
ครบพรรษา 3 เดือนในต้นเดือนตุลาคมนี้ ทำให้นึกถึงพรรณไม้ชนิดหนึ่ง ชื่อ กิมปักกะ (kimpakka) ที่ปรากฎในพระไตรปิฎก ใน ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๕) กล่าวว่า
ว่าด้วยกามเปรียบเหมือนผลไม้มีพิษชื่อกิมปักกะ (พระศาสดาตรัสเปรียบการบริโภคกามคุณเหมือนการบริโภคผลไม้มีพิษแก่กุลบุตรผู้บวชถวายชีวิตว่า)
บุคคลใดไม่รู้จักโทษในอนาคตแล้วมัวแต่เสพกามอยู่ในที่สุด
กามทั้งหลายในคราวให้ผลย่อมขจัดบุคคลนั้น
เช่นเดียวกับผลไม้มีพิษชื่อกิมปักกะ๑- ขจัดผู้บริโภค
คำสอนที่ว่านี้ให้เราตระหนักว่า กิเลสตัณหาเปรียบเสมือนผลของต้นกิมปักกะ รสหวานและน่ารับประทานในยามสุข แต่ต่อมาก็นำไปสู่ภัยอันตรายได้
ในเอกสารเล่มนี้ยังได้ให้นิยามคำว่า “กิมปักกะ” คือ ผลไม้มีพิษชนิดหนึ่งมีสีกลิ่นและรสน่ารับประทาน (ขุ.ชา.อ. ๒/๘๕/๑๙๗) ใน Wisdom Library ได้ให้คำจำกัดความของกิมปักกะว่า “a poisonous fruit in the shape of a mango” บรรยายผลไม้พิษที่มีรูปร่างคล้ายมะม่วง
เมื่อสวมบทนักวิชาการหรือเป็นชาวบ้านชอบแสวงหาความรู้ จึงลองสืบค้นพบว่ามีพืชชนิดหนึ่งที่มีลักษณะและคุณสมบัติตรงกับผลกิมปักกะที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎก นั่นคือผลของต้นตีนเป็ดทราย ที่มีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า Cerbera นอกจากนี้ยังมีชื่ออื่น ๆ เช่น Sea mango, pong-pong tree, Mango Laut, Blind rhino, Babuto, และ Wood octopus มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cerbera manghas L. และแน่นอนว่าคนไทยเราก็รู้จักจึงมีชื่อในภาษาไทยว่า ตีนเป็ดทราย และถือว่าเป็นพืชท้องถิ่นของไทยด้วย ชื่ออื่น ๆ เช่น ตีนเป็ดทราย (ปัตตานี) ตีนเป็ดเล็ก (ภาคกลาง) เทียนหนู เนียนหนู (สตูล) ปงปง (พังงา) ปากเป็ด (ตราด) มะตากอ (มาเลย์-นราธิวาส) รักขาว (จันทบุรี)
ตีนเป็ดทรายเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้น สูงได้ถึง 10 เมตร ใบรูปรีหรือรูปไข่กลับ ปลายแหลมสั้น เส้นแขนงใบเชื่อมติดกันเป็นเส้นขอบใน ดอกสีขาว มีแต้มสีแดงรอบปากหลอด ด้านในมีขนสั้นนุ่ม ผลรูปรีหรือรูปขอบขนาน สุกสีแดง พบได้ตั้งแต่หมู่เกาะเซเชลส์ เอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะแปซิฟิก และออสเตรเลียตอนบน ในไทยพบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ ขึ้นตามชายฝั่งทะเล ป่าชายหาดหรือชายป่าดิบชื้นความสูงระดับต่ำ ๆ
เมื่อพิจารณาต้นตีนเป็ดทรายในภาพรวม นับว่าเป็นพืชที่มีพิษร้ายแรงต่อหัวใจ โดยเฉพาะส่วนของผลที่ให้พิษร้ายแรง มีการนำมาใช้ในการฆ่าตัวตายและฆาตกรรม ในอินเดียตั้งฉายาเรียกพืชชนิดนี้ว่า “ต้นไม้ฆ่าตัวตาย” (Indian suicide tree) ในความรู้สมัยใหม่พบว่าเมล็ดของตีนเป็ดทรายมีสารชนิดหนึ่งเรียกว่า เซอร์เบอริน (Cerberin) เป็นสารพิษที่มีผลทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ และทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ อย่างไรก็ตามมีการศึกษาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพในเมล็ดของตีนเป็ดทรายก็พบว่ามีมากมายหลายชนิด ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป งานวิจัยจำนวนมากกว่า 100 การศึกษาที่แสดงให้เห็นว่านอกจากจะเป็นพืชพิษหรือมีสารที่เป็นพิษแล้ว แต่ก็มีประโยชน์ทางยาด้วย เช่น เมล็ดมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีคุณสมบัติต้านมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และเซลล์มะเร็งเอพิเดอร์มอยด์ (เป็นคำที่ใช้เรียกมะเร็งหลายชนิดที่เกิดจากเซลล์ในอวัยวะต่าง ๆ) นอกจากนี้ยังพบการออกฤทธิ์ต้านเอสโตรเจน และสารสกัดจากใบของต้นตีนเป็ดทรายมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ทุกส่วนของพืชประกอบด้วยไกลโคไซด์ที่สกัดจากคาร์ดีโนไลด์ สารเหล่านี้บางชนิดมีฤทธิ์ต้านการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง สารในต้นตีนเป็ดทรายยังนำมาใช้เป็นยาฆ่าแมลง และสารต้านเชื้อราด้วย
ในอดีตชาวอาฟริกานำเมล็ดมาใช้ในยาแผนโบราณเพื่อรักษาโรคหัวใจ แต่เมื่อพบว่าเมล็ดมีพิษร้ายแรงและมีการนำมาใช้เป็นยาพิษ จึงเลิกใช้ไปตั้งแต่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 แต่ยังมีความรู้นำเอาเมล็ดมาใช้เป็นยาภายนอก เช่น แก้โรคหิดและอาการคัน โรคกลาก ใช้เป็นยาบำรุงผม ส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เมล็ด นำเปลือกใช้เป็นยาระบาย ยาลดไข้ รักษาอาการปัสสาวะลำบาก
ในประเทศเวียดนามใช้น้ำมันที่สกัดจากเมล็ดแล้วทำคล้ายพลาสเตอร์ปิดแผล เพื่อนำมาแก้ โรคหิดและโรคคันผิวหนัง นอกจากนี้ยังเอาน้ำมันทาลงบนเส้นผมไว้กำจัดเหาด้วย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็พบคล้าย ๆ กันที่นำเอาส่วนเปลือกนอกและใบใช้เป็นยารักษากลาก และยังมีการใช้ตรงกันกับความรู้ดั้งเดิมในอาฟริกาที่ใช้ส่วนของดอกรักษาโรคริดสีดวง
นอกจากนี้หมอพื้นบ้านทั้งในจีน อาฟริกา และประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมไทยด้วย) ใช้ส่วนของราก เปลือก น้ำยาง และใบ เป็นยาให้อาเจียนและยาระบาย อย่างไรก็ตามการใช้ทางยาของต้นตีนเป็ดทรายนี้ไม่ใช่สมุนไพรในการพึ่งตนเองในครัวเรือน แต่เป็นสมุนไพรต้องอยู่ภายใต้การดูแลการใช้โดยหมอพื้นบ้านที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะเป็นพืชมีพิษที่ต้องมีความรู้ความชำนาญมาก
สำหรับน้ำมันสกัดจากเมล็ดนำมาใช้ประโยชน์ให้แสงสว่างหรือทำเทียนได้ เนื้อไม้อ่อนไม่มีคุณภาพพอมาใช้ก่อสร้างหรือทำอุปกรณ์ต่าง ๆ แต่พบว่าในอาฟริกานำเนื้อไม้อ่อนเหล่านี้ไปสู่โรงงานทำไม้อัดใช้ประโยชน์ได้ ในประเทศไทยเราพบเห็นปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป
กิมปักกะ ในครั้งพุทธกาลคือพืชอะไรคงไม่สามารถชี้ชัดได้ หากเทียบเคียง ต้นตีนเป็ดทราย ก็ถือว่าได้เรียนรู้คำสอนให้ระมัดระวังการเสพกามสุข สมุนไพรก็เรียนรู้ประโยชน์และโทษด้วยนั่นเอง.



