ตอนที่ 30 การแพทย์แผนไทย ในสมัยรัชกาลที่ 3 (ตอน 1)

                                                                         โดย สันติสุข โสภณสิริ


สมัยรัชกาลที่ 3 (พ.ศ. 2367-2394)

     การแพทย์แผนตะวันตกเข้ามามีอิทธิพลต่อวิถีสุขภาพของราษฎรสยามทั่วไปก็เมื่อเข้าสู่ต้นรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว บุคคลผู้ได้ชื่อว่ามีบทบาทสำคัญที่สุดในการบุกเบิกการแพทย์และการสาธารณสุข แผนตะวันตกขึ้นในสยามคือ นายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ (Dan Beach Bradley) หรือชาวบ้านเรียกว่า "หมอปลัดเล" มิชชันนารีชาวอเมริกันคณะเพรสไบทีเรียน (Presbyterian Church) ซึ่งเป็นสำนักหนึ่งของนิกายโปรเตสแตนท์
     งานทางด้านการแพทย์ที่หมอบรัดเลย์ได้ริเริ่มขึ้นในปีแรกที่เข้ามาถึงกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2378 คือ เปิดโอสถศาลา(Health Center) ขึ้น แถวตลาดสำเพ็ง ใกล้วัดเกาะ ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนแออัด ชุกชุมด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ข้อความตอนหนึ่ง ในจดหมายเหตุของหมอบรัดเลย์ได้บันทึกไว้ว่า "มีคนป่วยมาหาพวกมิชชันนารีเป็นอันมาก ถึงกับที่อยู่แน่นไปหมดตั้งแต่เช้าจนเย็น พวกคนป่วยที่มาเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคนที่มีโรค อย่างอาการมากทั้งนั้น จึงมาขอรับการรักษา"
     กล่าวได้ว่า การแพทย์แผนตะวันตกได้เริ่มหยั่งรากในสังคมไทยครั้งนั้นเอง ดังบันทึกของมิชชันนารีอีกตอนหนึ่งที่เขียนขึ้นหลังจากปฏิบัติงานได้ 3 ปีว่า"แผนยา ในแผนกนี้ได้้ทำประโยชน์มากที่สุดกล่าวคือได้รักษาคนไข้ทั้งชั้นสูง ชั้นกลาง ชั้นต่ำ เกินกว่า 3,800 คน นับว่าได้ทำการช่วยเหลือคนทุกส่วนของประเทศ และได้ทำให้เกิดวิชาหมออย่างใหม่ขึ้นในประเทศสยามด้วย" และ "แผนกยา" ของมิชชันนารี ได้จ่ายยาที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้น นั่นคือ ยาควินิน ซัลเฟต ซึ่งนำมาใช้รักษามาลาเรียในประเทศไทย หลังจากที่มีการสกัดควินินขึ้นใช้ครั้งแรกในโลกเพียง 15ปี
     บทบาทที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือหมอบรัดเลย์ได้ริเริ่มงานป้องกันโรคติดต่อขึ้นครั้งแรก ในประวัติการสาธารณสุขของประเทศไทย กล่าวคือ ท่านผู้นี้ได้นำวิธีการปลูกฝีป้องกัน ไข้ทรพิษ เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2373 หลังจากที่เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ (Edward Jenner) นายแพทย์ชาวอังกฤษได้ค้นพบวิธีปลูกฝีแล้วราว 40 ปี (พ.ศ. 2339) และเมื่อเกิดไข้ทรพิษระบาดครั้งใหญ่ขึ้นในสยามและทั่วโลกเมื่อปลายปี พ.ศ. 2381 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งให้หมอหลวงทั้งปวงไปหัด ปลูกทรพิษจากหมอ บรัดเลย์ เพื่อจะได้ออกไปปลูกให้ราษฎรทั่วไปทั้งภายในพระนครและตามหัวเมืองต่างๆ ปรากฏว่าสามารถช่วยชีวิตราษฎรไว้ได้เป็นอันมาก

 

(ปรับปรุงจากเอกสารที่ตีพิพม์ครั้งแรกใน "รายงานการสาธารณสุขไทยด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือก 2552-2553 (สิงหาคม 2553)" )

(ต่อตอนที่ 31 การแพทย์แผนไทย ใน สมัยรัชกาลที่ 3 (ตอนที่ 2)