น้ำฝาด โอสถครั้งพุทธกาล

                

          น้ำฝาด ตามราชบัณฑิตหมายถึง “น้ำที่มีรสฝาด เกิดจากการเอาเปลือกไม้ แก่นไม้เป็นต้นของไม้บางชนิดเช่นขนุนมาต้ม ใช้ย้อมสบงจีวร, ฝาดก็ว่า เช่น ผ้าย้อมฝาด” แล้วมีคำที่คนรุ่นใหม่ๆ ไม่ค่อยได้ยินกันแล้วว่า “กาสาวะ” หมายถึงน้ำฝาด น้ำต้มจากเปลือกไม้หรือว่าน้ำต้มจากเเก่นไม้ และมีคำว่า กาสาวเภสัช คือ น้ำฝาดเป็นยา หรือยาที่ได้จากน้ำฝาดของพืช
          น้ำฝาดเป็นยานี้มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกว่า พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำฝาดที่เป็นยา คือ น้ำฝาดสะเดา น้ำฝาดโมกมัน น้ำฝาดขี้กา น้ำฝาดบอระเพ็ด น้ำฝาดกระถินพิมานหรือน้ำฝาดที่เป็นยาชนิดอื่นที่มีอยู่ ซึ่งไม่ใช่ของเคี้ยวของฉัน รับประเคนแล้วเก็บไว้ได้จนตลอดชีพ เมื่อมีเหตุจำเป็น ภิกษุจึงฉันได้ เมื่อไม่มีเหตุจำเป็น ภิกษุฉัน ต้องอาบัติทุกกฎ” ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้แต่เพียงว่านำน้ำฝาดมาดื่มแก้ไข้ มิได้มีรายละเอียด เมื่อพิจารณาน้ำฝาดจากสมุนไพรแต่ละชนิด ขอขยายความดังนี้
         
น้ำฝาดสะเดา(Azadirachta indica A.Juss.) ต้นสะเดามีประโยชน์ทุกส่วน แต่เฉพาะส่วนที่เป็นแก่นและเปลือกพบว่า มีการนำเอาแก่นสะเดามาใช้เพื่อช่วยบำรุงธาตุไฟ ขับน้ำย่อยอาหาร ทำให้กระเพาะย่อยอาหารได้ดีขึ้น บำรุงโลหิต เปลือกต้นช่วยแก้กษัยหรือโรคซูบผอม ผอมแห้งแรงน้อย แก้ไข้ สร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ถ้ามีอาการฟันโยกคลอน เหงือกหรือปากเป็นแผล ให้ใช้เปลือกสะเดายาวประมาณ 2-3 นิ้ว นำมาขูดเอาเปลือกนอกดำ ๆ ออกให้หมด แล้วนำมาทุบปลายให้แตก พอให้ส่วนปลายมีความอ่อนนุ่ม นำมาถูฟัน เมื่อเสร็จแล้วตัดปลายทิ้ง หากจะใช้ครั้งต่อไปก็ทุบใหม่ จะช่วยทำให้ฟันที่โยกคลอนแข็งแรง ขึ้น  สะเดายังแก้อาการท้องเดินและท้องร่วง แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ใช้เป็นยาฝาดสมาน ในอินเดียใช้ใบสดของสะเดาไปเผาในหม้อดิน นำเถ้าที่ได้มาละลายน้ำ ใช้ฉีดพ่นลงบริเวณที่เป็นแผลสามารถรักษาแผลให้หายได้
          นอกจากนี้ยังมีรายงานการเป็นยาล้างตาได้ (Dueep J. Sinh and Jhon Davison, 2013) และรายงานของ Singh, K.K et. al.(2008) ใน Neem, a Treatise ได้กล่าวไว้ว่า เถ้าที่ได้จากการเผาใบสะเดาแห้งที่เผาในหม้อดิน นำมาผสมน้ำ ตั้งทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง กรองเอาส่วนที่เป็นน้ำทิ้ง นำเอาส่วนที่เป็นตะกอนมาผสมน้ำดื่มทุกเช้าจะช่วยขับนิ่วในกระเพาะปัสสาวะได้
         
น้ำฝาดโมกมัน (Wrightia arborea (Dennst.) Mabb.) เปลือกต้นมีรสขม ฝาด เมา ช่วยรักษาธาตุไฟให้เป็นปกติ ช่วยบำรุงธาตุทั้งสี่ให้เจริญ รู้ปิดธาตุ ช่วยทำให้เจริญอาหาร ใช้เป็นยาแก้บิด ถ่ายเป็นมูกเลือด รักษาโรคไต ช่วยฆ่าเชื้อคุดทะราด เชื้อรำมะนาดแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เนื้อไม้หรือแก่น เป็นยาขับโลหิต ช่วยขับโลหิตเสียบำรุงถุงน้ำดี แก้ดีพิการ จากข้อมูลใน STATUS REPORT ON WILD MEDICINAL PLANTS OF SATPUDA FOREST EAST, MAHARASHTRA INDIA โดย R. M. Bagul (2016) กล่าวไว้ว่าเถ้าจากเปลือกของโมกมัน นำมาละลายกับน้ำอุ่น ใช้ดื่มแก้อาการปัสสาวะขัด นอกจากนี้เถ้าที่ได้จากการเผาส่วนของดอก ใช้ทาบริเวณฟันที่งอกใหม่ในเด็ก ทำให้ลดปัญหาการเจ็บ ๆ คัน ๆ ได้
         
น้ำฝาดขี้กา ในพระไตรปิฎกฉบับหลวง นอกจากจะพูดถึงน้ำฝาดขี้กาแล้วยังกล่าวถึงน้ำฝาดกระดอม (Gymnopetalum chinense(Lour.) Merr.) ด้วย ซึ่งคล้ายกับว่าใช้แทนกันได้ สมุนไพรทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นไม้เลื้อยที่ไม่มีเนื้อไม้และเปลือก ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่จะใช้ผลแห้งเป็นยาสมุนไพร ดังนั้นไม่น่าจะนำมาทำเป็นน้ำฝาดตามนิยามของราชบัณฑิตที่ใช้แก่นไม้เปลือกไม้ แต่อาจเป็นไปได้ว่าหมายถึงการนำผลแห้งไปเผาให้ได้เถ้าแล้วนำมาละลายน้ำใช้ทำเป็นยาน้ำฝาดด้วย
          โดยปกติเมื่อพูดถึงสมุนไพรขี้กา มักจะหมายถึงขี้กา 3 ชนิด คือ 1) Gymnopetalum chinense (Lour.)Merr. มีชื่อเรียกในภาคกลางว่า “ขี้กาดง” หรือ “กระดอม” 2) ขี้กาที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gymnopetalum scabrum(Lour.) W.J.de Wilde & Duyfjes) มีชื่อในภาษาไทยกลางว่า “แตงโมป่า” และ 3)ขี้กาที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trichosanthes tricuspidata Lour. ชนิดนี้มีชื่อเรียกในภาคกลางว่า “กระดึงช้างเผือก” มีลำต้นแข็ง มีขนาดเล็ก แต่ 2 ชนิดแรกเป็นไม้เถาที่ไม่มีเนื้อไม้ ไม่น่าจะจัดอยู่ในหมวดน้ำฝาดเป็นยาตามนิยามของราชบัณฑิต เพราะไม่มีแก่นและเปลือกที่จะนำมาแช่น้ำได้
แต่ในรายชื่อพรรณไม้เมืองไทยของกรมป่าไม้ กล่าวว่าพืชในเมืองไทยที่มีชื่อว่าขี้กา มีอยู่จำนวน 4 ชนิด 1) Adeniapenangiana var. parvifolia (Pierre ex Gagnep.) W.J.de Wilde เป็นไม้เถามีเนื้อไม้ มีชื่อเรียกในภาคกลางว่า “ขี้กา” 2) Capparissiamensis Kurz. มีชื่อเรียกในภาคกลางว่า “พุงแก”  3) Strychnos nux-blanda  A.W. Hill  มีชื่อเรียกในภาคกลางว่า “ตูมกาขาว” 4)Strychnos rupicola Pierre ex Dop เป็นไม้เถามีเนื้อไม้ มีชื่อเรียกในภาคกลางว่า “ขี้กาเครือ”
          ขอเก็บไว้ลงรายะเอียดในฉบับต่อไปพร้อมกับน้ำฝาดที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำไว้ อีก 2 ชนิด คือ
น้ำฝาดบอระเพ็ด(Tinospora crispa (L.) Hook. f. & Thomson)  และน้ำฝาดกระถินพิมาน (Acacia tomentosa Willd.) โปรดติดตามนะ...