
ชะคราม (ชื่อวิทยาศาสตร์ : Suaeda maritima (L.) Dumort.,ชื่อสามัญ: Seablite) แม้จะเป็นพืชล้มลุกป่าชายเลนแต่ก็สามารถงอกงามได้ตลอดทั้งปี และมีอายุยืนยาว อย่างไรก็ตาม ในฤดูฝนชะครามจะเจริญสมบูรณ์อวบอิ่มและเขียวเข้มดั่งเส้นมรกต เป็นที่รู้กันว่าชะครามเป็นเหมือนปรอทวัดความเค็มของดินในบริเวณชายทะเล ป่าชายเลนและนาเกลือได้ดี โดยชะครามที่ขึ้นในดินเค็มมากใบจะออกสีแดงอมม่วงอ่อน และต้นที่ขึ้นในดินที่เค็มน้อยหรือดินกร่อยใบจะออกสีเขียวเข้มหรือสีเขียวแกมน้ำเงิน ดังนั้น ชะครามจะมีสีเฉดใด รสชาติเค็มมากน้อยจึงขึ้นอยู่กับพื้นที่และฤดูกาล กล่าวคือ ในฤดูแล้งน้ำแห้งดินเค็มจัด พุ่มชะครามจะออกเป็นสีแดงอมม่วง แต่ช่วงฤดูฝนน้ำมาก ความเค็มในดินลดลง พุ่มชะครามจะมีสีเขียวสด กิ่งก้านอวบน้ำ รสชาติไม่เค็มมาก แต่อุดมด้วยคุณค่าทางอาหารและยาสูงสุด
คุณค่าทางโภชนาการของใบชะครามสดขนาด 100 กรัม พบว่ามีสารอาหารสำคัญประกอบด้วยโปรตีน 1.81%, ไขมัน 0.15%, กากใยอาหาร 2.40%, คาร์โบไฮเดรต 2.97%, แคลเซียม 36.68 มิลลิกรัม, โซเดียม 2,577 มิลลิกรัม, วิตามินซี 0.14 มิลลิกรัม, เบต้าแคโรทีน(วิตามินเอในพืช) 1,683 ไมโครกรัม สำหรับสรรพคุณตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยโบราณและอายุรเวทแผนอินเดียนั้น ชะครามทั้งต้นมีรสเค็ม อันเกิดจากอาโป (ธาตุน้ำ) ผสานกับเตโช เมื่อใช้ใบชะครามเป็นอาหารเข้าปากสัมผัสลิ้น จะก่อให้เกิดรสชาติที่ดี, กระตุ้นให้น้ำลายสอ, ทำให้อยากอาหาร, ช่วยย่อยอาหารให้งวด, เปิดรูทวารทั้ง 9 เพื่อขับถ่ายของเสียให้คล่อง, ทำให้เกิดความร้อนและความมัน จึงนิยมปรุงชะครามเป็นอาหารในน้ำกะทิ ช่วยแก้วาตะ ขับลมเย็นในร่างกายอันเป็นสมุฏฐานโรคใน วสันตฤดู
โดยทั่วไปมักไม่ปรากฏชะครามในตำรับยาไทย แต่มีตำรับยาโบราณสำคัญขนานหนึ่งในตำราพระโอสถพระนารายณ์ที่ใช้ “รากชะคราม” เป็นเครื่องยา นั่นคือ “น้ำมันทรงแก้พระเกศาหล่น ให้คันให้หงอก”ที่แพทย์หลวง “ออกพระสิทธิสาร” เป็นผู้ประกอบยาน้ำมันงานี้ทูลเกล้าฯถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเมื่อพ.ศ.2203 เพื่อทรงใช้รักษารากพระเกศา แก้พระเกศาร่วงและพระเกศาหงอกคัน ทำให้พระเกศาดกดำ ยิ่งไปกว่านั้น ใบของชะครามยังช่วยขับปัสสาวะ, รักษาโรคหนองใน, รักษาโรคคอพอก, กระตุ้นระบบประสาท, บำรุงสายตา, แก้อาการตามัว, รักษากลากเกลื้อน, แก้อาการผื่นคัน, ลดอาการบวมของแผล, ลดอาการปวดจากแมลงกัดต่อย, รากของชะครามใช้เป็นยาบำรุงกระดูก, แก้พิษฝีภายใน, ดับพิษในกระดูก, แก้น้ำเหลืองเสีย, ผื่นคัน, แก้โรคผิวหนัง และรักษาเส้นเอ็นพิการ
ในที่นี้ยังมีตัวอย่างสรรพคุณโบราณของต้นชะครามซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยสมัยใหม่ คือ ช่วยขับปัสสาวะ, รักษาโรคโกโนเรีย และใช้เป็นยาแก้ปวด แก้พิษยางของต้นตาตุ่มที่ทำให้เกิดอาการผื่นคันและปวดบวมแดง ยิ่งกว่านั้นยังมีงานวิจัยที่พบว่าชะครามช่วยรักษาโรคความจำเสื่อม เพราะมีฤทธิ์ต้านเอนไซม์อะเซทิลโคลีนเอสเทอเรส(Acetylcholine Esterase) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคความจำเสื่อม ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยเรื่องฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระและฤทธิ์สร้างภูมิคุ้มกันของสารประกอบฟิโนลิก(Phenolic Compound)ในพืชผักผลไม้หลายชนิด สารประกอบฟีนอลิก (Phenolic) จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ชนิดหนึ่งที่สามารถพบได้ตามธรรมชาติในพืชผักผลไม้หลากหลายชนิด โดยโมเลกุลของสารต้านอนุมูลอิสระของฟีนอลิก จะเข้าไปทำปฏิกิริยาด้วยการให้อิเล็กตรอน (ประจุลบ) กับอนุมูลอิสระ แล้วทำให้ปฏิกิริยาลูกโซ่ของสารอนุมูลอิสระสิ้นสุดลง และไม่เกิดเป็นสารอนุมูลอิสระตัวใหม่ จึงช่วยยับยั้งการลุกลามของเซลล์มะเร็งที่เกิดจากอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลการวิจัยพบว่า สารสกัด 1,000 มิลลิกรัม(มก.) ของใบชะครามอ่อนสีเขียวสดมีสารฟีนอลิก 328.62 มก. มีศักยภาพในการกําจัดอนุมูลอิสระสูงสุดถึง 59.04% รองลงมา คือ สารสกัดใบชะครามแก่สีเขียวสด มีสารฟีนอลิก 200.89 มก.และมีศักยภาพกำจัดอนุมูลอิสระ 55.28%,ส่วนใบชะครามสีแดงอมม่วงสดมีศักยภาพกำจัดอนุมูลอิสระ 51.01 %, สรุปได้ว่าใบชะครามอ่อนสีเขียวสดมีศักยภาพสูงสุดในการนำมาประกอบอาหารต้านมะเร็ง
ในที่นี้ขอแนะนำ เมนูยำชะครามรสเด็ด สูตรตําหรับของหม่อมเยื้อน ณ บางช้าง มีขั้นตอนวิธีการทำดังนี้ ล้างใบชะครามอ่อนสีเขียวสด รูดใส่ลงในหม้อต้มน้ำด้วยไฟกลางให้สุกนุ่มนานประมาณ 15-30 นาที เพื่อลดความเค็มลง เทใส่อ่างขยำกับน้ำ 3-4 ครั้ง บีบน้ำให้แห้ง ใส่จานพักไว้ ปรุงน้ำสำหรับยํา โดยผสมน้ำมะนาว น้ำตาลมะพร้าว (อาจใส่เกลือทะเลเล็กน้อย) ให้น้ำตาลละลายในถ้วย พักไว้ จากนั้นล้างกุ้ง แกะเปลือก เด็ดหัวแต่ไว้หาง ผ่าหลังดึงเส้นดำออก ลวกกุ้งในหม้อน้ำกะทิด้วยไฟกลางพอสุก ตักใส่ถ้วยพักไว้ จากนั้นใส่ใบชะครามต้มลงในจาน ใส่หมูรวน ราดด้วยน้ำยําและหัวกะทิเคี่ยว วางกุ้งลวกประดับด้านบน โรยถั่วลิสงคั่ว หอมแดงเจียว และพริกขี้หนูแห้งทอดหรือคั่ว (ที่คลุกเคล้าให้เข้ากัน)
แค่นี้ก็ได้ยำชะครามชามเด็ดอุดมด้วยสารฟีนิลิก สูตรฟิวเจอร์ฟู้ด (Future Food) อาหารต้านมะเร็งที่หารับประทานได้ไม่ยาก เพราะพื้นที่ป่าชายเลนทั้งสองฝั่งทะเลไทยนั้นกว้างใหญ่ไพศาล เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชะครามธรรมชาติอย่างดี ตราบใดที่ประเทศไทยยังอนุรักษ์ป่าชายเลนซึ่งเป็นป่ามรดกที่สำคัญในระบบนิเวศน์ของไทยและของโลก
ใบและก้านชะคราม อาหารอนาคตใกล้ตัว-ใกล้เมือง สามารถพบได้ในพื้นที่ที่มีน้ำเค็ม เช่นบริเวณชายทะเล ป่าชายเลน นาเกลือ หรือพื้นที่ที่มีน้ำกร่อยเข้าถึง อาทิ แถบจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ ชลบุรี และจังหวัดอื่นๆ ที่อยู่ติดชายทะเล เช่น จังหวัดกรุงเทพมหานคร พื้นที่บางขุนเทียนก็หาได้ง่าย.



