สมุนไพรไทยนี้มีค่ามาก พระเจ้าอยู่หัวทรงฝากให้รักษา

                  

          พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มีมากมายเหลือคณานับ เฉพาะโครงการพระราชดำริเองก็มีมากกว่า 4,447 โครงการ กระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ครอบคลุมการแก้ไขทุกปัญหา ทั้งเรื่องน้ำ ดิน ป่า และการประกอบอาชีพ เพื่อช่วยให้ราษฎรในพื้นที่ชนบทห่างไกลได้เงยหน้าอ้าปากมีความ "พออยู่พอกิน" สามารถพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ แต่พสกนิกรชาวไทยทั่วไปมักไม่ได้รับรู้ว่าพระองค์ท่านทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ในด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร อันเป็นแบบอย่างแห่งพระราชจริยาวัตรที่บูรพกษัตริย์ทรงปฏิบัติสืบต่อกันมานับแต่ครั้งพระปฐมบรมราชวงศ์จักรี
          ชาวแพทย์แผนไทยยังรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 เสมอมา นับตั้งแต่ทรงมีพระราชปรารภในคราวเสด็จพระราชดำเนินวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์) เมื่อปี พ.ศ.2493 ว่า วัดโพธิ์เป็นแหล่งรวมตำราแพทย์ศาสตร์โบราณอยู่แล้ว เหตุใดจึงไม่จัดให้มีโรงเรียนสอนวิชาการแพทย์แผนโบราณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่17(ปุ่น ปุณณสิริ) หรือสมเด็จป๋า เมื่อครั้งยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระธรรมวโรดม เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ ได้ทำการสนองพระราชปรารภด้วยการจัดตั้งสมาคมแพทย์แผนโบราณและโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ  ขึ้นในปี พ.ศ.2498  นับเป็นโรงเรียนแพทย์แผนไทยนอกภาครัฐแห่งแรกของไทย โดยเริ่มเปิดสอนวิชาแพทย์แผนโบราณตามกฎหมาย 3 วิชา คือวิชาเวชกรรม วิชาเภสัชกรรม และวิชาผดุงครรภ์
          ครั้นต่อมาในปี พ.ศ. 2504 ล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 ได้เสด็จฯวัดโพธิ์อีกครั้ง เมื่อคณาจารย์โรงเรียนแพทย์แผนโบราณได้นำตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ฉบับวัดโพธิ์ขึ้นทูลเกล้าฯถวาย  ทรงมีรับสั่งถามว่า มีการสอนนวดด้วยหรือไม่ อันเป็นเหตุให้มีการรวบรวมความรู้เกี่ยวกับการนวดไทยจัดตั้งเป็นหลักสูตรและเริ่มเปิดสอนตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2505 โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ จึงได้รับอนุมัติตามกฎหมายให้เปิดสอนวิชาการแพทย์แผนไทย ครบทั้ง 4 ประเภท โดยเฉพาะการนวดไทยของวัดโพธิ์ได้สร้างชื่อเสียงของภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
          สำหรับโครงการพระราชดำริเกี่ยวกับการศึกษา พัฒนาและอนุรักษ์สมุนไพร ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นโครงการแรกคือ "โครงการสวนป่าสมุนไพรของศูนย์การศึกษาพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ" เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2523  โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ใช้พื้นที่จำนวน 15 ไร่ ซึ่งได้รับถวายมาจากราษฎร นำมาจัดสร้างสวนป่าสมุนไพรชนิดต่างๆ สำหรับการศึกษาวิจัยทางวิชาการเพื่อเผยแพร่การใช้ประโยชน์และเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป ปัจจุบันสวนสมุนไพรแห่งนี้มีพันธุ์พืชไม่น้อย 731 ชนิด
          คราวหนึ่งทรงมีพระบรมราชานุญาต ให้คณะวิจัยของสถาบันวิจัยและพัฒนาองค์การเภสัชกรรมเข้าเฝ้า เพื่อถวายรายงานโครงการรักษาผู้ป่วยเอดส์โดยใช้สมุนไพร ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2541 และในพระวโรกาสนี้เอง ได้พระราชทานแนวพระราชดำริเกี่ยวกับการวิจัยสมุนไพรเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ยารักษาโรคโดยสรุปดังนี้
          -การวิจัยสมุนไพรต้องร่วมมือกันทั้งบุคคล หน่วยงานและองค์กรต่างๆ งานวิจัยนั้นก็จะบังเกิดผลสำเร็จเป็นผลดีแก่ประเทศชาติ
          -สมุนไพรที่นำมาใช้ในการรักษาโรคเอดส์ ไม่จำเป็นต้องบอกเฉพาะรักษาโรคเอดส์  หากมีสรรพคุณรักษาโรคอื่นๆ ได้ก็ดียิ่งขึ้น เพื่อผู้นำไปใช้จะใช้ได้อย่างกว้างขวาง
          -สมุนไพรที่นำมาใช้แต่ละอย่างบอกชนิด คุณประโยชน์แบบกว้างๆ ก็จะดี ประชาชนจะได้รักษาต้นไม้ หรือชนิดของสมุนไพรนั้นๆ ไม่ไปตัดโค่นทำลาย
          -ประการสำคัญที่สุดคือ ให้สนใจพัฒนาการวินัยสมุนไพรให้มากๆ เพราะเป็นภูมิปัญญาของเราเอง โดยให้ใช้จ่ายอย่างประหยัด เพราะเรามีทุนทรัพย์น้อย
          พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นนักปฏิบัติการ ดังนั้นพระราชดำริที่ทรงส่งเสริมเรื่องสมุนไพร ตั้งแต่การที่ให้เกษตรกรหันมาสนใจปลูก พัฒนาและแปรรูปในระดับครัวเรือนเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน  โดยพระองค์เองทรงปฏิบัติเป็นต้นแบบด้วยการเปิดพื้นที่ในพระราชวังสวนจิตรลดาเป็นสถานีทดลองและห้องปฏิบัติการ  เพื่อการวิจัยและพัฒนาสำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร อาหารและการเกษตร ในโลกนี้ มีพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ทรงใช้วังส่วนพระองค์เป็นไร่นาและโรงงานเพื่อเป็นต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงแก่ปวงพสกนิกร ดังจะเห็นได้ว่ามีผลิตภัณฑ์สมุนไพร และอาหารเป็นจำนวนมากที่พัฒนามาจากโครงการส่วนพระองค์ที่สามารถออกสู่ระบบตลาดได้จริง เพื่อให้พสกนิกรผู้ผลิตรายอื่นๆดำเนินรอยตามได้
          พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย ทรงมีพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถในหลากหลายด้านเป็นที่ประจักษ์แก่ชาวไทยและชาวโลก สำหรับพระราชคุณูปการในด้านสมุนไพรอันเป็นหัวใจของการแพทย์แผนไทยนั้นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯทรงยืนยันด้วยพระราชนิพนธ์ของพระองค์ถึงสมเด็จพระบรมราชบิดาดังนี้

                   สมุนไพรไทยนี้มีค่ามาก                     พระเจ้าอยู่หัวทรงฝากให้รักษา
                   แต่ปู่ย่าตายายใช้กันมา                      ควรลูกหลานรู้รักษาใช้สืบไป
                   เป็นเอกลักษณ์ของชาติควรศึกษา    วิจัยยาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมัย
                   รู้ประโยชน์รู้คุณโทษสมุนไพร            เพื่อคนไทยอยู่รอดตลอดกาล.