แก้เครียดด้วยรอยยิ้ม
แก้เครียดด้วยรอยยิ้ม
"คนที่หน้าเศร้า คิ้วขมวด ก้มหน้าอยู่ตลอดเวลา ไหล่ห่อ เอวตก เข่างอ"
นี่คือลักษณะท่าทางของคนที่มีความเครียดและคนที่มีความเศร้า
ตามที่อาจารย์มานพ ประภาษานนท์ นักกายภาพบำบัดผู้ให้ความสนใจ
และศึกษาแพทย์องค์รวม อธิบายให้ฟัง
"บุคลิกลักษณะเช่นนี้เรามองแล้วจะรู้ได้ทันทีว่า พวกเขามีสุขภาพไม่ดี
เพราะลักษณะท่าทางเกิดขึ้นพร้อมอารมณ์เครียด"
ในทางตรงกันข้ามคนที่มีความสบายใจ คนที่เบิกบานแจ่มใส จะมีลักษณะดังนี้คือ
หน้าบาน อกผาย ไหล่ผึ่ง ตัวตรง "พูดง่ายๆ เมื่อใดสุขภาพดี เมื่อนั้นมันบานออก
หน้าตาเบิกบาน จิตใจเบิกบาน มีความสุขเมื่อใดที่สุขภาพแย่ เมื่อนั้นมันเหี่ยวลง
หน้าเหี่ยว ใจเหี่ยว มีความทุกข์"
หากถามว่าท่านผู้อ่านจะเลือกแบบไหน...ไม่ว่าใครก็ต้องอยากมีความสุข
อาจารย์มานพถามอีกว่า การทำตัวเองให้มีความสุขง่ายกว่าทำตัวเอง
ให้มีความทุกข์ใช่หรือไม่
ถ้าคำตอบคือ...ใช่
ดังนั้น ต่อไปนี้เมื่อใดที่เกิดความเครียด...ห้ามก้มหน้า
เมื่อใดที่เกิดความเครียดให้เงยหน้าเข้าไว้
เมื่อใดที่เกิดความเครียดแล้วพยายามยิ้ม
ยิ้ม...ยิ้ม...แล้วก้อยิ้ม
"ในสภาพความเป็นจริงที่เราเผชิญอยู่ บางทีมันยิ้มไม่ออกหรอก แต่พยายามยิ้มเอาไว้
แกล้งยิ้มไปเราพยายามฝึกเช่นนี้บ่อยๆเมื่อเราเกิดความเครียดหรือความเศร้า
เราต้องเอาบุคลิกของคนที่มีความสุขมาแก้พอแกล้งทำเป็นคนที่เบิกบานใจเหลือเกิน
สักพักหนึ่งความเครียดทั้งหลายจะลดลง"
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะความเครียดจะอยู่ในท่าทางของคนที่มีความสุขไม่ได้
ท่านผู้อ่านลองพิสูจน์ดูแต่ขณะเดียวกัน...ถ้าเราอยู่ปกติดี แล้วเกิดแกล้งทำตัวห่อเหี่ยว
ไหล่ตก หลังงองุ้มเมื่อใด เมื่อนั้นจิตใจเราก็จะเป็นไปตามอากัปกิริยาที่เราแสดงออก
เราแสดงอากัปกิริยาอย่างไร
จิตใจเราจะเป็นอย่างนั้น เนื่องจากร่างกายและจิตใจมีความสัมพันธ์กันอยู่อย่างแยกไม่ได้
"ดังนั้น วิธีแก้ความเครียดอย่างง่ายก็คือ ยิ้มเข้าไว้ ทำให้ตนเองเป็นคนยิ้มเก่งๆ
เจออะไรก็ยิ้มไปหมด
สำหรับผมเอง...ตื่นขึ้นมาตอนเช้าผมยิ้มเลยนะ ผมฝึกมาตลอด ตื่นขึ้นมาแม้จะงัวเงียอย่างไร
ก็พยายามยิ้มเอาไว้ แล้วเดินไปไหนก็ยิ้มไปเพียงแต่ยิ้มแค่นี้สารเอนโดฟินส์หรือ
สารแห่งความสุขก็หลั่งออกมาแล้ว ไม่ว่ายิ้มน้อยยิ้มมากสารเอนโดฟินก็หลั่งออกมาทั้งนั้น
ส่วนใหญ่คนที่ยิ้มไม่ออกเพราะในความคิดมีแต่เรื่องลบทั้งนั้น
หากเป็นเช่นนี้พยายามไล่ความคิดแง่ลบออกไปเสียบ้าง แล้วค่อยๆ ทำไป ในช่วงแรก
ทำได้บ้างหรือไม่ได้บ้างก็อย่าไปเครียด พยายามทำไปแล้วจะถึงเป้าหมายทีละน้อย"
อาจารย์มานพย้ำว่า จิตใจเป็นเรื่องใหญ่ เพราะจิตใจสัมพันธ์กับกาย ดังนั้น
การออกกำลังกายอย่างเดียวคงไม่พอ จะต้องออกกำลังใจด้วย ต้องทำให้ใจเราเข้มแข็งขึ้น
เราต้องทำใจของเราให้เป็นผู้นำกายไปสู่ทางที่ดี
หากมากล่าวถึงการออกกำลังกายกันบ้าง อาจารย์มานพแนะนำว่า
"ผมจะเน้นการออกกำลังกายในลักษณะยืดเส้น เพราะการยืดเส้นเป็นหัวใจ
ของการออกกำลังกายทั้งมวล ถ้าเส้นยังยืดหยุ่นไม่ดี ร่างกายก็จะดีไปไม่ได้
ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อเป็นหัวใจสำคัญ เปรียบเหมือนถนนที่มีรถวิ่งไปตามเส้นทาง
ซึ่งก็คือเส้นเลือดที่วิ่งตามหลอดเลือดที่แทรกอยู่ในกล้ามเนื้อ
ถ้ากล้ามเนื้อเกร็งตัวบ่อยจนเครียด ปวด หรือตึง เส้นเลือดจะถูกบีบ กล่าวง่ายๆ
เหมือนถนนที่แคบ เลือดวิ่งไม่สะดวก เลือดไปสู่เซลล์น้อย สุขภาพก็แย่
แต่ถ้ากล้ามเนื้อยืดหยุ่นดี โล่ง ไม่มีติดขัด หรือตึงปวด จะทำให้การเคลื่อนไหวได้คล่องตัว"
การออกกำลังกายในเบื้องต้นจึงเน้นให้ยืดหยุ่นกล้ามเนื้อทุกมัด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระดูกสันหลังที่มีความสำคัญมาก
ถ้ากระดูกสันหลังมีการคด การบิด การตึง จะไปทับเส้นประสาท ถ้ามีการทับอยู่บ่อยๆ
จะทำให้อวัยวะเสื่อมได้ จึงเน้นให้ปรับโครงสร้างร่างกายด้วยการเลือกท่าออกกำลังกาย
ที่เน้นการยืดหยุ่นที่หลังเป็นเบื้องต้น สำหรับรูปแบบการออกกำลังกายขึ้นอยู่กับความเหมาะสม
ของแต่ละบุคคล คำแนะนำในการออกกำลังกายของอาจารย์มานพที่ฝากไว้ก็คือ
ทุกท่าทางของการออกกำลังกายจะต้องไม่ทำให้ตนเองเจ็บ มีแต่ความตึงที่กล้ามเนื้อ
หากออกกำลังกายแล้วรู้สึกเจ็บแม้แต่เพียงเล็กน้อยก็ต้องถอนกลับออกมา
จำไว้ว่า...การออกกำลังกายทุกประเภทต้องปลอดภัย










