ขาเขียด อาหารสมุนไพรที่ไม่ควรมองข้าม

ปีนี้ฝนตกชุกตลอดฤดู แม้ออกพรรษาแล้วก็ยังมีฝนทำให้น้ำท่าดีจนหลายพื้นที่น้ำท่วมส่งผลกระทบในการดำรงชีวิตไม่น้อย แต่เมื่อน้ำฝนดีช่วยทำให้มีพืชน้ำเจริญเติบโตได้ดีไปด้วย และมีพืชน้ำชนิดหนึ่งที่นำมาบริโภคได้นั้นก็เจริญเติบโตแพร่กระจายไปเกือบทุกพื้นที่ พืชพิเศษน่าสนใจนี้เรียกว่า “ขาเขียด”

ขาเขียด ที่ไม่ใช่มาจากตัวเขียด กบ แต่เป็นชื่อของไม้น้ำนั้น ข้อมูลจากหอพรรณไม้ กรมป่าไม้ พบว่าในเมืองไทยมี 2 ชนิด คือ 1) Sagittaria trifolia L.และ 2) Pontederia vaginalis Burm.f. (ชนิดนี้เดิมมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Monochoria vaginalis (Burm.f.) C.Presl ex Kunth)

ชวนมากิน “ขาเขียด” โดยให้เรียนรู้จักพืชกันก่อนว่า ขาเขียด ชนิด Sagittaria trifolia L. เป็นไม้น้ำที่อยู่ในวงศ์ขาเขียด (Alismataceae) พืชในสกุลนี้ทั่วโลกมี 43 ชนิด ส่วนใหญ่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา ตามรายงานของหอพรรณไม้ กรมป่าไม้ บอกว่าในสกุล Sagittaria ที่ถิ่นกำเนิดในไทยมี 2 ชนิด คือ เต่าเกียด มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sagittaria guayanensis Kunth และขาเขียด มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sagittaria trifolia L. แต่เมื่อค้นคว้าจากฐานข้อมูลของสวนพฤกษศาสตร์หลวง เมืองคิว ประเทศอังกฤษกล่าวว่ามีถึง 4 ชนิด นอกจาก 2 ชนิดที่กล่าวมาแล้วยังมี อีก 2 ชนิด คือ Sagittaria pygmaea Miq. ในเมืองไทยเรียก หัวลูกศรแคระ และ Sagittaria siamaginashi Shiga & K.Itoh ไม่มีชื่อไทย แต่ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะเรียก ขาเขียดสยาม เนื่องจากชนิดนี้พบเฉพาะในไทยและเมียนมาร์

ขอกลับมาที่ ขาเขียด ที่พบในไทย ชนิดที่ 1) ชนิด Sagittaria trifolia L. มีชื่อสามัญว่า Chinese Arrowhead มีชื่อท้องถิ่นของไทยได้หลายชื่อ เช่น ขาเขียด เต่าเกียด นางกวัก หูกวาง (กรุงเทพฯ) ผักคางไก่ (เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน) ผักตีนกา (แม่ฮ่องสอน) ลักษณะพืช ใบออกเป็นกระจุก โผล่พ้นน้ำ มีลักษณะคล้ายหัวลูกศร มีก้านใบเป็นรูปสามเหลี่ยมแหลมภายในมีช่องอากาศ ดอกออกเป็นช่อ ดอกมีสีขาว เหง้าเป็นหัวใต้ดินที่สะสมอาหาร และหัวเหล่านี้นำมากินเป็นอาหารได้ พบกากระจายพันธุ์ในพื้นที่ชื้นแฉะทั่วยุโรปและเอเชีย ตั้งแต่ทะเลดำไปจนถึงญี่ปุ่น แพร่ขยายพันธุ์โดยการแตกหน่อ (runner) ผลเป็นกระจุกกลม มีเมล็ดมีปีกกว้าง
ในบางภูมิภาคของเอเชีย เช่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียมีการเพาะปลูกขาเขียดให้เป็นพืชอาหารด้วย โดยใช้หัวนำไปขยายพันธุ์ ควรเลือกที่เหมาะสมมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 เซนติเมตร และควรเก็บเกี่ยวหัวที่ดีที่สุดในช่วงปลายฤดูร้อนเมื่อใบเริ่มเหี่ยวเฉา

การใช้ประโยชน์ ด้านอาหาร จะต้องกินสุกเพราะหัวดิบมีพิษ เมื่อต้มสุกแล้วรสชาติคล้ายมันฝรั่ง หัวมีแป้งและมีกลิ่นเฉพาะตัว เปลือกมีรสค่อนข้างขมแนะนำให้ปอกเปลือกหลังจากต้มสุก ถ้านำหัวดิบมาตากแห้งแล้วบดเป็นผง จะต้องนำผงนั้นมาทำอาหารให้สุก เช่น มาต้มทำเป็นซุปหรือโจ๊ก หรือนำผงขาเขียดแห้งผสมในแป้งธัญพืชมาทำเป็นขนมปังก็ได้ นอกจากนี้ในบางประเทศนำทุกส่วนของต้นขาเขียดมาใช้เลี้ยงสัตว์ เช่น เลี้ยงหมู

ด้านยา ในบางพื้นที่ เช่น เวียดนาม ใช้หัวเป็นยาระบายและยาบำรุงกำลัง พืชชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดและขับปัสสาวะ ใบใช้รักษาปัญหาผิวหนังได้หลากหลายชนิด หัวใต้ดินมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ และอาจมีผลทำให้คลอดก่อนกำหนดได้ สตรีตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทาน

ส่วน ขาเขียด ที่พบในไทย ชนิดที่ 2 ที่อยู่ในสกุล Pontederia ทั่วโลกมีพืชในสกุลนี้ 27 ชนิด ส่วนใหญ่มีถิ่นกำเนิดในอาฟริกาและอเมริกาใต้ ที่มีถิ่นกำเนิดในไทย ได้แก่ 1) Pontederia elata (Ridl.) M.Pell. & C.N.Horn หรือเรียกว่า โพลงหรือสิมพลี 2) Pontederia hastata L. เรียกว่า ผักตบไทยหรือผักโป่ง 3) Pontederia korsakowii (Regel & Maack) M.Pell. & C.N.Horn (ไม่มีชื่อไทย) 4) Pontederia plantaginea Roxb. (ไม่มีชื่อไทย) 5) Pontederia vaginalis Burm.f. เรียกว่า ผักขาเขียด แต่มีอีกชนิดหนึ่งที่หอพรรณไม้ กรมป่าไม้รายงานว่าเป็นพืชท้องถิ่นของ อเมริกาใต้ที่นำเข้ามาปลูกในประเทศไทย คือ ช่อคราม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pontederia cordata L.

ดังนั้น ชนิด Pontederia vaginalis Burm.f. เรียกว่า ผักขาเขียด มีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า pickerel weed มีชื่อท้องถิ่นของไทย เช่น ขาเขียด นิลบล ผักเขียด ผักเป็ด (ภาคกลาง) ผักเผ็ด (นครราชสีมา) ผักริ้น (ภาคใต้) ผักหิน ผักฮิ้น ผักฮิ้นน้ำ (ภาคเหนือ) ขาเขียดชนิดนี้ก็เป็นพืชน้ำเช่นกัน แต่อยู่ในวงศ์ผักตบ (Pontederiaceae) พบได้ในนาข้าวและแหล่งน้ำอื่นๆ เป็นไม้ล้มลุกที่เติบโตในน้ำจากเหง้า สัณฐานวิทยาค่อนข้างหลากหลาย ใบสีเขียวมันวาวมีความยาวสูงสุดประมาณ 12 เซนติเมตรและกว้าง 10 เซนติเมตร ก้านใบแข็งและกลวง ช่อดอกมีดอก 3 ถึง 25 ดอกซึ่งบานใต้น้ำและบานพร้อมกัน มีกลีบดอกสีม่วงน้ำเงิน 6 กลีบ ยาวกว่า 1 เซนติเมตรเล็กน้อย ผลแคปซูลยาวประมาณ 1 เซนติเมตร เมล็ดมีปีกเล็กๆ จำนวนมาก

ลำต้นและลำต้นอ่อน ใบ นำมาปรุงสุกกินเป็นผัก ในประเทศมาเลเซียจัดอันดับให้ว่าเป็นผักชั้นเยี่ยม ช่อดอกอ่อนก็กินได้นิยมนำมาปรุงสุก แต่บางท้องถิ่นก็กินดิบ ในตอนเหนือของลูซอนประเทศฟิลิปปินส์กินต้นอ่อนทั้งต้นเป็นผัก (ยกเว้นไม่กินราก) มีรายงานข้อมูลว่าประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กินขาเขียดชนิดนี้กันทั่วไป บางประเทศกินเหง้าด้วยแต่พบว่าจะหาส่วนของเหง้าได้น้อย

ประโยชน์ด้านสมุนไพร น้ำคั้นจากใบใช้แก้ไข้ แก้ไอ และ แก้ปวดฟันด้วย น้ำคั้นจากรากก็ใช้แก้ปวดฟันได้ และยังใช้แก้อาการโรคกระเพาะและตับ ส่วนคั้นจากรากและเปลือกใช้รักษาโรคหอบหืด นอกจากนี้ยังมีความรู้พื้นบ้านให้นำใบขาเขียดมาตำให้ละเอียดผสมกับขมิ้นชัน (Curcuma longa) และผักเบี้ยใหญ่ (Portulaca pilosa L.) นำมาพอกรักษาแผลบริเวณฝีที่แตก

พืชน้ำ 2 ชนิดเรียกชื่อเหมือนกัน แต่ในทางวิชาการเป็นพืชคนละวงศ์ คนละสกุล การใช้ประโยชน์ก็แตกต่างกัน มีความจำเป็นที่หน่วยงานวิชาการควรมาช่วยกันศึกษาให้ลงลึกในทุกด้าน เราอาจมองแค่ภาวะน้ำท่วมน้ำนองที่เป็นปัญหา แต่มองข้ามความสำคัญของพืชน้ำที่มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศและคือแหล่งอาหารและสมุนไพรด้วย.

https://www.thefest.com/Images/acetoto888/ https://www.thefest.com/Images/acegaming888/ https://www.thefest.com/Images/plazaslot/
slot thailand