มันมากับน้ำท่วม! โลดทะนงแดงเอาอยู่

         

           ณ วินาทีนี้ สถานการณ์ทุกลุ่มน้ำในแดนที่ราบสูงของอีสาน ทั้งโขง ชี มูล  ติดชารท์สีแดงเข้าขั้นวิกฤตหนัก พื้นที่หลายเมืองใหญ่ในถิ่นดอกคูนจมอยู่ใต้น้ำโดยเฉพาะเมืองสกลนครเหมือนย้อนยุคสู่ตำนานผาแดงนางไอ่ที่ถูกพญานาคถล่มจมบาดาล ซ้ำยังถูกน้ำป่าจากภูพานและอ่างเก็บน้ำไหลท่วมทะลักลงมาจนชาวเมืองเก็บข้าวเก็บของไม่ทัน  เมื่อ 50 ปีก่อนเคยมีหนังไทยเรื่องหนึ่งชื่อ"ภูพานอย่าร้องไห้" บทประพันธ์ของ ชลอ สรนันท์ จำได้ว่าคู่พระคู่นางคือสมบัติ เมทะนี กับ เพชรา เชาวราษฎร์ นึกไม่ถึงว่าวันนี้ "ภูพานร้องไห้"เพราะป่าต้นน้ำถูกคนเห็นแก่ตัวตัดทำลายแต่สร้างความเสียหายย่อยยับให้กับคนทั้งเมือง
          ภัยพิบัติที่มาพร้อมกับน้ำท่วมนอกจากบ้านช่องข้าวของทรัพย์สินเสียหายแล้ว ยังมีความเจ็บป่วยจากโรคภัยและภัยจากสัตว์ร้ายนานาชนิด เช่น งูพิษ ตะขาบ ตะเข็บ แมงป่อง แมงมุม และสัตว์พิษต่างๆที่หนีน้ำมาอยู่กับคน แล้วแว้งขบกัดต่อยคนจนบาดเจ็บหรืออาจถึงตายได้
          มีสมุนไพรดีอีสานชนิดหนึ่งที่ขึ้นชื่อมาช้านานว่า มีสรรพคุณขจัดภัยจากสัตว์สารพัดพิษได้ชงัดนัก นั่นคือ "รากต้นโลดทะนงแดง" ชนิดที่มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Trigonostemon reidioides (Kurz) Craib ซึ่งมีสารสำคัญคือ เรดิโอไซด์(Rediocide) อันเป็นที่มาของชื่อพฤกษศาสตร์ของสมุนไพรระงับสรรพพิษชนิดนี้ สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อภูมิปัญญาของหมองูพื้นบ้าน ก็สมควรรับรู้ข้อมูลจากการวิจัยสมัยใหม่ซึ่งค้นพบมากว่า 10 ปีแล้วว่า สารเรดิโอไซด์ในรากโลดทะนงแดง รวมทั้งสารสำคัญอีก 2 ชนิด ได้แก่ อัฟเซเลชิน(Afzelechin) กับ ล็อตทานอนจีน(Lotthanongine) สามารถออกฤทธิ์ในระดับโมเลกุลที่ต้านพิษงูเห่าไทยได้ รวมทั้งพิษงูชนิดอื่นและพิษสัตว์กัดต่อยทั้งหลายด้วย
          กลไกต้านพิษมีประสิทธิภาพถึง 90% เพราะโมเลกุลของสารเคมีจากรากโลดทะนงแดงจะเข้าไปแย่งที่สารพิษงูซึ่งเป็นนิวโรท็อคซิน(neurotoxin) ไม่ให้เข้าไปบล็อคสื่อประสาทที่ทำให้ผู้ถูกงูกัดเป็นอัมพาต หยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้นได้  ในประเทศไทยมีการบันทึกประสบการณ์การรักษาคนไข้ถูกงูพิษกัดด้วยโลดทะนงแดงของโรงพยาบาลกาบเชิง ซึ่งเป็นอำเภอห่างไกลในจังหวัดสุรินทร์ติดชายแดนเขมร มีงูพิษชุกชุมแต่โรงพยาบาลขาดแคลนเซรุ่มจึงต้องพึ่งภูมิปัญญาพื้นบ้าน ปรากฏว่าโลดทะนงแดงสามารถช่วยคนถูกงูกัดรอดทุกราย
          ต่อมาโรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดสุรินทร์จึงทำการทำวิจัยทางคลินิกโดยใช้หลักการรักษาแบบผสมผสานระหว่างทีมแพทย์โรงพยาบาลกับทีมหมองูพื้นบ้าน มีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบในคนไข้ถูกงูกัดจำนวน 11 ราย เป็นงูที่มีพิษต่อระบบประสาท (เช่นงูเห่า งูจงอาง)  9 ราย และเป็นงูที่มีพิษต่อระบบเลือด (เช่น งูแมวเซา งูกะปะ งูสามเหลี่ยม) 1 ราย และที่สรุปไม่ได้ว่าเป็นงูพิษชนิดไหนอีก 1 ราย ยาหลักที่ใช้รักษาคือตำรับยาสมุนไพร  3 ชนิด คือ รากโลดทะนงแดง เป็นยาตรง เมล็ดหมากแก่แห้งเป็นยาเสริมฤทธิ์ และมีน้ำมะนาวเป็นกระสายยาเพื่อให้ยาออกฤทธิ์เร็วและแรงขึ้น
          วิธีใช้ยาคือ นำรากโลดทะนงแดงกับเมล็ดหมากฝนกับหินลับมีดโดยบีบน้ำมะนาวลงไปขณะฝน ช่วยให้เนื้อยาทั้งสองผสานกันอย่างเข้มข้น แบ่งยาฝนส่วนหนึ่งนำไปพอกที่แผลงูกัด อีกส่วนหนึ่งผสมน้ำสะอาดครึ่งแก้ว (ประมาณ 120-150 ซีซี) สำหรับให้คนไข้ดื่มเพื่อขับพิษ จากนั้นคนไข้จะอาเจียนซึ่งจะหยุดภายใน 1-3 ชั่วโมง บางรายมีอาการถ่ายเหลว สรุปผลการรักษาคนไข้ทุกรายปลอดภัย กล่าวคือ 8 ราย หายเป็นปกติหลังจากนอนรักษาในโรงพยาบาลเพียงวันเดียว ส่วนที่เหลือ 3 ราย นอนโรงพยาบาลเฉลี่ยคนละ 2.4 วัน
          ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการขยายผลต่อยอดการรักษาคนไข้ที่ถูกงูพิษกัดตามแนวเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัดตั้งแต่โคราช บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี พบว่าการใช้สมุนไพรตำรับโลดทะนงแดงมีอัตราการรักษาหายถึง 97% อัตราการส่งต่อโรงพยาบาลใหญ่เพียง 3% เท่านั้นเปรียบเทียบกับคนไข้ที่ไม่ได้รับสมุนไพรตำรับนี้ คือใช้แต่เซรุ่มกับยาแผนปัจจุบัน มีอัตราการหายเพียง 87 % อัตราการส่งต่อถึง 11 %
           สรุปชัดๆว่า งานวิจัยนี้ยืนยันว่า ตำรับยาโลดทะนงแดงสามารถรักษาคนไข้ถูกงูพิษกัดให้รอดตายได้เกือบร้อยเปอร์เซนต์ ซ้ำยังมีประสิทธิภาพเหนือกว่าเซรุ่มด้วย และเป็นที่รู้กันในหมู่หมอไทยว่า ขนาดพิษงูยังแก้ได้ นับประสาอะไรกับพิษสัตว์กัดต่อยชนิดอื่นจำพวกตะขาบ แมงป่อง แมงมุม ผึ้ง ต่อ แตน หรือถูกพิษเงี่ยงปลา รากโลดทะนงแดงเอาอยู่สบายมาก
           ในพื้นที่น้ำท่วมห่างไกลโรงพยาบาลหรือขาดแคลนเซรุ่ม ทางสาธารณสุขจังหวัดควรเร่งสั่งการให้หัวหน้าส่วนงานแพทย์แผนไทยลงไปประสานกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เครือข่ายหมอพื้นบ้านและอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน ดำเนินการจัดหารากต้นโลดทะนงแดง กับลูกหมากดิบและมะนาวแจกจ่ายให้ชาวบ้านพกติดตัวพร้อมกับหินลับมีด โดยสอนให้ชาวบ้านรู้จักวิธีใช้ยาอย่างถูกต้องเพื่อช่วยเหลือตัวเองในเบื้องต้นเมื่อถูกสัตว์พิษกัดก่อนนำส่งโรงพยาบาล
           ตอนนี้ไม่แต่เฉพาะลุ่มน้ำในภาคอีสานเท่านั้น แต่เกือบทุกลุ่มน้ำในประเทศไทยเข้าสู่โหมดการเฝ้าระวังพิเศษที่จะก้าวสู่ภาวะวิกฤตแล้ว การใช้ภูมิปัญญายาสมุนไพรพื้นบ้านเพื่อขจัดภัยจากสัตว์สารพัดพิษยามวิกฤตน้ำท่วมน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งซึ่งควรเลือกในการบำบัดทุกข์ของชาวบ้านตาดำๆ ที่อยู่ไกลปืนเที่ยง.