สองด้านของชีวิต
ผู้เขียน:
พระไพศาล วิสาโล
สิ่งหนึ่งที่สะดุดตายามมาเยือนสหรัฐอเมริกาก็คือ ผู้คนที่นี่แม้จะมีสนามหญ้าผืนใหญ่อยู่หน้าบ้าน
กินเนื้อที่กว้างจนเจ้าของทาวน์เฮ้าส์ในไทยต้องอิจฉา แต่เขาก็ไม่นิยมทำรั้วหรือสร้างกำแพงกัน
หากแต่เปิดโล่ง ให้คนข้างนอกเห็นตัวบ้านอย่างเต็มที่ และอาจแลลอดหน้าต่างเห็นคนในบ้านได้ด้วย
ส่วนเจ้าของบ้านก็สามารถเดินไปยังบ้านใกล้เรือนเคียงได้อย่างสบาย
ไม่ต้องปีนรั้วข้ามกำแพง วันไหนอากาศดีฟ้าโปร่งแดงใส ก็มาพักผ่อนหย่อนกายหน้าระเบียง
จิบกาแฟ อ่านหนังสือพิมพ์ หรือทักทัายเพื่อนบ้านที่เดินผ่านไปผ่านมา
บรรยากาศแบบนี้อาจเห็นได้ยากตามเมืองใหญ่ๆ เพราะเนื้อที่มีจำกัดเลยปลูกตึกแทน
แต่ตามชานเมืองหรือในเมืองเล็กๆ ทั่วประเทศ บ้านที่มีสนามหญ้าแล่นถึงกันตลอดแนวถนนเป็นเรื่องธรรมดามาก
ต่างกันก็แต่ขนาดของลานหญ้าหน้าบ้านเท่านั้น
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี้เป็นสภาพที่ตรงข้ามกับเมืองไทย ทาวน์เฮ้าส์และบ้านจัดสรรทั้งหลายต่างทำรั้วสร้างกำแพงกันอย่างแน่นหนา
จนไม่ต่างจากคอก ลานหญ้าหน้าบ้านกว้างเท่าไร กำแพงก็สูงมากเท่านั้น
อยู่ในบริเวณบ้านบางทีก็ไม่ต่างกับอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่ตัดขาดจากโลกภายนอก
ใครจะเข้าจะออกบางครั้งก็กลายเป็นเรื่องโกลาหล เพราะต้องไขกุญแจหลายชั้น
ชะดีชะร้ายกุญแจทั้งพวงหาไม่เจอก็มี
จะอธิบายความแตกต่างดังกล่าวว่าเป็นเพราะเมืองไทยมีโจรขโมยชุกชุมก็คงได้
แต่สวัสดิภาพในสังคมไม่น่าจะเป็นตัวชี้ขาดว่าบ้านเมืองไหนควรมีรั้วรอบขอบชิดหรือไม่
ประเทศญี่ปุ่นแม้จะมีปัญหาอาชญากรรมน้อยกว่าสหรัฐฯ เป็นไหนๆ
แต่ทุกบ้านก็มีรั้วทั้งนั้น เช่นเดียวกับประเทศต่างๆ ในยุโรป
จะว่าไปชนบทไทยถึงจะไกลกันดารแค่ไหน และแม้จะปราศจากโจรรังควาน
ก็ไม่เห็นมีบ้านไหนที่ไม่มีรั้วถ้ายากจนนักก็เอาไม้ไผ่หรือกิ่งหนามมาสะไว้
เดี๋ยวนี้บ้านที่ถึงกับสร้างกำแพงด้วยอิฐบล็อกก็มีมากขึ้นแล้ว
น่าแปลกก็ตรงที่ทั้งๆ ที่คนอเมริกันถือเรื่องความเป็นส่วนตัวมาก
และเราก็ได้ยินเสมอว่าฝรั่งนั้นต่างคนต่างอยู่ ไม่ค่อยเปิดเผยตัวเองเท่าไรจะถามอายุหรือสงสัยอยากรู้ว่าแต่งงานแล้วหรือยัง
ก็ต้องขอโทษขอโพยกันเสียก่อน ผิดกับคนเอเชีย (บริษัทใหญ่ๆ ของญี่ปุ่นที่ไปเปิดกิจการในสหรัฐฯ
เดี๋ยวนี้ต้องออกคำเตือนไม่ให้เจ้านายญี่ปุ่นถามเรื่องทำนองนี้กับลูกจ้างฝรั่งโดยเฉพาะที่เป็นผู้หญิง
หาไม่อาจโดนกล่าวหาว่า "ลวนลามทางเพศ" ไปได้ง่ายๆ)
อย่างไรก็ตามพอมาดูบ้านเรือนของเขากลับดูเปิดเผยเชื้อเชิญให้ใครต่อใครมาแลดูว่าเขากำลังทำอะไรอยู่หน้าบ้าน
จะตัดหญ้าหรือสนทนากันบนระเบียงบ้านก็พร้อมจะให้ผู้คนเห็นได้เต็มที่
ในแง่นี้คนไทยเสียอีกกลับสงวนเอาไว้ ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นเห็นว่ากำลังมีความสุขแค่ไหนอยู่หน้าบ้าน
ทั้งๆ ที่เราเองก็รู้สึกว่าความเป็นส่วนตัวไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตเท่าไร
ชีวิตของเราส่วนใหญ่เป็นเรื่องคลุกคลีกับคนอื่น ตั้งแต่พ่อแม่
ญาติพี่น้อง ไปจนถึงมิตรสหาย (ซึ่งเรามักจะเรียกว่าเพื่อนฝูง)
แม้แต่เวลานอนคนไทยทั่วไปก็ไม่ได้นอนคนเดียว ในชนบทการอาบน้ำร่วมกันในที่เปิดเผย
เช่น แม่น้ำลำคลอง ก็ยังเป็นเรื่องธรรมดาอยู่
ยิ่งคนญี่ปุ่นด้วยแล้ว ชีวิตของเขาผูกพันกับหมู่คณะยิ่งกว่าอะไรอื่น
"ครอบครัว" ของเขาไม่ได้หมายถึง พ่อแม่พี่น้อง สามีภรรยา
หรือลูกๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มเพื่อน ชุมนุมในโรงเรียน
มหาวิทยาลัยและบริษัทซึ่งเขาจะต้องอุทิศตัวให้อย่างสุดจิตสุดใจเป็นเบื้องแรก
ส่วนเรื่องตัวเองนั้นเอาไว้ทีหลัง ความเป็นส่วนตัวดูเหมือนจะเบียดแทรกเข้ามาในชีวิตของเขาได้ไม่มาก
และบางครั้งก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องสำคัญที่ต้องหวงแหน พร้อมจะเปิดเปลือยให้เห็นอย่างเต็มที่
อย่างเวลาลงบ่อน้ำร้อนในที่สาธารณะ
ที่คล้ายๆ กับคนญี่ปุ่นในแง่นี้ก็คือคนบาหลี
นอกจากจะเปลือยกายจนหมดหรือเกือบหมดยามสนานกายร่วมกับคนอื่นๆ
แล้ว (คนไทยแต่ก่อนก็ทำเช่นนั้นเหมือนกัน) ชีวิตของเขาก็ยังผูกพันกับชุมชนเป็นส่วนใหญ่
จะทำอะไรก็มักจะเกาะกลุ่มกันโดยมีประเพณีพิธีกรรมเป็นตัวเสริม
คนๆ หนึ่งสังกัดหลายกลุ่ม ซึ่งมีอยู่หลายระดับ ตั้งแต่ระดับคุ้มหมู่บ้าน
ตำบลไปจนถึงลุ่มน้ำหรือหุบเขา กระนั้นก็ตาม เช่นเดียวกับคนญี่ปุ่นและคนไทย
บ้านของคนบาหลีจะมีรั้วรอบขอบชิดแน่นหนา ชีวิตภายในบริเวณบ้านเป็นอย่างไร
คนภายนอกจะมองไม่เห็น เพราะแม้ซุ้มประตูจะไม่มีบานประตูเปิดปิด
แต่ถัดจากซุ้มประตู จะมีกำแพงเล็กๆ สูงเท่าไหล่และกว้างกว่าซุ้มประตูเล็กน้อย
กั้นสายตาไม่ให้คนเห็นภายในบ้านได้ชัดเชนนัก เวลาจะเข้าบ้านก็ต้องเดินอ้อมกำแพงที่ว่าไปก่อน
กำแพงที่ว่าอาจมีไว้เพื่อกันผีตตามความเชื่อของชาวบาหลี แต่ก็สามารถรักษาความเป็นส่วนตัวของคนในบ้านได้ระดับหนึ่ง
ถ้าเปรียบเทียบระหว่างคนชาติอื่นๆ ที่กล่าวมา แง่คิดประการหนึ่งก็คือ
ชาติที่ถือเรื่องส่วนตัวมากอย่างสหรัฐฯ นิยมปลูกบ้านแบบ "เปิดเผย"
ไม่แยกตัวเองออกจากผู้อื่น แต่ชาติที่มีสำนึกเรื่องความเป็นกลุ่มเป็นพวกสูงกลับปลูกบ้านที่มีรั้วรอบขอบชิด
ชนิดที่คนอื่นจะเข้ามายุ่มย่ามหรือแม้แต่สอดส่ายเมียงมองเข้ามาได้ยาก
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือบ้านได้ทำหน้าที่ประหนึ่งปราการที่รักษาความเป็นส่วนตัวที่มีเหลืออยู่น้อยนิดเอาไว้
ไม่ให้ขาดวิ่นไปเสียเลย
มองในแง่นี้ บ้านก็สะท้อนสภาพจิตใจของผู้คนที่อาศัยอยู่ได้มากทีเดียว
จะว่าไมมันบ่งบอกถึงธรรมชาติบางด้านของมนุษย์เลยทีเดียว นั่นก็คือความต้องการที่จะรักษาสมดุลระหว่างความเป็นส่วนตัวกับการผูกพันเชื่อมโยงกับผู้อื่นเอาไว้
เราต้องการทั้งชีวิตส่วนตัวและชีวิตรวมหมู่อย่างได้สัดส่วนกัน
คนเราถ้าหมกมุ่นกับตัวเองมากเกินไป ความเหงาความเปล่าเปลี่ยวก็ถามหาความต้องการส่วนลึกร่ำร้องให้เราเข้าหาผู้อื่นหรือเปิดตัวให้คนอื่นเข้าหาได้ง่าย
แต่ถ้าชีวิตของเรากลายเป็นของคนอื่นไปเสียหมด ความเครียดกลัดกลุ้มใน
ก็เล่นงานเอา จำต้องปลีกตัวมาอยู่ในโลกของตนเองบ้าง
คนที่เป็นทุกข์เพราะเสียสมดุลดังกล่าวไปเวลานี้มีไม่น้อยเลย
ชีวิตในเมืองใหญ่ทำให้แต่ละคนคิดถึงแต่ตัวเองมากขึ้น ต่างคนต่างอยู่
คบหาสมาคมกับผู้อื่นอย่างผิวเผิน แม้จะหาเงินหาทองได้มากมาย
ข้าวของเต็มบ้าน เงินเต็มธนาคาร แต่กลับรู้สึกว่างเปล่า เหมือนกับตัวเองกลวงโบ๋
สำนึกส่วนลึกบอกว่าตนเองขาดอะไรไปบางอย่าง
ดังนั้นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ๆ ก็คือ การหากลุ่มหาพวกแบบใหม่ๆ
ถ้าเป็นวัยรุ่นก็ตั้งแก๊งรถซิ่ง รวมกลุ่มเจียวจ๊าวตามงานคอนเสิร์ต
หรือไม่ก็สิงสถิตอยู่ในผับ ถ้ามีอายุหน่อยก็ตั้งชมรมวิทยุสมัครเล่น
แก่ขึ้นมาอีกนิดก็เข้าชมรมพระเครื่อง จับกลุ่มทอดผ้าป่าคาราวานทัวร์ตามวัดต่างๆ
และที่กำลังได้รับความนิยมก็คือ ร่วมชมรมสวดพระคาถาชินบัญชร
หรือไม่ก็ไปเข้าสำนักต่างๆ เช่น เจ้าแม่กวนอิม จี้กง โยเร ฯลฯ
คนเราต้องการมีกลุ่มมีพวกไว้สังกัด เพื่อความอบอุ่นและมั่นคงในจิตใจ
ในประเทศญี่ปุ่นศาสนาหรือวัดแบบดั้งเดิมไม่ได้ทำหน้าที่นี้ ขณะเดียวกันความสัมพันธ์แบบชุมชนหมู่บ้านซึ่งเคยเกาะเกี่ยวผู้คนเอาไว้ก็ขาดหายไป
เพราะใครต่อใครพากันอพยพมาทำงานในเมือง ลัทธินิกายใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นมามากมายจึงได้รับการอุดหนุนคับคั่งเพราะสมารถสร้างกลุ่มก้อนให้ผู้คนได้สังกัด
หรือเป็นที่ๆ จะได้พบปะเพื่อนฝูง เมืองไทยก็กำลังไปสู่จุดนี้
การเกิดสำนักต่างๆ มากมาย รวมทั้งเจ้าแม่กวนอิม จี้กง โยเร ชมรมสวดพระคาถาชินบัญชร
ก็เพราะสนองความต้องการส่วนนี้ได้
ในสหรัฐฯ กลุ่มแบบหนึ่งที่กำลังแพร่หลายในช่วงไม่กี่ปีนี้ก็คือ
ชมรมหนังสือ "บุ๊คคลับ" เป็นจำนวนมากผุดขึ้นมา ทั้งในที่ทำงานและตามละแวกบ้านหรือย่านต่างๆ
มีการเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับหนังสือที่น่าสนใจ หรือไม่ก็ควักเงินเชิญผู้รู้มาคุยถึงหนังสือที่กำลังได้รับความนิยม
คนที่สนใจกลุ่มแบบนี้ส่วนใหญ่อยู่ในวัยกลางคนแล้ว แน่นอนว่าความสนใจใคร่รู้
เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดกลุ่มแบบนี้มากมาย แต่ความอยากคบหาสมาคมและมีเพื่อนคุยในเรื่องที่เป็นสาระ
ก็เป็นเหตุผลสำคัญเหมือนกัน
ชีวิตของเราไม่อาจแยกจากคนอื่นได้ การคิดถึงแต่เรื่องของตนเองไม่ช่วยให้คนเรามีความสุขได้
ถึงจะเห็นแก่ตัวให้เต็มที่อย่างไร เราก็ยังต้องการอย่างน้อยใครสักคนที่เราสามารถเป็นมิตรได้
วางใจได้คนที่เราสามารถ "ให้" อะไรบางอย่างแก่เขาได้
เพราะการ "รับ" ตะพึดหรือ "เอา" อย่างเดียวนั้นไม่สามารถทำให้ชีวิตเต็มอิ่มได้เลย
ถ้าเกิดโชคร้ายหาใครไม่ได้สักคน มีแมวหรือหมาสักตัวสำหรับให้ความรักความทนุถนอมหรือเป็นเพื่อนคุยก็ยังดี
แต่คนเราจะโชคร้ายถึงปานนั้นเชียวหรือ ในโลกนี้อย่างน้อยก็ต้องมีใครสักคนที่เราสามารถจะเป็นเพื่อนได้
เว้นเสียแต่เราเองต่างหากที่ปิดกั้นตัวเองจากผู้อื่น หรือเห็นใครต่อใครไม่น่ารักไปเสียหมด
จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องเปิดใจเข้าหาผู้อื่น เหมือนบ้านที่ไร้รั้วไร้กำแพง
อย่างน้อยก็เปิดให้ใครเห็นว่าเราทำอะไรบนระเบียงบ้านบ้าง แม้ว่าจะไม่สามารถเห็นลึกไปถึงห้องนอนได้ก็ตาม
แต่ก็อย่าลืมว่า ต่อให้อยากจะเปิดกว้างแค่ไหน เราก็ยังจำเป็นต้องมีโลกส่วนตัวของเราเองด้วย
แต่โลกที่ว่านี้ไม่ได้สร้างด้วยการหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับตัวเอง
หากหมายถึงการมีเวลาและโอกาสอยู่กับตัวเอง เพื่อหาความสงบสงัดบ้าง
แทนที่จะลิงโลดไปกับผู้อื่นจนจิตกระเจิดกระเจิง เราควรมีเวลาที่จะทำอะไรของเราอยู่คนเดียว
โดยไม่ต้องมีคนมายุ่มย่ามมากนัก ลึกลงไปกว่านั้น เรายังควรให้ความสำคัญกับชีวิตด้านใน
แทนที่จะปล่อยเวลาและพลังงานให้หมดไปกับชีวิตด้านนอกเสียหมด
ถ้าเอาแต่เกี่ยวข้องกับผู้คน ชีวิตก็กลวงโบ๋เหมือนกัน
ความสุขของคนเราแท้ที่จริงก็ขึ้นอยู่กับศิลปะในการรักษาสมดุลระหว่างสองด้านของชีวิตนั่นเอง