ข้าวต้ม อาหารสุขภาพในพระไตรปิฎก

 

 

 

 

 

 

 

 

ในห้วงพรรษาฟ้าฝนฉ่ำกระหน่ำน้ำนองหลายพื้นที่ อากาศชื้น ๆ ปนร้อนบ้างเย็นลมฝนบ้างเช่นนี้เป็นปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ทำให้ไม่สบายได้ง่ายมาก ถือโอกาสยังอยู่ในช่วงพรรษาเวลาเรียนรู้ปฏิบัติพระธรรมและพระวินัยเข้มข้น จึงขอนำเอาอาหารในพระไตรปิฎกมาเล่าสู่กันฟัง

การศึกษาของ ดร.อุษา กลิ่นหอม เขียนไว้ในหนังสือ “อาหารในพระไตรปิฎก” เพื่อค้นหานิยามความหมายของอาหารในพระพุทธศาสนา เมื่อสืบค้นเอกสารภาษาไทยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาลงกรณ์ (45 เล่ม) มิลินทปัญหาและนวโกวาท รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องอีกหลายรายการ แต่ก็พบว่าในประเทศไทยยังไม่ค่อยมีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับอาหารในพระไตรปิฎก จึงสืบค้นเอกสารจากต่างประเทศอีกหลายชิ้น สิ่งที่ค้นพบไม่ว่าจะเป็นเอกสารประเทศไหน พุทธแบบเถรวาท มหายาน เซน กล่าวหลักหรือแก่นไว้ตรงกันตามพระพุทธเจ้าว่า

“เพื่อการดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด อาหาร 4 อย่างนี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด (พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม 16 หน้า 17) อาหาร 4 อย่างนี้ มีตัณหาเป็นเหตุ มีตัณหาเป็นเหตุเกิด มีตัณหาเป็นกำเนิดมีตัณหาเป็นแดนเกิด” (เล่ม 16 หน้า 18)

พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ถึงอาหาร 4 ประเภท หรือกล่าวได้ว่าการดำรงชีวิตต้องการอาหารมาดับความหิว 4 แบบได้แก่ (1) กวฬิงการาหาร (อาหาร คือ คำข้าว) ทั้งหยาบและละเอียด หมายถึง อาหารที่เราบริโภคทุกมื้อทุกวันนั้นเอง เป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงร่างกายไว้ (2) ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะ) หมายถึง ผัสสะ เป็น ความประจวบกันแห่งสามสิ่ง คือ อายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) อายตนะภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์) และวิญญาณ (3) มโนสัญเจตนาหาร (อาหาร คือ มโนสัญเจตนา) หมายถึง ความนึกคิดทางใจ เป็นเหตุให้ทำ พูด คิด เป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงกรรม (หรือการกระทำ) (4) วิญญาณาหาร (อาหาร คือ วิญญาณ) ในทางพุทธหมายถึงปัจจัยหล่อเลี้ยงให้เกิดนามรูป

อาหารทั้ง 4 ประการนี้ คือ กฎแห่งโภชนาการที่ควบคุมชีวิตทั้งทางร่างกายและจิตใจ ให้เรามีสุขภาพดีหรือแย่ มีจิตใจดีงามหรือต่ำดำดิ่งได้นั่นเอง ถ้าเราหิวโหยหาไม่มีสติมาติดเบรกอาหาร 4 ประการนี้ก็มีโทษต่อเรานั่นเอง บางท่านบอกว่า อาหาร 3 ประการหลัง (ข้อ 2-4) เป็นสิ่งที่จะหิวโหยยับยั้งชั่งใจยาก แต่ทุกวันนี้อาหารในข้อ 1 กินวันละ 3 มื้อ ถูกข้อ 2-4 พาเราหิวกระหายไม่หยุดหย่อนจนเกิดโรคมากมาย

พุทธแบบเถรวาทมีบทสวดที่เป็นตัวช่วยให้กินเป็นสุขภาพดี แปลความว่า “ข้าพเจ้าใคร่ครวญอย่างมีปัญญาว่า ข้าพเจ้ากินอาหารนี้ไม่ใช่เพื่อความสนุกสนาน ไม่ใช่เพื่อความสุข ไม่ใช่เพื่อการทำให้อ้วน ไม่ใช่เพื่อความสวยงาม แต่เพียงเพื่อการบำรุงรักษาและบำรุงร่างกายนี้ เพื่อให้มันมีสุขภาพดี เพื่อช่วยเหลือในการดำเนินชีวิตทางจิตวิญญาณ เมื่อคิดเช่นนี้ ข้าพเจ้าจะบรรเทาความหิวโดยไม่กินมากเกินไป เพื่อที่ข้าพเจ้าจะได้ดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไม่มีที่ติและสบายใจ”

ในการศึกษานี้ยังพบอาหารที่น่าสนใจเป็นอาหารที่ธรรมดาที่สุด แต่ถือเป็นอาหารสุขภาพหรืออาหารช่วยบรรเทาอาการป่วยไข้ที่ดี ในพระไตรปิฎก(ฉบับภาษาไทย) จำนวน 9 เล่ม กล่าวไว้ไม่น้อยกว่า 500 ครั้ง นั่นคือ “ข้าวต้ม” เช่น .. พระอานนท์ดำริว่า “เมื่อก่อนพระผู้มีพระภาคทรงพระประชวรโรคลมในพระอุทร ก็ทรงพระสำราญได้ด้วยข้าวต้มปรุงด้วยของ 3 อย่าง” (ข้าว งา ถั่วเขียว)

การวิเคราะห์ ข้าวต้ม ในพระไตรปิฎก ฉบับภาษาไทย ถอดความเป็นภาษาอังกฤษใช้คำว่า rice-gruel ส่วนใหญ่มีข้าว นมและน้ำตาลเป็นองค์ประกอบหลัก “ข้าวต้ม” ในพระไตรปิฎก จึงไม่เหมือนกับ “ข้าวต้ม” ในปัจจุบันที่คนไทยกินกัน และเมื่อศึกษาคำว่า ข้าวต้ม ในพระไตรปิฎกในต่างประเทศ พบว่า ข้าวต้นนี้น่าจะใช้คำในภาษาอังกฤษว่า พอริดจ์ (Porridge) ซึ่งเป็นการปรุงอาหารในหลายชนิด เช่น โอ๊ตมีล (Oatmeal) คนจี (Congee) โจ๊ก (Jook) ซุปถั่วแบบดาล (Dal) คอร์นมีล (Cornmeal) กริตส์ (Grits) ซึ่งรวมถึงข้าวต้มของไทยด้วย

พอริดจ์ นั้นมีกำเนิดในแถบเมโสโปเตเมีย ธัญพืชชนิดแรกที่นำมาใช้กัน ก็คือ ข้าววีตป่า ที่เรียกว่า Emmer Wheat ต่อมา มีการนำมาเพาะปลูกในชุมชน จนกลายมาเป็นวีตอีกหลากหลายสายพันธุ์ Emmer Wheat แพร่หลายจากเมโสโปเตเมียมาจนถึงโรมันโบราณ มาถึงปัจจุบัน พอริดจ์ มีอีกหลายประเภท เช่น พอริดจ์รสเปรี้ยว ๆ ที่เกิดจากแบคทีเรียแลกโตบาซิลลัส (Lactobacillus) ที่เปลี่ยนน้ำตาล (ในธัญพืช) ให้กลายเป็นแลกเตท (lactate หรือกรดแลกติก)

ประเภทของข้าวต้ม ที่ปรากฏในภาษาบาลีพบว่ามีอย่างน้อย 6 ประเภท และใน Wisdom Library ให้นิยามไว้ นำมาเสนอพอสังเขปได้ว่า (1) “โจ๊ก” ประเภทหนึ่ง โดยปกติหมายถึงอาหารที่ปรุงด้วยธัญพืชที่ต้มในน้ำหรือในนม หรือใช้ข้าวป่น 1 ส่วน ต้มกับน้ำ 14 ส่วน ต้มไปจนข้าวเละหรือแตกตัวจนนิ่ม ส่วนใหญ่มีลักษณะเหลวจนดื่มได้ (2) ข้าวหรือธัญพืช 1 ส่วน ต้มในน้ำหรือนมมากกว่า 4 เท่า (3) ข้าวต้มที่เอามาใส่น้ำหรือนมเพิ่มอีก 14 เท่า (4) การนำเอาข้าวไปต้มกับนมและน้ำตาลโตนด (แต่มีข้อสังเกตว่าในตำราอายุรเวทไม่แนะนำถือเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพ) (5) ถั่วเขียวต้มกับน้ำหรือนม (6) ข้ามต้มกับงาและนมหรืออาจผสมน้ำตาลโตนดด้วย

เรายังไม่สามารถสรุป ข้าวต้ม ในครั้งพุทธกาลหมายถึงเมนูรูปแบบไหนแน่ ในการตีความ/ถอดความในปัจจุบันจะเห็นว่าข้าวต้มมีได้หลายรูปแบบ และกินแล้วน่าจะมีผลดีต่อสุขภาพ ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า การกินข้าวต้ม ให้ประโยชน์ 10 ประการ ทำให้มีอายุยืน ทำให้มีความผ่องใส ทำให้มีความสุขใจ ทำให้มีพลานามัยแข็งแรง ทำให้มีปัญญา ทำให้ระงับความหิว ทำให้ดับความกระหาย ทำให้ลมเดินคล่อง ทำให้ชำระลำไส้ ทำให้เกิดการย่อยอาหารที่ยังไม่ย่อย ให้ย่อยได้

เลือกข้าวต้มแบบไทย ๆ หรือรูปแบบอื่น ทำกินกันบ้างน่าจะดีต่อสุขภาพ.

https://www.thefest.com/Images/acetoto888/ https://www.thefest.com/Images/acegaming888/ https://www.thefest.com/Images/plazaslot/
slot thailand