ไม่ยอมแพ้แก่โชคชะตา(2)
ผู้เขียน:
พระไพศาล วิสาโล
เคราะห์กรรมยังซ้ำเติมไม่จบ ราวกับจะทดสอบจิตใจของเธอ วันหนึ่งขณะที่รถติดไฟแดง
ก็มีรถเบรกแตกวิ่งมาชนรถของเธอ แรงกระแทกทำให้กระดูกคอซึ่งผุอยู่แล้วหักทันทีและไปทับเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาต
เดชะบุญที่สามารถรักษาให้กายได้หลังจากนอนแน่นิ่งในโรงพยาบาล
2 เดือน
หลังจากนั้นแล้ว ก็เจออุบัติเหตุอีก
รถของเธอเลี้ยวโค้งแล้วไปชนกับเสาไฟฟ้า กระดูกที่แขนของเธอหักออกจากกัน
ห้อยร่องแร่งแถมยังถูกก้านเกียร์ทิ่มใต้ชายโครงขณะช่วยคนขับหักพวงมาลัยหลบคอสะพานผลก็คือตับแตก
เธอยังต้องเจออุบัติเหตุอีกหลายครั้ง แม้แต่วันที่ไปออกรายการ
"เจาะใจ" ก็ยังมีรถยนต์มาชนท้าย กระเทือนที่คอและหลัง
แต่เธอก็ยังบอกว่าไม่เป็นไร ทนได้ ต่อเมื่อถ่ายทำรายการเสร็จแล้ว
จึงไปให้หมอตรวจรักษาที่โรงพยาบาล
วันนี้เธออายุ 52 และไม่รู้ว่าจะเจออะไรข้างหน้าอีก แต่เธอก็ยังมีขวัญและกำลังใจในการดำเนินชีวิต
คงมีไม่กี่คนในโลกนี้ที่เจอเคราะห์ซ้ำกรรมซัดไม่หยุดหย่อนอย่างคุณเกษมสุข
ยกเว้นคนที่เจอภัยสงครามหรืออดอยากหิวโหยปางตายแล้วจะมีสักกี่คนลำบากลำเค็ญอย่างเธอ
แต่แปลกไหมที่เธอไม่รู้สึกเป็นทุกข์เป็นร้อนกับชีวิตที่เต็มไปด้วยเคราะห์กรรมเลย
ถ้าชะตากรรมมีจริง เธอเป็นคนหนึ่งที่ย้ำเตือนว่าเราสามารถเอาชนะชะตากรรมได้
ไม่ใช่ชนะที่ไหน หากชนะที่ใจนั่นเอง
 |
ชีวิตของเธอบอกให้เรารู้ว่า คนเราจะทุกข์หรือไม่
ไม่ได้อยู่ที่ว่ามีอะไรมากระทบกับเรา แต่อยู่ตรงที่เรารู้สึกอย่างไรกับสิ่งนั้น
หรือทำอย่างไรกับมันต่างหาก
แม้จะมีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นกับเรา แต่ถ้าเราทำใจรับได้ ความทุกข์ก็เกิดขึ้นไม่ได้
ในทางตรงกันข้าม แม้มีเงินทองไหลมาเทมาแต่ถ้าเราคิดว่ามันน้อยเกินไป
ทำให้รวยไม่พอหรือไม่เท่าคนอื่น เมื่อนั้นใจเราก็เป็นทุกข์ทันที
หลายครั้งที่ความเดือดร้อนของคุณเกษมสุขเกิดขึ้นจากฝีมือคนอื่นแท้ๆ
เช่น หมอที่ใช้คีมคีบหัวลูกแรงเกินไป ตัดมดลูกผิดข้าง แม้แต่รถจอดนิ่งอยู่ก็ยังมีรถอื่นมาชน
ข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง แต่เธอไม่เคยเสียเวลาไปโทษคนอื่น
เล่นงานเขา หรือก่นด่าชะตากรรม หากคิดเพียงว่าจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไร
และรักษาใจให้เป็นปกติได้อย่างไร
ตอนที่นอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลเพราะกระดูกคอหัก หมอเอาเหล็กแหลมเจาะเข้าไปในกระโหลกทั้ง
2 ข้างเพื่อป้องกันไม่ให้คอเขยื้อนขยับ เธอเจ็บมาก แต่เห็นว่าถ้าตนเสียใจ
หมอและน้องๆ ก็เสียใจไปด้วยเธอเลือกที่จะทำใจให้เป็นปกติ ไม่ตีโพยตีพาย
เพราะ "ถ้าต้นตอไม่ตีโพยตีพายเสียก่อน
คนรอบข้างก็อยู่ได้ และกำลังใจนั้นมันก็จะถูกส่งกลับมาที่เราอีกที"
ไปๆ มาๆ ปรากฏว่า คนป่วยกลับมีจิตใจสบายกว่าคนที่มาเยี่ยมเสียอีก
จนกลายเป็นที่ปรับทุกข์ให้แก่คนรอบข้าง แต่เธอไม่ใช่พระอิฐพระปูน
ฟังเรื่องพวกนี้มากๆ ก็ทุกข์ได้ง่ายๆ ทางออกของเธอก็คือ "จับ
(คนมาเยี่ยม) นั่งสมาธิเสียเลย จะได้ไม่มีเวลาพูดเรื่องอะไรที่มันร้อนใจ"
กลายเป็นว่าคนป่วยกลับเป็นที่พึ่งทางจิตใจให้แก่คนปกติ
แทนที่จะตรงกันข้าม
สิ่งสำคัญที่ประคองใจไม่ให้ทุกข์ร้อนไปกับเหตุร้ายก็คือ สติ
สติอ่อนเมื่อไหร่ ใจก็จะโวยวายสตีโพยตีพาย โทษคนโน้นคนนี้จนลืมจัดการกับตนเอง
ทั้งๆ ทีเป็นสิ่งที่ต้องทำก่อนอื่นใด น้องๆ คุณเกษมสุขเล่าว่าตอนเกิดอุบัติเหตุรถชนเสาไฟฟ้า
คุณเกษมสุขโทรศัพท์ยอกที่บ้านอย่างเรียบๆ ธรรมดาว่า "ไม่เป็นไร
แต่คิดว่าตับแตก" สติเท่านั้นที่จะทำให้เรื่องร้ายกลายเป็นเบา
อย่างน้อยก็ไม่ทำให้เลวร้ายลงไปอีก ทั้งยังช่วยให้เราแก้ไขสถานการณ์ด้วยปัญญาอย่างสอดคล้องกับความเป็นจริง
ใครที่คิดว่าตัวเองทุกข์หนักหนาสาหัสแล้ว ลองนึกถึงชีวิตของคุณเกษมสุข
อาจจะได้คิดว่าตนนั้นยังโชคดีอยู่มากเมื่อเทียบกับเธอ แต่เท่านั้นยังไม่พอ
น่าจะได้คิดต่อไปอีกด้วยว่า สุขทุกข์นั้นแท้จริงอยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเรา
ถึงจนก็สุขได้ ถึงป่วยก็ยิ้มได้ แม้จะพลัดพรากสูญเสียแค่ไหน
ก็ยังมีสิทธิแช่มชื่นแจ่มใสได้ แต่ถ้าทำใจไม่เป็นเสียแล้ว รวยแค่ไหน
มีอำนาจมากเพียงใด ทรวดทรงงดงามเพียงใด ก็ยังทุกข์อยู่นั่นเอง
จะเจออะไรมาก็แล้วแต่ ข้อสำคัญประการสุดท้ายคือ
อย่ายอมแพ้ต่อโชคชะตา อย่าปล่อยใจไปกับ ความลำเค็ญ ความล้มเหลว
และความเศร้าโศกท้อแท้ ในยามร้ายไม่มีอะไรดีกว่าการปลุกใจให้อดทน
เข้มแข็ง สดชื่น และเปี่ยมด้วยความหวังว่าพรุ่งนี้ย่อมดีกว่าวันนี้
...
กลับ...
...หน้าแรก...
|