
มิตรสหายที่ติดตามอ่านสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง ฉบับที่ผ่านมาได้กล่าวถึงต้นงิ้วและเรื่องของ ”นางอรพิม” ในนิทานพื้นบ้านแล้ว ฉบับนี้ของเล่าขยายความโดยเห็นว่านิทานพื้นบ้านจำนวนมากให้มุมคิดหรือให้ความสำคัญเรื่องคุณธรรม แต่ในเนื้อเรื่องก็มักมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย เช่น เรื่องท้าวปาจิตกับนางอรพิม มีการบรรยายลักษณะภูมิประเทศ ระบบนิเวศของเมืองพิมายและความหลากหลายทางชีวภาพที่ควรรับรู้อีกไม่น้อย ในเรื่องดังกล่าวแบ่งการเล่านิทานที่แฝงไว้ให้เรียนรู้เรื่องศาสนาและดำเนินเรื่องที่อธิบายชื่อบ้านนามเมืองและบรรยายพรรณไม้ต่าง ๆ ด้วย
“ตำนานท้าวปาจิตและนางอรพิม” ในฉบับที่ปรากฎในฐานข้อมูลของห้องสมุดดิจิทัลวัชรญาณ มีชื่อพรรณไม้ปรากฎให้เห็นถึง 170 ชื่อ เดิมนิทานพื้นบ้านเรื่องนี้ใช้ระบบการถ่ายทอดแบบมุขปาฐะ (ปากต่อปาก) ต่อมาบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี พ.ศ. 2316 เนื้อเรื่องที่น่าสนใจส่วนหนึ่งกล่าวถึงพรรณไม้ที่ปรากฎในนิทานพื้นบ้านเรื่องนี้ และแน่นอนเรื่องที่เรียกแบบภาษายุคนี้ก็ คือ “ดราม่า” อยู่ที่อุปสรรคของความรัก เนื่องจากนางอรพิมเป็นผู้หญิงที่มีความสวยงามมาก ชายใดเห็นก็รักหลง แย่งชิงอยากได้เอามาเชยชม แม้แต่ผู้ที่บวชเป็นเณรก็หักห้ามใจไม่อยู่ ทำให้นางอรพิมเกิดความไม่อยากในเรือนกายของสตรีแล้ว จึงอธิษฐานขอพระอินทร์ให้เปลี่ยนตัวเองเป็นผู้ชาย เพื่อจะได้บวชล้างบาปและอุทิศบุญกุศลให้ท้าวปาจิต
ในที่นี้จะขอเปรียบเทียบ 2 สำนวน คือ สำนวนของพระอริยานุวัตร เขมจารี วัดมหาชัย จังหวัดมหาสารคาม และสำนวนในสมัยกรุงธนบุรี ซึ่งไม่ทราบชื่อผู้แต่ง
ในฉบับลายมือของพระอริยานุวัตร เขมจารี วัดมหาชัย จังหวัดมหาสารคาม สันนิษฐานว่าท่านได้ทำการจดบันทึกจากเรื่องเล่าแบบปากต่อปาก จะยกมาเฉพาะตอนที่นางอรพิมขอบวชล้างปาบและอุทิศบุญกุศลให้กับท้าวปาจิต จึงอธิษฐานขอให้มีร่างกายเป็นชาย ความว่า “เอาผมนางไปไว้อุทถังไว้สระใหญ่ เกิดเป็นเทาอยู่น้ำปางนั้นสืบมา………จิงเอานมสองเต้าอรพิมไปฝาก ไว้กับต้นหมากงิ้วปางนั้นสืบมา นมตุ่มตั้งงิ้วง่าในดง จึงเกิดนมเป็นหนามสืบมาเดี๋ยวนี้ แล้วเอาจิตนางแก้วอรพิมไปฝาก ไว้กับต้นตะไค้ริมน้ำอยู่เย็น ใจจึงใสปานแก้วแยงเงาในแว่น ใจจิงเย็นดังน้ำในส้างอ่างหิน นั้นแล้ว จิงเอาโยนีน้องอรพิมไปฝากกับหมากส้มโฮงแต่พุ้นปางนั้นสืบมา ส่วนว่าในน้อยน้อยอันอยู่ทางใน เป็นของธรรมดาเพศหญิงมีไว้ เอาไปฝากกับต้นหมากแต้ในป่าดงดอน มันจึงเกิดมีในสืบมาเดียวนี้”
ในสำนวนของสมัยกรุงธนบุรี มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน กล่าวว่า
“พระชวนนางชมช้างลงกินน้ำ เป็นหมู่คล่ำเดินมาในป่าโสง”(อาจจะหมายถึงป่าโสน)
ฉันขอฝากให้พฤกษาพยาบาล จงเป็นภารพาธุระช่วยบำรุง
อธิษฐานมิได้นานในเดี๋ยวนั้น เต้านมถันขึ้นไปติดต้นงิ้วสูง
เป็นปุ่มตาติดที่ต้นดูโตตุง บุญบำรุงอุปถัมภ์เหมือนคำนาง
พระเต้านมก็ช่างสมเหมือนบุรุษ แม่นงนุชกลายเป็นชายไม่นึกหมาง
รูปจริตของสตรีโยนีนาง แม่จอมปรางค์ฝากไว้บนต้นสำโรง
นางนงคราญอธิษฐานแล้วกราบไหว้ บันดาลหายที่ในกายหมดโขยง
โยนีนางขึ้นไปตั้งติดกิ่งสำโรง ห้อยระโยงลูกระย้าเหมือนโยนี
โยนีหายที่ในกายนางนิ่มนาฏ องคชาติก็บังเกิดแทนอิตถี
กลายเป็นชายหายรูปจากนารี นางยินดีสมเหมือนใจที่หมายปอง
ในสำนวนของพระอริยานุวัตร เขมจารี กล่าวถึงต้นไม้ 4 ต้นและสาหร่าย 1 ชนิด ได้แก่ 1)ต้นงิ้ว ซึ่งในทางพฤกษศาสตร์ที่พบในประเทศไทยมี 4 ชนิด คือ 1.งิ้วป่าหรืองิ้วดอกขาว (Bombax anceps
Pierre) 2, งิ้วหรืองิ้วดอกแดง Bombax ceiba L. 3.งิ้วป่าดอกขาว (Bombax cambodiense Pierre) 4.งิ้วป่าดอกแดง(Bombax insigne Wall.) ชนิดที่ 1 และ 2 พบได้บ่อยและนำมาใช้ทั้งอาหารและยา
2)ต้นตะไค้ จากฐานข้อมูลของหอพรรณไม้ กรมป่าไม้ พบว่ามีชื่อต้นตะไค้หรือตะไคร้ต้น 4 ชนิด ใน 2 สกุล คือ สกุล Camphora และสกุล Litsea ที่อยู่ในวงศ์เดียวกันคือวงศ์อบเชย (Lauraceae) 1. ตะไคร้ต้นหรือข่าต้น (Camphora illicioides (A.Chev.) Y.Yang, Bing Liu & Zhi Yang) เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ 2.ตะไคร้ต้นหรือต้นตะไค้ (Litsea cubeba (Lour.) Pers.) เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก 3.เมียดต้นหรือตะไคร้ต้น (Litsea martabanica (Kurz) Hook.f.) 4.เหล็กซีดินหรือตะไคร้ต้น (Litsea mollis Hemsl.) ในนิทานเรื่องนี้เปรียบเปรยว่านางอรพิมมีจิตใจใสสะอาดเย็นเหมือนน้ำที่อยู่ในอ่างหินดุจไม้ต้นนี้
3)หมากส้มโฮง เรียกชื่อตามภาษาอีสาน ซึ่งมีชื่อในภาคกลางว่า ต้นสำโรง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sterculia foetida L. เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ผลสุกมีสีแดง รูปร่างเหมือนอวัยวะเพศหญิง ในสมัยอยุธยามีการนำเอาเมล็ดมาหีบเอาน้ำมันมาใช้เป็นยาทาแผล โดยเฉพาะในกลุ่มทาสหรือไพร่ที่มักกูกลงโทษด้วยการเฆี่ยนตี ทำให้เกิดแผล ฟก ช้ำ น้ำมันจากเมล็ดสำโรงมีสรรพคุณดีในการรักษาแผล และน่าจะมีคุณค่าทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการผลิตในเชิงอุตสาหกรรม
4)หมากแต้ เรียกชื่อในภาษาอีสานเช่นกัน ชื่อในภาคกลางเรียกว่า มะค่าแต้ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sindora siamensis Teijsm. ex Miq. ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ แต้โหล่น (ภาคอีสาน) หรือ มะค่าลิง (ภาคกลาง) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sindora siamensis var. maritima (Pierre) K.Larsen & S.S.Larsen ลักษณะเด่นผลหรือฝักไม่มีหนาม อีกชนิดหนึ่งคือ แต้หนาม (ภาคอีสาน) หรือ มะค่าแต้ (ภาคกลาง) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sindora siamensis var. siamensis ลักษณะเด่นคือผลหรือฝักมีหนาม ทั้ง 2 ชนิด มีการนำมาใช้เป็นอาหารและยาสมุนไพรเช่นกัน ในนิทานพื้นบ้านเรื่องนี้กล่าวว่าส่วนของปุ่มกระสันหรือเม็ดละมุด (Clitoris) ของนางอรพิม เอาไปฝากไว้ที่ส่วนของเมล็ดมะค่าแต้ และ 1 สาหร่าย คือ เทา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Spirogyra sp. ที่มีลักษณะคล้ายเส้นผม ซึ่งคนอีสานกินสาหร่ายชนิดนี้เป็นอาหาร
ชวนทุกวัยกลับมาอ่านวรรณกรรมพื้นบ้าน เรียนรู้เนื้อเรื่องชวนคิด และมาช่วยกันส่งเสริมการปลูกพรรณไม้ที่ปรากฎในวรรณกรรมต่าง ๆ ช่วยส่งต่อวรรณกรรมและอาหารสมุนไพรพื้นบ้านต่อไป.



