เท่าทันความดี(ต่อ)
ผู้เขียน:
พระไพศาล วิสาโล
ครั้นผู้คนยอมรับนับถือความดีของเรา
เราก็มีภาพพจน์ที่จะต้องรักษา แต่ขึ้นชื่อว่าภาพพจน์แล้ว
ก็ล้วนเป็นภาระที่ต้องแบกต้องหามทั้งนั้น เราทนไม่ได้หากคนอื่นจะเห็นความอ่อนแอหรือความเห็นแก่ตัวของเรา
ดังนั้นจึงต้องปกป้องตนเองอยู่เสมอ บ่อยครั้งต้องทุ่มเถียงเป็นวรรคเป็นเวรว่า
ฉันไม่ได้โกรธ ไม่ได้พูดโกหก ไม่ได้เห็นแก่ตัว ฯลฯ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องธรรมดามิใช่หรือหากคนเราจะโกรธ
จะพลั้งเผลอ หรือมีความเห็นแก่ตัวอยู่บ้างตราบใดที่ยังเป็นปุถุชนอยู่
เมื่อภาพพจน์ว่าเป็นคนดีแล้ว
เราก็มีภาระที่จะต้องทำตัวให้เป็นคนน่ารัก ยิ้มแย้มแจ่มใส
ยิ่งเป็นที่นับถือรักใคร่ของคนทั่วไปมากเท่าไรก็ยิ่งเพลิดเพลิน
จนทำตัวให้เกินเลยไปจากที่ตัวเองเป็นมากเท่านั้น นานเข้าก็หลงเชื่อว่าตนเป็นอย่างที่คนอื่นนึกว่าเป็นจริงๆ
เราจึงมิได้เป็น "พระเอก" หรือ "นางเอก"
ในสายตาของคนรอบข้างเท่านั้นหากยังเป็นพระเอกนางเอกในความรู้สึกของตนเองอีกด้วย
แต่พระเอกนางเอกนั้นมีอยู่แต่ในหนัง
ในชีวิตจริงของทุกคน ก็มีความเข้มแข็ง ความอ่อนแอ ความดี ความไม่ดี
คละเคล้ากันไป ถ้าหลงว่าตนเองเป็นพระเอกนางเอกเสียแล้ว เราไม่เพียงแต่จะหลอกตนเองเท่านั้น
หากยังหลอกผู้อื่น ตอนแรกก็ปกป้องตนเองด้วยการปกปิด จุดอ่อนจุดเสีย
แต่ตอนหลังก็ถึงกับบิดพลิ้วความจริง จนกลายเป็นคนฉ้อฉลโดยไม่รู้ตัว
คุณธรรมความดีนั้น
หากเราไม่เท่าทัน เกิดไปหลงติดเข้า ก็อาจพาชีวิตหลงทิศหลงทางจนถึงขั้นทำสิ่งเลวร้ายยิ่งกว่าการพูดปดเพื่อรักษาภาพพจน์เสียอีก
คนที่คิดว่าตนเป็นคนเมตตา รังเกียจการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ถ้าไม่ระวังตัว
ก็อาจกลายเป็นฆาตกรเสียเองเพราะจงเกลียดจงชังคนที่ไม่มีเมตตาเหมือนอย่างตน
ดังนักต่อต้านการทำแท้งหลายคนในอเมริกา ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นผู้เชิดชูชีวิต
(pro-life) แต่แล้วก็กลับลงมือสังหารหมอที่เปิดคลินิกทำแท้ง
เพราะทน"ความไร้ศีลธรรม"ของคนเช่นนั้นไม่ได้
มีนักปฏิบัติธรรมผู้หนึ่ง
ซึ่งเคร่งครัดในการรักษาศีล แม้แต่ยุงเธอก็ไม่ตบ จนเพื่อนๆเรียกเธอว่าแม่พระ
แต่เมื่อพบว่าลูกสาวเกิดท้อง ทั้งๆ ที่ยังไม่ทันแต่งงาน เธอก็นึกถึงการทำแท้งขึ้นมาทันทีเพราะกลัวเสียชื่อเสียงของตนและวงศ์ตระกูล
ภาพพจน์จากความดีที่บำเพ็ญบ่อยครั้งก็ทำให้คนเราต้องทำสิ่งตรงข้ามกับความดีนั้น
เพื่อรักษาภาพพจน์ดังกล่าวต่อไป
ที่พูดมาทั้งหมดนี้
มิใช่ให้เราปฏิเสธความดี ไม่มีอะไรอีกแล้วที่ควรค่าแก่การบำเพ็ญเท่ากับคุณงามความดี
สิ่งสำคัญอยู่ตรงที่ว่า เราพึงทำความดี ยิ่งกว่าที่ทำตนเป็นคนดี
ความดีนั้นมีไว้สำหรับกระทำ มิใช่มีไว้เพื่อไข้เปรียบเทียบตนกับผู้อื่น
หรือเพื่อแบกหามล่ามโซ่ตนเอง ความดีนั้นเอื้อให้เกิดสุข และความสุขก็ช่วยให้เรามั่นใจในการทำความดียิ่งๆขึ้นไป
แต่เมื่อใดที่ยึดติดกับความดี เพราะหลงใหลในเกียรติยศชื่อเสียง
และความนับหน้าถือตาของผู้อื่นแล้ว ความดีนั้นเองจะทิ่มแทงขบกัดและอาจถึงขั้นทำลายเราในที่สุด
คนเป็นอันมากทุกข์ใจเพราะดีได้ไม่ถึงขนาด พ่อแม่กินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะลูกดีไม่ได้ดังใจ
ทั่งทุกหนแห่งมีแต่คนท้อแท้ผิดหวังเพราะไม่มีใครเห็นความดีของตน
ไม่ใช่ความน้อยเนื้อต่ำใจในความดีที่ถูกเมินเฉยดอกหรือที่ผลักไสให้คนแล้วคนเล่าฆ่าตัวตาย
อันตรายของความดีนั้นอยู่ตรงที่ทำให้เราหลงตนลำพองใจได้ง่าย
ดังนั้นการมีสติเท่าทันในการทำความดีด้วยใจบริสุทธิ์ แต่ก็ยังต้องระวังผลจากการทำความดีนั้นด้วย
ไม่ว่าจะเป็นผลโดยตรงหรือผลพลอยได้ โดยเฉพาะความสำเร็จ ภาพพจน์ชื่อเสียง
และการยอมรับนับถือจากคนรอบข้าง หากเพลิดเพลินยินดีในสิ่งนั้นเมื่อไร
เราก็ไม่ต่างจากปลาที่หลงฮุบเหยื่อ
บ่อยครั้งไม่มีอะไรดีกว่าการกำราบหรือทรมานอัตตาตนเอง
ยิ่งติดในภาพพจน์ตนเองมากเท่าไรก็ยิ่งสมควรทำอะไรเชยๆเปิ่นๆเสียบ้าง
จะได้ดัดนิสัยชอบวางมาดวาง"ฟอร์ม" ให้เข็ดหลาบ การทำตัวเป็นคนขลาดกลัวช้างป่าให้ใครต่อใครเห็น
บางทีก็ฝึกตนฝนจิตได้ดีกว่าการทำตัวเป็นคนสงบไม่หวั่นต่อแผ่นดินไหว
ถ้าหลงใหลในตนเองมากไปแล้ว ก็หัดหัวเราะเยาะตนเองบ้างเวลาพลั้งเผลอปล่อยไก่ต่อหน้าธารกำนัลจะได้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องเสียศักดิ์ศรี
แต่กลับเป็นเรื่องน่าหัวไปเสีย ถ้าทำเช่นนี้ได้ ชีวิตจะไม่เครียด
เพราะมีมุขมีเกร็ดให้แอบหัวเราะคนเดียวได้เรื่อยไป และเมื่อถึงเวลาเป็นงานเป็นการ
ใจเราจะเปิดกว้างมากขึ้นต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ คนเราถ้าไม่คิดเป็นพระเอกนางเอกอยู่ร่ำไป
ก็พร้อมจะยอมรับข้อผิดพลาด และมองหาจุดอ่อนของตน แทนที่จะเอาแต่โทษคนอื่น
หรือคอยจับผิดเพื่อนร่วมงานอยู่ท่าเดียว
ในนิยายกำลังภายในหลายเรื่อง
พรรคเทพมักเป็นตัวร้าย ขณะที่พรรคมารกลับกลายเป็นผู้ทรงคุณธรรม
ในชีวิตจริง ก็มักเป็นเช่นนั้น ทั้งนี้เพราะความเป็นเทพชวนให้เกิดความลำพองแลละฉ้อฉลได้ง่ายด้วย
ถือว่าถ้าเจตนาดีแล้ว จะใช้วิธีเลวร้ายอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น
ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครยอมเชื่อดอกว่าเราจะทำตัวเลวร้ายอย่างนั้นได้
ถ้าเลิกความเป็นเทพเสียได้
แต่ไม่ต้องถึงกลับไปเป็นมารดอก เพียงแต่คืนสู่ความเป็นคนธรรมดาสามัญ
รู้เท่าทันตนเองเท่านั้น ชีวิตก็จะน่าอภิรมย์และเป็นสุขอย่างยิ่ง
|