ตอนที่ 24 การแพทย์ดั้งเดิมของไทย ในยุคกรุงศรีอยุธยา (ตอนจบ)

                                                                                                                       โดย สันติสุข โสภณสิริ

 


สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. ๒๑๙๙-๒๒๓๑)

     มองสิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ เอกอัครราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งประเทศฝรั่งเศสเข้ามาในกรุงสยามระหว่าง พ.ศ. ๒๒๓๐-๒๒๓๑ ลาลูแบร์ ได้เขียนจดหมายเหตุพระราชพงศาวดารสยามครั้งกรุงศรีอยุธยาในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้กล่าววิจารณ์การแพทย์แผนไทยในสมัยอยุธยา
     กล่าวโดยสรุปลาลูแบร์ ได้ให้ภาพของโรคภัยไข้เจ็บ และวิธีการรักษาในสมัยนั้นไว้ว่า "เรื่องโรคาพาธของชาวสยามในกรุงศรีอยุธยามีตั้งแต่โรคป่วง โรคบิด ไข้ กำเดา ไข้หวัด ไข้จับสั่น โรคพิษบาดทะยัก โรคจับลม โรคอัมพาต โรคคุดทะราด เข้าข้อฝีต่างๆ เป็นปรวดพิษ แผลเปื่ออยพัง  โรคโลหิตไหลทางเหงือกไม่ค่อยพบ บทที่ ๑ ประวัติศาสตร์การพัฒนาการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือกในประเทศไทย ๒๗ โรคขี้เรื้อนกุดถังไม่ค่อยเห็น แต่คนเสียจริตมีชุมการถูกกระทำยำเยียเชิงกฤติคุณ ความประพฤติลามก พาให้เกิดกามโรคในกรุงสยามก็ดกไม่หยอก อนึ่งในกรุงสยามก็มีโรคติดต่อกัน แต่หาใช่ห่ากาฬโรคอย่างทวีปยุโรปไม่ ตัวโรคห่าของกรุงสยามก็คือ ไข้ทรพิษ อหิวาตกโรค..." อีกตอนหนึ่งว่า "หมอสยามไม่เข้าใจเครื่องในในร่างกาย และไม่รู้จักผ่าตัด.." และ "หมอสยามมียาแต่ตามตำรา หมอสยามไม่พึงพยายาม ทราบยาอย่างไหนบำบัดโรคได้ หลับตาถือแต่ตำรับที่ได้เรียนมาจากบิดามารดา และครูบาอาจารย์ และในตำรานั้น หมอชั้นใหม่ก็คงดื้อใช้ไม่แก้ไขอย่างใด หมอสยามไม่พะวักพะวงตรวจสมุห์ฐานโรคว่าอะไรเป็นตัวสำคัญที่ส่อให้เกิดโรค วางยา ไปตามตำราตามบุญตามกรรม แม้กระนั้นก็ยังไม่วายที่จะรักษาให้หายได้มาก หมอสยามเว้นที่จะโทษว่าเป็นเพราะถูกคุณกระทำยำเยียหรือฤทธิ์ผีสาง"
     ลาลูแบร์กล่าวถึงหมอนวดว่า "ชอบขยำบีบไปทั่วตัว เมื่อใครป่วยไข้ลงใน กรุงสยาม บางทีก็ขึ้นเดินเอาเท้าเหยียบบนกายคนไข้แม้ในสตรีก็พอใจให้เด็กเหยียบที่หลังเพื่อให้คลอดบุตรง่าย"
     ลาลูแบร์ยังกล่าวถึง "อาหารของคนไข้ว่า คนไข้สยามมักบำรุงตัวชั่วข้าวต้ม อย่างเดียวเท่านั้น เนื้อสัตว์ แม้แต่ซุบถือเป็นของแสลง เมื่อคนไข้ทุเลา พอจะกิน อาหารแข็งๆได้บ้างก็ให้กินแต่เนื้อหมู ถือว่าไม่สู้แสลงดีกว่าเนื้อสัตว์อย่างอื่นหมด"
     ลาลูแบร์กล่าวถึงประเภทหมอสยามว่า เมื่อลาลูแบร์ป่วย "สมเด็จพระมหากษัตริย์สยามโปรดพระราชทานให้หมอหลวงทั้งกรมมาตรวจรักษา มีหมอสยาม หมอรามัญและจีนแส ผลัดกันทยอยมาตรวจชีพจรอยู่ช้านาน แล้วลงเนื้อเห็นว่าเป็นไข้กำเดาเล็กน้อยและท้องเสีย...."
     ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชพบบันทึกว่า มีระบบการจัดหายาที่ชัดเจน สำหรับราษฎรโดยมีแหล่งจำหน่ายยาและสมุนไพรหลายแห่งทั้งในและนอกกำแพงเมือง ในส่วนราชการและราชสำนักมีโรงพระโอสถอยู่ในพระราชวังด้วย
     แต่เมื่อสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชใน พ.ศ. ๒๒๓๑ เกิดการผันผวน ทางการเมืองจากการกระทำของขุนหลวงสรศักดิ์ และสมเด็จพระเพทราชาซึ่งขึ้นครองราชสมบัติแทน ชาวฝรั่งเศสถูกขับไล่ออกจากกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากทรงไม่ไว้วางใจ พวกฝรั่งเศส ทำให้การแพทย์แผนตะวันตกเสื่อมสูญไปด้วย
     ในคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม กล่าวไว้ว่าปลายสมัยอยุธยา บนตัวเกาะกรุงศรีอยุธยามีร้านขายเครื่องสมุนไพรให้แก่ชาวบ้านทั่วไป โดยระบุว่าที่ถนนป่ายามีร้านขายเครื่องเทศ เครื่องไทยครบสรรพคุณยาทุกสิ่ง ชื่อตลาดป่ายา  "และยังได้กล่าวถึงโรงทำยาหลวงซึ่งเรียกว่าโรงพระโอสถ ไม่น้อยกว่า ๒ โรงว่านอกประตูไพชยนต์นี้ มีโรงพระโอสถ ๑ และมีโรงพระโอสถตั้งอยู่หน้าสวนองุ่น" (สวนองุ่นตั้งอยู่ท้ายสระใหญ่ อันเป็นที่ตั้งของพระที่นั่งบรรยงค์รัตนาศน์) โรงพระโอสถหลวง นี้นอกจากจะปรุงยาใช้ในพระราชวังแล้วยังเตรียมยา สำหรับใช้ในกองทัพเมื่อออกไปทำสงครามด้วย
     จากหลักฐานดังกล่าวข้างต้น สามารถให้ภาพของระบบการแพทย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้เป็นอย่างดีว่า ส่วนใหญ่คนไทยนิยมการรักษาแบบการแพทย์แผนไทย มีร้านขายเครื่องสมุนไพรทั้งไทยและจีนอยู่ทั้งภายในและภายนอกกำแพงพระนคร


(ปรับปรุงจากเอกสารที่ตีพิพม์ครั้งแรกใน "รายงานการสาธารณสุขไทยด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือก 2552-2553 (สิงหาคม 2553)" )

(ต่อตอนที่ 25 การแพทย์ดั้งเดิมของไทยในยุคกรุงธนบุรี)