งานบันดาลใจ
ผู้เขียน: พระไพศาล วิสาโล
เมื่อปีที่แล้วมีข่าวเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับผลการวิจัยของแพทย์ผู้หนึ่งในประเทศอังกฤษ
หลังจากที่ศึกษาความเป็นอยู่ของคนกว่า 6,000 คน เขาพบว่า คนที่ว่างงานหรือลาออกจากงานก่อนเกษียณอายุภายในเวลา
5 ปีครึ่งมีโอกาสจะมากกว่าเป็นสองเท่า เมื่อเทียบกับคนที่กำลังทำงานอยู่
แพทย์ผู้ทำการวิจัยระบุด้วยว่า อัตราการตายที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มประชากรดังกล่าวมิได้เกี่ยวข้องกับโรคภัยไข้เจ็บที่เคยเป็นมาก่อน
หมายความว่าคนกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะตายด้วยโรคที่เกิดขึ้นหลังจากออกจากงานแล้ว
แม้แต่คนที่มีสุขภาพดีต่ำไม่มีงานทำก็ยังมีอัตราเสี่ยงสูงกว่าคนที่มีงานทำอยู่เรื่อย
ๆ
รายงานดังกล่าวจึงเป็นการตอกย้ำว่า อาชีพมิได้มีความหมายแค่การทำมาหากินเท่านั้น
หากยังมีผลต่อความผาสุกในชีวิตด้วย แม้จะมีเงินใช้ไปจนตาย แต่ชีวิตไม่ได้ทำงานแล้วความตายก็จะมาเยือนเร็วเข้าแม้ความตายจะมิได้อธิบายว่า
การไม่มีงานทำนั้นเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยที่ติดตามมาอย่างไร
แต่ก็เห็นได้ไม่ยากว่างานนั้นมีผลต่อจิตใจ ถ้าไม่ได้ทำงาน แม้สุขภาพกายจะดี
แต่ใจย่อมเป็นทุกข์และในที่สุดก็จะส่งผลบั่นทอนสุขภาพร่างกาย
จะเรียกว่างานคือปัจจัยที่ห้าก็ได้ เคยมีคนสำรวจความเห็นคนอเมริกันว่า
เขาจะทำงานหรือไม่หากได้รับมรดกก้อนโตพอที่จะนั่งกินนอนกินไปชั่วชีวิต
ประมาณ 5 ใน 10 คนตอบว่ายังอยากทำงานอยู่ต่อไป คนไทยจะคิดอย่างไร
ไม่ทราบได้ แต่ถ้าถามตัวเราเองโดยเฉพาะตอนเช้าวันจันทร์หลังจากหยุดสงกรานต์ติดต่อกันมาหลายวันเราคงตอบว่า
อยากนอนตีพุงอยู่ที่บ้านมากกว่า แต่ถ้าจะต้องนั่นเล่นนอนเล่นที่บ้านไปเรื่อย
ๆ ไม่มีกำหนด จะเอาไหม เราคงไม่เอา วันหยุดมีความหมายสำหรับเราก็เพราะมีวันทำงานมาเทียบเคียง
แต่ถ้าทุกวันคือวันหยุด ชีวิตคงน่าเบื่อ
ชีวิตที่ไม่มีงานทำเลย เราจะเรียกว่าอะไรดี
?
มีชายผู้หนึ่งหลังจากหมดลม ก็พบว่าตนได้มาอยู่ในสถานที่ที่สวยงามอย่างยิ่ง
มีความสะดวกสบายไปทุกอย่าง ประเดี๋ยวเดียวก็มีบุคคลในเสื้อขาวเดินเข้ามาหาเขา
แล้วพูดว่า "ท่านต้องการอะไรโปรดเรียกใช้กระผมได้ กระผมหามาให้ท่านได้ทุกอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เสื้อผ้า หรือแม้แต่สุรานารี ท่านจะได้รับความสำเริงสำราญทุกอย่างที่ปรารถนา"
ชายผู้นั้นดีใจเป็นล้นพ้น วันแล้ววันเล่าเขาเฝ้าเสพแสวงความสำราญทุกอย่างเท่าที่เคยนึกฝันเมื่ออยู่ในโลก
แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็เบื่อ จึงเรียกบุคคลในเสื้อขาวแล้วถามว่า
"ฉันเบื่อเต็มประดาแล้ว อยากจะมีอะไรทำ หางานให้ฉันทำได้ไหม
?"
บุคคลคนในเสื้อขาวทำหน้าเศร้าแล้วตอบว่า "เสียใจครับ นี่เป็นสิ่งเดียวที่กระผมหามาให้ท่านไม่ได้
ที่นี่ไม่มีงานให้ท่านทำ"
ชายผู้นั้นเกิดหัวเสียขึ้นมาทันที จึงสบถขึ้นมาว่า "ถ้าอย่างนั้นที่นี่มันก็นรกดี
ๆ นี่เอง"
"แล้วท่านคิดว่าท่านกำลังอยู่ที่ไหนหรือครับ" บุคคลในเสื้อขาวตอบ
เรามักคิดว่านรกคือสถานที่ที่เต็มไปด้วยความยากแค้นแสนสาหัสแผดเผาด้วยไฟประลัยกัลป์
แต่บ่อยครั้งนรกก็ปรากฏตัวในรูปวิมานปานสวรรค์ เพื่อหลอกล่อดึงดูดให้ผู้อื่นเข้าหา
ดุจดังแมงเมาบินเข้าหาแสงนีออนอันสดสวย เราลืมไปแล้วหรือว่าพญามารนั้นคือเทวดาจากสวรรค์ชั้นฟ้า
ยิ่งลูกสาวพญามารคือ ราคา ตัณหา อรดีด้วยแล้ว มีสิริโฉมงดงามเป็นอย่างยิ่ง
ความสะดวกสบายทีเห็นโดยเปลือกนอกนั้นมักจะแฝงไปด้วยโทษ ขณะที่ความเหนื่อยยากบ่อยครั้งกลับเป็นคุณ
แม้งานการจะเรียกร้องให้เราต้องออกแรงฟันฝ่าอุปสรรค ประสบกับความยากลำบากต่าง
ๆ นานา แต่งานก็เป็นหนึ่งในบรรดาไม่กี่อย่างที่สามารถบันดาลความพึงพอใจให้แก่ชีวิต
และทำให้ชีวิตมีความหมาย งานเป็นเสมือนบันไดให้ชีวิตได้ไต่เพื่อเข้าถึงสาระของชีวิตชนิดที่ไปพ้นทรัพย์ศฤงคาร
เงินเป็นผลเพียงเศษเสี้ยวเดียวที่เกิดจากงาน สิ่งสำคัญกว่านั้นคือการได้เสริมสร้างศักยภาพของตนให้บรรลุถึงจุดสูงสุด
และนำศักยภาพนั้นออกมาเป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์และสรรพชีวิต
งานไม่เพียงแต่จะพาเราให้เข้าถึงแก่นแท้ของตนเองเท่านั้น หากยังผสานเราให้เป็นหนึ่งเดียวกับผู้อื่น
งานช่วยให้เราเข้าถึงความปกติ และความปกติทำให้เราไม่แปลกแยกกับงาน
จำเพาะคนที่มีความทุกข์ จิตคลาดเคลื่อนจากปกติเท่านั้นที่รังเกียจการทำงาน
ดังนั้นถ้าไม่แน่ใจในสภาวะจิตของตนเอง ก็พึงถามตนเองว่า รังเกียจการทำงานหรือไม่
ถ้ารังเกียจ ก็ควรที่จะสำรวจตรวจสอบตนเองว่า มีอะไรผิดปกติหรือไม่
คนที่สับสน เบื่อ
หน่ายซึมเซา มักมีอาการร่วมกันอย่างหนึ่งคือ ไม่อยากทำงาน แต่ยิ่งว่างงานมากเท่าไร
ก็ยิ่งสับสนว้าวุ่นหรือซึมเซามากเท่านั้น
กระนั้นก็ตาม งานมิใช่หลักประกันแห่งความสุขของชีวิตเสมอไป งานเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ต้องอาศัยใจเป็นตัวกำกับและรับผล
ถ้าวางจิตวางใจไม่ดี งานนอกจากจะไม่ประสบผลแล้ว ยังเก็บเกี่ยวเอาความทุกข์มาใส่ตัวด้วย
คนเป็นอันมากทุกข์เพราะงาน ขณะเดียวกันก็ทำงานด้วยความทุกข์ จึงเสมือนติดอยู่ในวังวนที่ยากจะไถ่ถอนออกมาได้
งานกลายเป็นเรื่องทุกข์เบื้องแรกสุดก็เป็นเพราะทำด้วยความจำใจ
ในทางพุทธศาสนาถือว่าแรงจูงใจเป็นสิ่งสำคัญ ไม่มีแรงจูงใจอันใดจะประเสริฐเท่ากับ
ฉันทะ ฉันทะคือความอยากความชอบที่จะทำ แต่คนส่วนใหญ่ทำเพราะความอยากที่จะได้
เช่น อยากได้เงิน อยากได้ชื่อเสียง ถ้าเงินหรือชื่อเสียงสามารถลอยมาได้เอง
ก็คงไม่คิดทำอะไร แต่เป็นเพราะสิ่งเหล่านี้จะได้มาก็ด้วยการทำงาน
ผู้คนจึงจำยอมต้องทำงานเพื่อเป็นเงื่อนไขให้ได้สิงเหล่านี้มา อย่าว่าแต่งานการเลย
แม้กระทั่งการละเล่น ถ้าทำด้วยความจำใจเสียแล้ว จะสนุกอย่างไร
ตรงกันข้าม ถ้าทำด้วยฉันทะแล้ว ยิ่งทำก็ยิ่งมีความสุข เพราะได้ทำสิ่งที่ตนเองชอบ
ส่วนเงินทองชื่อเสียงนั้นถือเป็นผลพลอยได้ ดังนั้นแม้เงินเดือนจะน้อย
งานจะต่ำต้อยในสายตาของคนอื่น แต่เมื่อใจรักเสียแล้ว งานนั้นก็กลายเป็นสิ่งสำคัญขึ้นมาได้
ปัญหาก็คือ ทำอย่างไรฉันทะจึงจะเกิดขึ้นได้
?
ไม่มีอะไรช่วยให้เรารักการทำงานได้ดีเท่ากับการเห็นคุณค่าและความหมายของงานนั้น
ๆ เมื่อเด็กเห็นชัดว่าการอาบน้ำแปรงฟันมีประโยชน์อย่างไร เขาก็จะทำอย่างนั้นเป็นอาจิณโดนพ่อแม่ไม่ต้องเคี่ยวเข็ญหรือเอาขนมล่อ
การเห็นคุณค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นเป็นเรื่องปัญญา ซึ่งอาจจะเกิดจาการฝึกฝน
อบรม การประสบสัมผัสด้วยตนเอง แต่บางทีก็ยังขึ้นอยู่กับมุมมองด้วย
มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับช่างปูน 3 คน คนแรกเมื่อถูกถามว่ากำลังทำอะไร
เขาตอบอย่างแกน ๆ โดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาว่า "กำลังก่ออิฐอยู่"
ส่วนคนที่สองตอบว่า "กำลังก่อกำแพง" ส่วนคนที่สามพูดด้วยความกระตือรือร้นและภูมิอกภูมิใจว่า
"ผมกำลังสร้างโบสถ์"
งานอย่างเดียวกันแต่ให้ผลต่อจิตใจไม่เหมือนกัน ก็เพราะมองเห็นคุณค่าและความหมายของงานนั้นต่างกัน
ถ้าเรามีมุมมองที่แคบเห็นเฉพาะงานของเรา งานของเราก็ดูเล็กน้อยเหลือเกิน
แต่เมื่อเราขยายทัศนะให้กว้าง จนเห็นว่างานของเราเชื่อมโยงกับสิงอื่น
ๆ อย่างไร เราจะพบว่างานเรามีความสำคัญ และเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้สำหรับสิ่งที่ยิ่งใหญ่
นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม เล่าว่าสมัยที่ยังทำธุรกิจของตนเองอดสงสัยไม่ได้ว่ายามประจำลานจอดรถผู้หนึ่งเหตุใดจึงมีความสุขจากการทำงานมาก
เวลาห้ามรถเข้าหรือเปิดทางให้รถออกเขาจะทำอย่างกระฉับกระเฉง
และมีชีวิตชีวาอย่างมาก ทั้ง ๆ ที่อายุก็มากแล้ว เมื่อไปถาม
จราจรจำเป็นผู้นั้นก็ตอบว่า เขารู้สึกว่างานของเขานั้นสำคัญมากไม่ว่าคนใหญ่คนโตจากที่ไหนมา
แม้แต่เจ้านายหรือประธานบริษัท ถ้าจะขับรถเข้าหรือออกจากสำนักงานก็ต้องเชื่อฟังเขา
ถ้าเขาทำมือให้หยุดก็ต้องหยุด ต่อเมื่อให้สัญญาณ จึงไปได้
คุณค่าของงานส่วนหนึ่งเกิดจากการตระหนักว่า
งานนั้นให้สิ่งสำคัญแก่ตน สิ่งนั้นอาจไม่ใช่เงิน หากเป็นความภาคภูมิใจในตนเอง
การได้สัมพันธ์กับผู้คน พบมิตรที่ประเสริฐ หรือมีโอกาสได้ใช้และพัฒนาความสามารถของตนอย่างเต็มที่
งานที่ให้เงินเดือนสูง แต่มองไม่เห็นเลยว่าให้อะไรบ้างที่มีความหมายในทางจิตใจ
ถึงจะทำอย่างไรก็ไม่มีความสุข ได้แต่รอวันเงินเดือนออกเท่านั้น
ดังนั้นถ้ารักจะมีความสุขกับงาน ควรไตร่ตรองพิจารณาว่างานนั้นให้ความหมายอะไรแก่ชีวิตบ้าง
บางคนอาจคิดว่าความหมายของชีวิตอยู่ที่ความร่ำรวยและชื่อเสียงเกียรติยศ
แต่เมื่อดิ้นรนให้ได้สิ่งนั้นมาแล้วอาจพบว่าชีวิตยังต้องการอะไรมากกว่านั้น
สิ่งนั้นก็คือความสุขอย่างที่ยามของหมออุดมศิลป์มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม
ความสุขชนิดนี้แม้แต่เงินทองและอำนาจก็ไม่สามารถให้ได้
ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป หลังจากที่ผู้คนเป็นอันมากดิ้นรนไต่เต้ามาถึงจุดที่ปรารถนาทั้งในด้านเงินทองและชื่อเสียง
ก็พบว่าชีวิตกลับว่างเปล่าและเป็นทุกข์ ตอนนี้จึงพากันแสวงหาอีกครั้งหนึ่ง
นั่นคือแสวงหาความหมายของชีวิตการทำงาน
ผลก็คือคนที่เขียนหนังสือหรือบรรยายเกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้กลายเป็นคุรุ
ที่ทุกคนคอยเงี่ยหูฟังและยอมจ่ายเงินให้ไม่อั้น