ก้อนหินและดอกไม้
ผู้เขียน:
พระไพศาล วิสาโล
ถ้าเห็นก้อนหินหล่นลงมาจากที่สูง ใคร ๆ ก็วิ่งหลบทั้งนั้น ไม่มีคนไหนอยากจะยื่นหน้าหรือแถตัวเข้าไปรับก้อนหินหรอก แต่เวลาเห็นคนแสดงอากัปกิริยาหรือพูดจาผิดปรกติต่อหน้าต่อตา เหตุใดผู้คนจึงมักเอา "ตัวตน" ไปออกรับ ทึกทักว่าเขากำลังไม่พอใจอะไรตนสักอย่าง
วันดีคืนดีคนที่ทำงานก็ทำหน้าบึ้งตึง แถมจู่ ๆ ก็พูดขึ้นมาต่อหน้าเราว่า "เบื่อวะ" เคยบ้างไหมที่เราอดคิดไม่ได้ว่าเขากำลังประชดประชันเรา ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริง เขาไม่ได้เบื่อหน้าเราสักหน่อย
คำพูดห้วน ๆ เสียงเดินตึงตัง หรือการปิดประตูเสียดัง
สิ่งเหล้านี้สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยสาเหตุนานัปการ โดยไม่เกี่ยวกับเราเลยการที่ได้เห็นหรือได้ยินสิ่งเหล่านี้อาจเป็นเรื่องบังเอิญทั้งเพ
แต่บ่อยครั้งเรากลับเอาตัวเองไปเป็น "เป้า" รองรับการกระทำเหล่านั้นเต็มที่
คิดเป็นตุเป็นตะว่าเข้ากำลังจ้องเล่นงานเรา เสร็จแล้วเราเองก็เป็นทุกข์กลุ้มใจว่าเราทำอะไรผิดหรือ
จนบางทีกินไม่ได้นอนไม่หลับ
คำพูดและอากัปกิริยาเหล่านี้เปรียบเสมือนก้อนหินที่ตกลงมา
ใครขืนเอาตัวเข้าไปรับก็มีแต่เจ็บสถานเดียว ไม่ดีกว่าหรือถ้าเราจะหลบหลีกเสีย
ได้เห็นหรือได้ยินตรงไหนก็วางมันลงตรงนั้นเลย ไม่เก็บเอาไปคิดให้รบกวนใจ
ก็เขาไม่ได้หมายถึงเรานี่ จะไปกลุ้มไปทำไม
แต่ถ้าเขาเกิดด่าว่าเราชัด ๆ ตรง
ๆ ล่ะ จะทำอย่างไร ?
ก็ต้องถามกลับว่า เราจะทำอย่างไร ในเมื่อรู้ว่าก้อนหินที่กำลังหล่นใส่หัวเรานั้นเป็นฝีมือของคนที่ประสงค์ร้ายต่อเรา เรายังจะเอาหัวเข้าไปรับหินก้อนนั้นอีกหรือ ?
ถึงแม้คำด่าจะพุ่งมาที่เราโดยตรง ควรแล้วหรือที่เราจะเอาตัวไปเป็นเป้ารับคำด่านั้น
ตราบใดที่เราไม่เอาตัวตนออกรับ คำด่านั้นก็ไม่มีพิษสง ที่มันทำร้ายเราได้
ก็เพราะเราต่างหากที่เอาถ้อยคำเหล่านั้นมาทิ่มแทงตัวเอง
มีเรื่องเล่าว่า นักปรัชญาผู้หนึ่งต้องการโต้วาทะกับนัสรูดิน
แต่เมื่อไปหาที่บ้านตามเวลานัดก็ไม่พบ ด้วยความโกรธ จึงเอาชอล์คเขียนที่หน้าประตูบ้านนัสรูดินว่า
"อ้ายโง่บัดซบ" เมื่อนัสรูดินกลับบ้าน
เห็นข้อความดังกล่าว จึงรีบไปที่บ้านนักปรัชญาผู้นั้นทันที
"ผมลืมนัดสนิทเลย" นัสรูดินกล่าว "ตอนที่คุณไปที่บ้านผม ผมขอโทษด้วยที่ไม่ได้อยู่บ้าน
เพิ่งนึกออกว่ามีนัดก็ตอนที่เห็นชื่อคุณอยู่ที่ประตูบ้านผม"
นักปรัชญาผู้นั้นโยนคำด่าใส่นัสรูดิน แต่นัสรูดินแทนที่จะรับคำด่านั้นมาเป็นของตน
กลับหลีกเสีย แถมยังนำก้อนหินนั้นกลับคืนเจ้าของ
วิธีการเช่นนี้พระพุทธเจ้าเคยทำมาแล้ว โดยทรงถามพราหมณ์ที่กล่าวร้ายพระองค์ว่า
อาหารที่พราหมณ์ถวายแก่พระองค์ หากพระองค์ไม่รับ อาหารนั้นจะเป็นของใคร
ครั้นพราหมณ์ตอบว่า เป็นของตน พระองค์ก็ตรัสว่า คำด่าของพราหมณ์ก็เช่นกัน
หากพระองค์ไม่รับย่อม ตกเป็นของพราหมณ์
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า คำพูดใดที่ไม่ถูกใจเรา เราควรเมินเฉยไปเสียหมด
ถ้อยคำบางอย่างก็มีประโยชน์
หากเรารู้จักคิดอาทิเช่นคำวิพากษ์วิจารณ์ แม้ผู้วิจารณ์อาจต้องการระบายอารมณ์ใส่เราก็ตาม
ในกรณีอย่างนี้เราควรรับฟัง ประเด็นอยู่ที่ว่า เราจะเอา อะไร หรือรับฟังด้วย อะไร ?
คนเรามีสองด้านอยู่ในตัว ด้านหนึ่งคือปัญญา อีกด้านหนึ่งคืออัตตา
(หรือพูดให้ถูกคือความยึดถือในอัตตา) ด้านที่เป็นปัญญานั้นจะแข็งแรงอดทน
ส่วนด้านที่เป็นอัตตานั้นอ่อนแอ อะไรมากระทบไม่ได้เปรียบไปก็เหมือนกับหลังและท้องของเรา
หลังของเรานั้นทนทานรับแรงกระทบกระแทกได้ ส่วนท้องหรือด้านหน้าของเรานั้น
มีจุดอ่อนเต็มไปหมด
เวลาเจอแรงกระทบกระแทก ถ้าหนีไม่พ้นเราควรหันหลังรับไม่ใช่เอาท้องรับ ใครเอาท้องรับก็จุกหรือเจ็บเท่านั้นแหละ
ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อเจอคำวิพากษ์วิจารณ์ เราควรเอาปัญญารับแต่คนส่วนใหญ่กลับเอาอัตตารับ
คือปล่อยให้ความรู้สึกว่า "เขาด่ากู" ขึ้นหน้าทันที โดยไม่ทันพิจารณาว่า สิ่งที่เขาพูดนั้นถูกต้องหรือไม่มีประโยชน์เพียงไร
เมื่อใดก็ตามที่เราเอาความรู้สึก "ตัวกูของกู"
ขึ้นหน้าหรือออกรับยามได้ประสบสัมผัสกับสิ่งต่าง
ๆ ปฏิกิริยาแรกที่ที่เกิดขึ้นทันทีก็คือ ความรู้สึก "ถูกใจ"
หรือ "ไม่ถูกใจ" อะไรที่ปรนเปรออัตตาหรือขยายตัวตนให้พองใหญ่ขึ้น
ก็จะรู้สึกถูกใจ แต่ถ้าสิ่งใดไม่สนองอัตตาหรือบีบคั้นกระทบกระทั่งตัวตน
จะรู้สึกไม่ถูกใจขึ้นมา
การเอาอัตตาออกรับคำวิพากษ์วิจารณ์
จึงมักตามมาด้วยความไม่พอใจ โกรธแค้น และเป็นทุกข์ แถมไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากคำวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว
แต่ถ้าเราเอาปัญญาออกรับ จิตของเราจะมาใส่ใจอยู่กับเนื้อหาสาระของถ้อยคำ
แทนที่จะมาจดจ่ออยู่กับเรื่องตัวตนหรือหน้าตา "ความถูกต้อง"
จะสำคัญกว่า "ความถูกใจ"
หากคำวิพากษ์วิจารณ์ของเขานั้นถูกต้อง ก็ช่วยให้เราปรับปรุงตนเองได้ง่ายขึ้น
แต่ถ้าไม่ถูกต้อง เราก็ยังได้ประโยชน์จากคำวิจารณ์อยู่นั้นเอง
เพราะการตั้งรับด้วยปัญญาเอื้อให้เราเห็นแง่มุมต่าง ๆ ของคำวิจารณ์นั้น
เช่น กระตุ้นให้เราเกิดคำถามขึ้นในใจว่า เหตุใดเขาจึงพูดเช่นนั้น
? เราทำอะไรให้เขาเข้าใจผิดหรือเปล่า? เขาหงุดหงิดกับใครมาก่อนหรือเปล่าถึงมากราดเกรี้ยวเรา
? คำถามเช่นนี้ช่วยให้เราเกิดความรู้ ความเข้าใจในตนเองและผู้อื่นมากขึ้น
แทนที่จะโกรธก็รู้สึกให้อภัยเขา
แน่ละท่าทีเช่นนี้อาจทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดเวลาค้นพบความผิดพลาดของตนเอง
แต่บทเรียนหรือ - ความรู้สึกความเข้าใจที่ได้รับย่อมมีคุณค่าและคุ้มค่ากับความเจ็บปวดเสมอ
และหากไม่หมกมุ่นกับเสียงบ่นคร่ำครวญของอัตตามากเกินไป ไม่นานเราก็จะรู้สึกดีขึ้นเอง
จะว่าไปถ้าเราไม่เอาอัตตาออกรับ มันก็ไม่ค่อย เจ็บเท่าไรหรอก
ที่เจ็บปวดเป็นทุกข์เป็นร้อน ก็เพราะชอบเอาอัตตาออกรับพร่ำเพรื่อนั่นเอง
แต่ถ้าใช้ปัญญา ความเจ็บปวดนั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ อย่างน้อยมันก็ฝึกขันติได้ดีทีเดียว
ทั้งหมดนี้เปรียบไปก็เหมือนกับการเจอลิงเกเร หากมันขว้างมะพร้าวใส่เรา แน่นอนเราต้องหลบก่อน แต่หลังจากนั้นล่ะ ?
เราจะหยิบมะพร้าวลูกนั้นขว้างกลับไปที่ลิง หรือเฉาะเปลือกแล้วดื่มน้ำควักเนื้อมากิน ?
คำวิพากษ์วิจารณ์ก็เหมือนกับลูกมะพร้าว โทษของมันคือทำให้เราหัวแตกได้
(หากเราเอาหัวไปรับ) แต่ประโยชน์ของมันก็มีไม่น้อย ท่าทีของผู้มีปัญญาคือรู้จักใช้ประโยชน์จากมัน
ดีกว่าที่จะเอามันขว้างใส่คนอื่นเพื่อแก้แค้น ท่าทีเช่นนี้จะช่วยเราได้มากเวลาเจออุปสรรค
ความผิดพลาดหรือความล้มเหลว สิ่งเหล่านี้ถ้าเราเอาอัตตาออกรับ
(เช่น คิดว่าจะเกิดผลอะไรต่อตัวฉัน คนอื่นจะมองฉันอย่างไร)
ก็รังแต่จะทุกข์ แต่ทันทีที่เอาปัญญาออกรับ เราจะเห็นสิงเหล่านี้ในอีกแง่มุมหนึ่งเลย
แทนที่จะสอดส่ายหาว่า ใคร เป็นตัวการ (เพื่อจะได้เล่นงานหรือระบายอารมณ์ใส่)
เราจะถามว่า เหตุใด จึงเกิดความผิดพลาดขึ้น การตั้งคำถามเช่นนี้ช่วยให้เราเห็นทางออกใหม่
ๆ
คำถามเช่นนี้แหละที่ก่อให้เกิดการค้นพบอย่างสำคัญมานักต่อนักแล้ว
เมื่อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง พบสิ่งผิดปกติในจานเพาะเชื้อแบคทีเรียที่กำลังทำการทดลองอยู่
ทั้ง ๆ ที่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการแต่แทนที่จะขุ่นเคืองใจ เขากลับตั้งคำถามว่าทำไมมันถึงเกิดขึ้น
คำถามนี้ในที่สุดนำไปสู่การค้นพบยาปฏิชีวนะ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในบรรดาสิ่งประดิฐษ์ที่สำคัญที่สุดในรอบพันปีที่ผ่านมา
การเอาอัตตาออกรับ มักตามมาด้วยความพอใจ ไม่พอใจ และลงเอยด้วยความทุกข์
แต่การเอาปัญญาออกรับ มักก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่เพิ่มพูนขึ้น ไม่ว่าจะประสบกับอะไร สุขหรือทุกข์ น่าพึงพอใจ หรือไม่น่าพึงพอใจ
ปัญญาสามารถแปรเปลี่ยนให้เป็นประโยชน์ได้เสมอ กระทั่งความเจ็บป่วย ก็กลายเป็นสัญญาณเตือนให้เราปรับชีวิตให้ถูกต้องสมดุลขึ้น
หรือช่วยให้เราเข้าใจสัจธรรมของชีวิตได้ดีขึ้น ปราศจากซึ่งท่าทีแห่งปัญญาแล้ว ความเจ็บป่วยมีแต่จะทำให้เราทุกข์ทรมาน เพราะมันไม่เป็นผลดีต่ออัตตาของเราเลย
ปัญญาทำให้ขยะกลายเป็นปุ๋ยบำรุงเลี้ยงต้นไม้ให้งดงามดังนั้นจึงไม่ยากที่จะแปรก้อนอิฐเป็นดอกไม้ให้เราชื่นชม
|