ย้อนมองตน(2)
ผู้เขียน:
พระไพศาล วิสาโล
คงไม่ง่ายดอกที่เราจะหันเหใจให้กลับมาดูที่ตัวเอง
แทนที่จะพุ่งออกไปข้างนอก โดยเฉพาะเวลามีเรื่องไม่สบอารมณ์เกิดขึ้นกับตน
แต่ถ้าไม่ตะล่อมใจให้รู้จักใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า
ใจของเราก็มีแต่จะเปิดช่องให้ความทุกข์เข้ามาอาละวาดอยู่เรื่อยไป
สุขหรือทุกข์ รักหรือชัง ดีใจหรือเศร้าหมอง พลุ่งพล่านหรือซึมเซา
ล้วนแต่เป็นคุณแก่เราหากรู้จักมอง รู้จักพิจารณา อย่างน้อยก็พยายามหาให้พบว่ามันมีสาเหตุจากอะไร
ไม่มีอะไรที่จะช่วยให้เรารู้จักตัวเองได้ดีเท่าวิธีนี้อีกแล้ว
ผลพลอยได้อย่างสำคัญอีกประการหนึ่งซึ่งจะมองข้ามไปไม่ได้ก็คือ
เวลาน้อมจิตมาพิจารณาตนแล้ว จิตก็ไม่ว่างพอที่จะคว้าความโกรธความขุ่นเคือง
หรือความเซ็งเข้ามาใส่ตัว ก็จิตนั้นท่านเปรียบเหมือนลิงมิใช่หรือ
แม้มันจะมีสองมือ แต่มันก็สนใจได้เฉพาะแต่เรื่องเดียว หากหาของให้มันเล่น
มันก็ไม่สนใจจะก่อเรื่องก่อราวที่ไหนได้อีก
จิตใจของเราจะกลายเป็นโรงละครน้อยๆ เลยทีเดียว หากเรารู้จักมองตน
เราจะเห็นตัวร้ายขี้อิจฉา พระเอกใจบุญ นางเอกเจ้าแง่แสนงอน และนักเลงจอมเจ้าชู้
เราจะสวมบทไหน เวลาไหนก็เห็นได้ถนัดถนี่ไม่ต้องมีอะไรมาปิดบังอำพราง
หรือคอยชักใยอยู่เบื้องหลังอีกต่อไป เห็นแล้วบางทีก็อดสมเพชตัวเองไม่ได้
แต่ละครโรงนี้ จะมีจำเพาะเรื่องหมองหม่นก็หาไม่ เรื่องขันชวนหัวเราะก็มีเหมือนกัน
โดยเฉพาะเวลาทำอะไรเปิ่นๆ โดยไม่มีใครเห็น
โดยนัยนี้ ชีวิตจะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป เพราะกลายเป็นละครหลากรสชาติ
ส่วนละครเรื่องประโลมโลกที่เน้นแต่ความบันเทิง จนได้สมญานามว่า
"น้ำเน่า" ก็จะกลับกลายเป็นเรื่องน่าศึกษาและเต็มไปด้วยบทเรียนชีวิต
เวลาเรารู้สึกไม่ได้ดังใจที่ "ดาวพระศุกร์" หูเบา
ไม่รู้จักเข็ดหลาบเสียทีกับเล่ห์กลและลมปากของ "มาหยารัศมี"
นั้น เราจะได้คติสอนใจเป็นอย่างดี หากย้อนมาดูตัวเองว่า บ่อยครั้งเพียงใดที่เราหลงเชื่อถ้อยคำของผู้อื่น
โดยไม่สอบถามเรื่องราวให้แน่ชัดจากผู้อื่นที่ถูกพาดพิง ถ้าหากเรา
"ปากหนัก" คือรู้จักสอบถามหาข้อเท็จจริงเสียบ้างชีวิตก็ยากจะพลาดพลั้ง
อย่างน้อยก็คงไม่เกิดปัญหาอย่างที่ "คุณภาค" และนางเอกสาวต้องประสบจนทำให้ผู้ชมใจหายคว่ำไปหลายครั้ง
 |
เรามีอายตนะรับรู้โลกภายนอกถึง ๕ อย่าง
คือ ตาหู จมูก ลิ้น และกาย ขอให้เก็บอายตนะอย่างที่ ๖ ไว้สำหรับรับรู้โลกภายในบ้างเถิด
ชีวิตจะขาดสมดุลอย่างยิ่งหากเราทุ่มเทอายตนะทั้งหมดที่มีไปกับเรื่องราวข้างนอกเสียหมด
จนไม่ม่อะไรเหลือไว้สำหรับเรื่องด้านในเลย ถ้าเรารู้จักเผื่อจิตเผื่อใจไว้มองตนบ้าง
ตา หู จมูก ลิ้นและกาย ก็มีแต่จะนำความผาสุกมาให้แก่ชีวิต ไม่หาเรื่องเดือดร้อนมาใส่ตัวอย่างทีมักเป็นๆ
กัน
การใฝ่พิจารณาตนไม่ใช่เป็นเรื่องของนักบวชผู้หลีกเร้นในป่าเขาเท่านั้น
ชีวิตในเมืองซึ่งมากด้วยกิจธุระก็ต้องการศิลปะชนิดนี้เหมือนกัน
ไม่ว่าจะในบ้านหรือในที่ทำงาน ก็สามารถเป็นสถานบ่มเพาะปัญญาและเจริญเมตตาให้แก่เราได้ทั้งสิ้นแม้แต่บนท้องถนนอันพลุกพล่าน
หากเราเกิดจะหงุดหงิดขึ้นมาขณะขับรถ เนื่องจากต้องคอยชะลอความเร็วให้คนข้ามถนน
แทนที่จะต่อว่าในใจว่า ทำไมถึงมาข้ามเอาตอนที่เรากำลังจะขับรถผ่าน
ทำไมถึงเดินช้าเหลือเกินไม่รู้หรือว่าคนขับรถทุกคนก็ต้องรีบทั้งนั้น
ทำไมไม่รอให้ถนนว่างเสียก่อนแล้วจึงค่อยเดิน คุณเองก็ไม่รีบร้อนอยู่แล้วไม่ใช่หรือไม่งั้นคงไม่มาเดินแบบนี้หรอก
ฯลฯ แต่หากเราลองมานึกถึงความรู้สึกของตนเองเวลาเป็นฝ่ายเดินถนนบ้าง
บางทีใจเราอาจสงบลงได้ เพราะเวลาเราข้ามถนน เราก็คงอดนึกไม่ได้ว่า
คนขับรถต่างหากที่ควรจะเอื้อเฟื้อคนข้ามถนน เพราะเราไปไหนมาไหนก็ช้าอยู่แล้ว
ขืนต้องมารอให้ถนนว่างเสียก่อนก็จะยิ่งช้าเข้าไปใหญ่ คุณเองก็มีรถช่วยทำเวลาอยู่แล้ว
จะเร่งรีบกันไปถึงไหนเล่า ฯลฯ
ถ้าเราเห็นตน เราจะรู้จักตน และถ้าเรารู้จักตน
เราก็จะรักผู้อื่นและเมื่อเรารักผู้อื่น ก็เท่ากับเป็นการรักตนไปในตัวด้วย
เพราะไม่มีอะไรที่จะทำใจให้เป็นสุขเท่ากับการรักและเข้าใจผู้อื่น
หน้าแรก
l 1 l 2
l กลับ
|