เยียวยาใจด้วยเมตตา

                                                                                                 บทความโดย  พระไพศาล วิสาโล
                                                                                     ตีพิมพ์ใน นสพ.มติชนรายวัน 27 พ.ค.2560

 

          หญิงผู้หนึ่งเศร้าเสียใจมากเพราะสามีของเธอกำลังจะตายด้วยโรคร้าย  เมื่อใดที่นึกถึงวันที่ไม่มีเขาอยู่ในโลกนี้  เธอยิ่งรู้สึกห่อเหี่ยว  วันหนึ่งขณะที่สามีกำลังทรุดหนัก  เธอพูดกับเขาว่า “ฉันจะอยู่อย่างไรเมื่อไม่มีคุณ”   คำตอบของเขาคือ  “นำความรักที่คุณมีให้กับผม ไปมอบให้คนอื่น ๆ”
          เธอพบว่าเมื่อสามีจากไป คำแนะนำของเขาช่วยเธอได้มาก  การมอบความรักให้แก่ผู้อื่น ด้วยการช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก หรือคนที่ลำบากกว่าเธอนั้น ช่วยให้เธอคลายความเศร้าโศกไปได้ไม่น้อย มันไม่เพียงทำให้เธอหลุดจากการจมดิ่งในความทุกข์เท่านั้น  ความเมตตาที่ถูกปลุกขึ้นมายังช่วยขับไล่ความเศร้าโศกไปจากใจเธอ  ยิ่งกว่านั้นความสุขใจที่ได้เห็นรอยยิ้มของคนที่เธอให้ความช่วยเหลือ ยังเป็นเสมือนน้ำชโลมใจที่ทำให้กลับมามีชีวิตชีวา
          ความเมตตา ความใส่ใจและเอื้ออาทรต่อผู้อื่นนั้น เป็นโอสถที่สามารถเยียวยาจิตใจของผู้ที่เศร้าโศกเพราะสูญเสียได้เป็นอย่างดี   กุมารแพทย์ผู้หนึ่งสูญเสียสามีอย่างกะทันหัน  ทันทีที่รู้ข่าว ใจเธอแทบสลาย  เธอจมอยู่ในความเศร้าอย่างไม่รู้วันรู้คืน  แม้งานศพเสร็จสิ้น  ความรู้สึกหมดอาลัยตายอยากกับชีวิตก็ยังไม่จางคลาย  ครั้นถึงเวลาที่ต้องไปทำงาน เธอก็เอาแต่จ่อมจมอยู่ในห้องพัก ไม่มีเรี่ยวแรงไปตรวจคนไข้   ทีแรกเพื่อน ๆ ก็อยากให้เธออยู่กับตัวเองสักพัก  ด้วยความหวังว่าไม่นานเธอก็จะดีขึ้น  แต่ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ เธอก็ยังไม่ดีขึ้น  เก็บตัวอยู่แต่ในห้องพักทั้งวัน
          วันหนึ่ง หัวหน้าพยาบาลนำทารกคนหนึ่งมาวางไว้บนโต๊ะข้างหน้าเธอ   ทีแรกเธอไม่สนใจ  แต่หลังจากนั้นพักใหญ่  ทารกก็ร้องไห้  เธอเฉยอยู่นาน ทารกก็ยังไม่หยุดร้อง  เธอจึงลุกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น  ครั้นพบว่าเด็กถ่ายอุจจาระก้อนใหญ่  เธอก็ต้องไปหาผ้าอ้อมมาเปลี่ยน  แล้วก็นั่งเจ่าจุกต่อ   ผ่านไปเป็นชั่วโมง เด็กก็ร้องไห้อีก  คราวนี้เธอพบว่าเด็กมีอาการไม่สู้ดี ต้องให้ยา  เธอจึงออกไปหายามาให้เด็ก รักษาเสร็จก็ได้เวลาเลิกงานพอดี  เธอจึงอุ้มเด็กไปคืนที่หอผู้ป่วย  แล้วก็หิ้วกระเป๋ากลับบ้าน
          วันรุ่งขึ้น  เธอมาโรงพยาบาลแต่เช้า  แต่แทนที่จะตรงไปยังห้องพักเหมือนเคย  เธอเดินไปหอผู้ป่วยเด็ก ประโยคแรกที่เธอถามพยาบาลก็คือ เด็กคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง   หลังจากนั้นเธอก็ไปเยี่ยมเด็กคนนั้น เสร็จแล้วก็ไปดูอาการเด็กคนอื่น ๆ  วันนั้นทั้งวันเธอง่วนอยู่กับการรักษาเด็ก  จนแทบไม่มีเวลามานั่งเก็บตัวในห้องพัก  นับแต่วันนั้นเธอก็กลับมาเป็นกุมารแพทย์คนเดิมที่ทำงานอย่างขยันขันแข็ง  ความห่อเหี่ยวซึมเศร้าหายไป  ความมีชีวิตชีวากลับมาแทนที่
          กุมารแพทย์คนนี้หลุดจากปลักแห่งความเศร้าโศกได้ เมื่อเธอลุกขึ้นมาช่วยเหลือผู้อื่น  การเยียวยารักษาเด็กทำให้เธอไม่มีเวลามานั่งจมอยู่กับเศร้า หรือนึกถึงความสูญเสียพลัดพราก  ขณะเดียวกันความเอื้ออาทรที่แผ่คลุมใจของเธอก็ช่วยให้ความโศกเศร้าจางคลายไป  เหมือนมีพลังบวกมาแทนที่พลังลบในใจ
          ความเศร้าโศกหดหู่ ก็เช่นเดียวกับอารมณ์อกุศลอื่น ๆ  เมื่อเกิดขึ้นในใจ จะพยายามครองใจเราให้นานที่สุด  มันจะสั่งใจเราให้นึกถึงเหตุการณ์ที่เจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อจะได้เศร้าโศกไม่เลิกรา  ใครชวนไปไหน มันจะสั่งให้เราปฏิเสธ  เพื่อจะได้นั่งเจ่าจุกคิดถึงเรื่องนั้นเป็นวัน ๆ  เท่านั้นไม่พอ มันยังสั่งให้เราฟังเพลงเศร้า ๆ  เพื่อจะได้เศร้าหนักขึ้น  ใครเปิดเพลงสนุกสนานให้เราฟัง หวังให้คลายความเศร้าโศก  เราจะไม่พอใจทันที  เพราะในยามนั้นเราอยู่ในอำนาจของความเศร้าจนเกือบหมดเนื้อหมดตัว
          การออกไปช่วยเหลือผู้อื่น หรือนึกถึงคนที่ทุกข์ยาก เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ใจเราหลุดจากความเศร้าโศกหรือหดหู่ได้  เราอาจใช้ความสูญเสียพลัดพราก เป็นแรงผลักดันในการทำสิ่งดีงามก็ได้ มองในแง่หนึ่งนั่นคือการเปลี่ยนความพลัดพรากสูญเสียให้เป็นพลังสร้างสรรค์
          หญิงผู้หนึ่งสูญเสียลูกสาววัยเด็กทั้งสามคน รวมทั้งพ่อแม่ผู้ชราในกองเพลิง ซึ่งไหม้บ้านเธอต่อหน้าต่อตา โดยที่เธอช่วยคนเหล่านั้นไม่ได้เลยแม้แต่น้อย  ตอนนั้นใจเธอแทบสลาย
          อย่างไรก็ตาม ในงานศพของคนทั้งห้า  แทนที่เธอจะคร่ำครวญถึงคนเหล่านั้น   เธอเชิญชวนให้ญาติมิตรที่มาร่วมงาน นึกถึงลูก ๆ ของเธอ ด้วยการช่วยเหลือผู้อื่น  “โปรดรักษาเด็กน้อยเหล่านี้ไว้ในหัวใจของคุณด้วยการแสดงความรักพร้อมกับการกระทำที่เปี่ยมด้วยเมตตาอันบริสุทธิ์ ด้วยการรักซึ่งกันและกัน และหาทางช่วยเหลือผู้อื่นทุกวัน”  ไม่เพียงแต่พูด เธอยังก่อตั้งมูลนิธิขึ้นเพื่อช่วยเหลือคนที่ทุกข์ยากตามเจตนารมณ์ดังกล่าว
          มีน้อยคนที่สูญเสียคนรักพร้อมกันมากมายขนาดนี้  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความเศร้าโศกท่วมท้นใจเธอมากมายเพียงใด  ใครที่เจอความสูญเสียเช่นนี้คงยากที่จะประคองตนให้เป็นผู้เป็นคนได้ภายในเวลาไม่กี่วัน  แต่เป็นเพราะการนึกถึงผู้อื่นและลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อคนเหล่านี้ เธอจึงคลายจากความเศร้าโศก  ใช่หรือไม่ว่าการทำสิ่งดีงามดังกล่าว  ช่วยให้การตายของลูกเธอเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ไม่ไร้ประโยชน์ หรือเป็นแค่เคราะห์กรรมอันเลวร้ายที่บั่นทอนจิตใจอย่างเดียว
          ไม่เพียงช่วยเหลือผู้คนที่ทุกข์ยากเท่านั้น แม้แต่การช่วยเหลือสัตว์เลี้ยง ก็ช่วยเยียวยาจิตใจได้   ผู้เฒ่าคนหนึ่งสูญเสียภรรยาที่อยู่ร่วมกันมานานกว่า ๖๐ ปี เขารู้สึกหดหู่ หมดอาลัยตายอยากกับชีวิต ถึงกับพยายามฆ่าตัวตาย  จนลูกต้องพาไปอยู่บ้านพักคนชรา จะได้มีเพื่อนและคนช่วยดูแล
          แต่ตลอดสามเดือนที่นั่น เขายังคงหงอยเหงาเซื่องซึม เก็บตัวอยู่แต่บนเตียง  ไม่พูดจากับใคร และไม่ยอมกินอะไรเลย จนหมอคิดว่าเขาคงไม่รอดแล้ว เพราะหมดแรงจูงใจในการมีชีวิต   แต่แล้ววันหนึ่งเจ้าหน้าที่บ้านพักคนชราก็เอานกแก้วมาให้เขาคู่หนึ่ง  ทีแรกเขาไม่มีทีท่าสนใจมัน ต่อมาก็เริ่มหันมาจ้องดูมันบ้าง   วันรุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่มาให้อาหารนก เขาก็เล่าให้ฟังว่า นกเป็นอย่างไร และมันชอบอะไรบ้าง  เป็นครั้งแรกที่เขาแสดงให้เห็นถึงความสนใจสิ่งนอกตัว  แทนที่จะจมอยู่กับตัวเอง
          ไม่นานเขาก็เริ่มกิน สวมเสื้อผ้าเอง และเดินออกจากห้อง  เมื่อเขารู้ว่าบ้านพักแห่งนี้เอาหมามาเลี้ยง เขาก็เข้าไปหาเจ้าหน้าที่ ขออาสาพาหมาไปเดินเล่น  สามเดือนหลังจากนั้นเขาก็กลับเป็นปกติ  และกลับบ้านได้
          ความเมตตามีอานุภาพในการเยียวยา  ช่วยให้พลังชีวิตที่ถูกกดทับกลับคืนมา  ความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล ไม่ได้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นเท่านั้น หากยังมีอานิสงส์แก่ตัวเราเองอย่างที่นึกไม่ถึง

 

ที่มา : www.visalo.org