวนา
ทำกิจต่างๆ ด้วยสติ รักษาใจให้เป็นปกติ พิจารณาสิ่งต่างๆ ด้วยปัญญาขวนขวายใฝ่รู้เสมอ
เมื่อทำได้เช่นนั้นสม่ำเสมอแล้ว ก็แน่ใจได้เลยว่า
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะสามารถผ่านพ้นไปด้วยดี